0 Views

        ในยามค่ำคืนเช่นนี้ ด้านหน้ามีเงาของคนชุดดำกระโดดลอยผ่านไปอย่างรวดเร็ว แม้ว่าเซียวมี่จะตามติดไม่ลดละแต่จนท้ายที่สุดก็ยังคงทิ้งระยะห่างไว้อยู่ช่วงหนึ่ง ไม่สามารถตามทันได้ ทำให้นางรู้สึกโมโหและร้อนใจเป็นอย่างยิ่ง

        และยิ่งไล่ตามเท่าไหร่ ก็ยิ่งห่างไกลจากเมืองหลวงมากยิ่งขึ้น เสมือนว่าคนผู้นั้นตั้งใจจะล่อเซียวมี่ให้ออกมา

        เซียวเอินที่ไล่ตามมานั้นก็มีสีหน้าเขียวคล้ำ เขารู้สึกได้ถึงความอันตรายที่ใกล้เข้ามาแล้ว

        ถ้าหากเขาคาดเดาไม่ผิด น่าจะเป็นคนของวังหลวงที่เตรียมจะลงมือกับสกุลเซียวแล้ว

        บางทีอาจเป็นเพราะการออกหน้าของเหลยอวี๊เฟิงทำให้ฮวาหรูเสวี่ยบันดาลโทสะแล้วก็เป็นได้

        สตรีผู้นั้นสามารถทำได้ทุกอย่าง

        เซียวเอินรู้สึกร้อนรนในใจ ฝีเท้าก็เร่งเร็วขึ้นไม่น้อย เพียงชั่วพริบตาเดียว เขาก็ได้กระโดดข้ามร่างของเซียวมี่ไปแล้ว จากนั้นมือขวาของเขาก็คว้าเอาดาบยาวที่คล้องอยู่ที่เอวออกมาแล้ว ดึงมันออกจากฝักและแทงตรงไปทางคนชุดดำที่อยู่ด้านหน้าทันที

        คนชุดดำที่แต่เดิมวิ่งหนีรวดเร็วดุจสายลมก็นิ่งค้างไปเช่นกัน เขามิได้หันกลับมาแต่กลับใช้สุดกำลังในการเบี่ยงตัวหลบดาบที่หมายจะปลิดชีวิตของตนเซียวได้อย่างหวุดหวิด จากนั้นเขาก็ออกแรงเหวี่ยงตัวเองไปทางด้านซ้ายและเผชิญหน้าเข้ากับเซียวเอิน

        และในจังหวะที่คนผู้นั้นหมุนตัวกลับมา เซียวเอินก็เกิดอาการตกตะลึง เขาค่อยๆ เก็บดาบในมือกลับที่เดิม เซียวมี่ที่ตามมาช้ากว่าก้าวหนึ่งก็มองไปที่คนเบื้องหน้าด้วยสายตาที่คาดไม่ถึงเช่นกัน

        “ป๋ายหลี่ม่อ…”

          สีหน้าของเซียวมี่ก็เขียวคล้ำมากยิ่งขึ้น นางเอ่ยออกมาสามคำอย่างไม่สบอารมณ์พลางก้าวไปด้านหน้าก้าวหนึ่ง “ดึกดื่นเช่นนี้มาที่จวนสกุลเซียวของข้า ท่านมีแผนการอะไร?”

          ในใจของนางคิดว่าเป็นคนของวังหลวงมาโดยตลอด เมื่อครู่ก็มีใจคิดอยากจะลงมือสังหารทิ้ง ตอนนี้ผู้ที่อยู่เบื้องหน้าของตนกลับเป็นป๋ายหลี่ม่อ แน่นอนว่านางไม่อาจทำใจยอมรับความจริงนี้ได้

        ป๋ายหลี่ม่อสวมชุดสีดำสนิท เขามิได้เอาผ้าปิดหน้า อีกทั้งยังมองไปทางเซียวมี่และเซียวเอินด้วยสีหน้าเรียบเฉย “มิผิด เป็นข้าเอง การไปหายามดึกดื่นนั้นเป็นความผิดของผู้น้อยเอง แต่ว่ามีคำพูดบางอย่างที่ข้าจำเป็นต้องเอ่ยออกมา”

          เซียวเอินได้ถอยไปยืนด้านข้างเซียวมี่แล้ว มือของเขายังคงวางอยู่บนดาบยาวที่คาดอยู่ข้างเอว เตรียมพร้อมที่จะลงมือได้ทุกเมื่อ

        เขาจะต้องคุ้มครองความปลอดภัยของฮูหยินเฒ่าอยู่ทุกเมื่อ

        “พูดมา” เซียวมี่เองก็ได้มีสีหน้ากลับมาเป็นปกติแล้วพลางเอ่ยออกมาด้วยใบหน้าจริงจัง

        ป๋ายหลี่ม่อกระตุกมุมปากขึ้น เขารู้สึกนับถือสตรีอายุเกินหลักร้อยผู้นี้จากใจจริง นางสามารถทำให้สกุลเซียวมาถึงทุกวันนี้ได้ถือว่าไม่ง่ายเลยจริงๆ

        อีกทั้งนางยังเป็นถึงขุนนางเก่าแก่ของสองรัชสมัย

        “เรื่องที่ชิงชวนหยวนในวันก่อน คิดว่าฮูหยินเฒ่าคงจะรู้อยู่แล้ว” ป๋ายหลี่ม่อแบมือทั้งสองของตนออกเพื่อแสดงให้เห็นว่าตนไม่ได้มีเจตนาร้ายแม้แต่น้อย

        พลางเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา

        “แล้วจะอย่างไร?” เซียวมี่นั้นหาได้มีความรู้สึกดีๆ ต่อชายหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้านี้ ตอนนี้ยิ่งไม่คิดจะตีสีหน้ายินดีให้กับเขา น้ำเสียงที่เอ่ยขึ้นของนางเองก็ราบเรียบเป็นอย่างมาก ไม่มีอารมณ์แฝงอยู่แม้แต่น้อย

        เมื่อเห็นเซียวมี่มีท่าทีเช่นนี้ สีหน้าของป๋ายหลี่ม่อก็ย่ำแย่ลง แต่ว่าเขาก็ยังคงพยายามควบคุมอารมณ์ของตนไว้และแสดงท่าทีประหนึ่งคนที่กำลังมีปรารถนาดีมามอบให้ “การที่ผู้น้อยมาก็เพียงแค่อยากจะบอกว่า  หากราชสำนักของแคว้นป่ายฮวาจะไร้คุณธรรมถึงเพียงนี้ เหตุใดฮูหยินเฒ่าจึงจำเป็นต้องยึดหลักคุณธรรมถึงเพียงนี้กัน”

          “ฮ่าๆๆ” เซียวมี่ฟังออกถึงเหตุผลการมาของป๋ายหลี่ม่อแล้ว นางแหงนหน้าขึ้นส่งเสียงหัวเราะออกมา ทว่าสีหน้ากลับเย็นชาเป็นอย่างมาก “หากมิใช่ท่าน สกุลเซียวมีหรือจะเดินมาถึงจุดนี้ได้?”

          ตอนแรกเป็นเขาที่มาเสนอเรื่องถอนหมั้น มิเพียงแต่เป็นการดูถูกเหยียดหยามสกุลเซียว อีกทั้งยังคิดจะทำให้เซียวซู่ซู่ขายหน้าต่อผู้คนทั่วแผ่นดินอีกด้วย

        ผลสุดท้าย กลับทำให้เซียวซู่ซู่มีชื่อเสียงโด่งดัง เพียงแต่ว่าการเป็นเช่นนี้ กลับเป็นเพียงการนำแผนการชั่วร้ายของคนที่มีเจตนาไม่ดีมามากขึ้นเท่านั้น

        เมื่อได้ยินเช่นนี้ ป๋ายหลี่ม่อก็หลุบตาของตนลงต่ำ มิได้เอ่ยตอบในทันที

        เดิมเขาแค่แยกย้ายกันดำเนินการกับหนานกงม่อ

        ซึ่งในขณะที่หนานกงม่อเข้าไปค้นหาข่าวสารเกี่ยวกับมหาปุโรหิตที่วังหลวง ทางป๋ายหลี่ม่อก็มีหน้าที่มาพูดโน้มน้าวสกุลเซียวให้ร่วมมือกับแคว้นอ้าวอวิ๋น

        เพราะว่าเขาได้ข่าวแล้วว่า สกุลเซียวได้มีสำนักเหลยคอยช่วยเหลือแล้ว

        อำนาจเช่นนี้หากไม่นำมาใช้ก็น่าเสียดายเกินไปแล้ว

        แต่คิดไม่ถึงว่าเซียวมี่กลับมีท่าทีเช่นนี้ได้

        ชั่วขณะหนึ่ง เขาไม่รู้ว่าจะเอ่ยตอบเช่นไรกลับไปดี

        เป็นความจริงว่าเรื่องทุกอย่างนั้นล้วนเกิดจากเขาป๋ายหลี่ม่อ

        เมื่อคิดถึงเซียวซู่ซู่ แม้ว่าเขาจะเป็นคนที่ไม่ได้ลุ่มหลงในสาวงาม แต่กลับรู้สึกชื่นชอบสตรีที่งดงามดุจเซียนหญิงที่มาจุติบนโลกนี้ผู้นั้นจากใจจริง

        ความรู้สึกเสียใจในการกระทำของคนยังคงวนเวียนอยู่รอบตัวเขาไม่จากไปไหน

        ทว่า จุดประสงค์ที่เขามาแคว้นป่ายฮวานั้นมิใช่เพราะเซียวซู่ซู่ เพราะฉะนั้นเขาจึงจำเป็นต้องปล่อยมือจากเรื่องของนาง

        และยึดเรื่องของแคว้นเป็นหลัก

        “หากฮูหยินเฒ่าคิดอยากจะลงโทษ ผู้น้อยก็ยินดีรับโดยไม่กล่าวโทษออกมาแม้แต่ประโยคเดียว” ป๋ายหลี่ม่อนั้นได้มีท่าทีถ่อมตนเป็นอย่างมาก “เพียงแต่ว่าฮูหยินเฒ่าก็น่าจะเข้าใจว่าราชสำนักจะต้องไม่ปล่อยสกุลเซียวไปแน่”

          “ท่านทำอะไรลงไป?” สีหน้าของเซียวมี่เปลี่ยนไปในทันที

        นางหรี่ตาของตนลงขณะจ้องไปทางป๋ายหลี่ม่อ

        “มิได้ทำอะไร เพียงแค่นัดฮูหยินเฒ่าออกมาปรึกษาเรื่องบางอย่างเท่านั้น” สีหน้าของป๋ายหลี่ม่อกลับไปเรียบเฉยดังเดิม มุมปากกระดกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความชั่วร้าย

        “ต่ำช้า” เซียวเอินเองก็มีสีหน้าเครียดขึ้น

        พวกเขาทั้งสามได้พูดคุยกันอยู่ที่นี่เป็นเวลานานแล้ว แม้ว่าจะไม่ได้พูดอะไรกัน แต่ว่าในสายตาของคนภายนอก พวกเขาก็ดูเหมือนกำลังปรึกษาหารือเรื่องบางอย่างกันจริงๆ

        เดิมตอนเช้า เซียวมี่เพิ่งจะขอถอนตัวออกจากตำแหน่งไป ตอนนี้ก็มาปรากฎเหตุการณ์เช่นนี้อีก การที่ราชสำนักจะไม่กำจัดสกุลเซียวนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แล้ว

        “อย่าด่วนดีใจไป” มิเสียแรงที่เซียวมี่เป็นถึงบุคคลที่โด่งดังและมีชื่อเสียง เพียงไม่นานนางก็สามารถกลับมามีสีหน้าสงบได้ดังเดิม “หากว่าข้าจับท่านไปส่งให้ที่วังหลวง จะเกิดอะไรขึ้นกัน?”

          นางเอ่ยขึ้นพลางเลื่อนมือไปจับบนดาบยาวที่คาดอยู่ตรงเอวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อเตรียมพร้อมจะลงมือได้ทุกเมื่อ

        สกุลเซียวออกจากเมืองอวิ๋นไม่ได้ เพราะฉะนั้นพวกเขายังคงไม่ถือเป็นหนามยอกอกของราชสำนัก อย่างน้อยตอนนี้ก็ไม่อาจเป็นได้

        ก่อนที่เซียวซู่ซู่จะไปแข่งขันที่สำนักเหลย สกุลเซียวของพวกเขาก็ยังถือว่าอยู่ในสถานการณ์ที่อันตราย

        “ช่างเป็นยายแก่หัวรั้นจริงๆ” ป๋ายหลี่ม่อมีสีหน้าเขียวคล้ำ เห็นได้ชัดว่าโทสะของเขาได้ระเบิดออกมาแล้ว

        แต่เซียวมี่และเซียวเอินก็ไม่ได้สนอะไรมาก พวกเขาต่างก็พุ่งตัวไปด้านหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในเมื่อป๋ายหลี่ม่อไม่มีคุณธรรมมาก่อน เช่นนั้นพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องมีมารยาทกับเขาอีก ต่อให้สกุลเซียวจะหักหน้ากับทางราชสำนักแล้วจริงๆ พวกเขาก็จะไม่ทำเรื่องขายแผ่นดินอย่างแน่นอน

        เพราะฉะนั้น วันนี้ถือว่าป๋ายหลี่ม่อนั้นได้คิดผิดมหันต์แล้ว

        จะผิดก็ผิดที่เขามองสกุลเซียวผิดไป

        “ช้าก่อน” ในขณะที่ดาบของเซียวมี่และเซียวเอินปะทะกับป๋ายหลี่ม่อนั้น ก็มีเสียงทุ้มต่ำตะโกนขึ้น

        เสียงนั้นดังขึ้นตามมาด้วยลมแรงระลอกหนึ่ง

        บีบให้เซียวเอินและเซียวมี่ต้องก้าวถอยอย่างต่อเนื่อง

        เพียงดูจากลมแรกที่พัดมาเมื่อครู่ก็รู้ได้แล้วว่าฝีมือของผู้ที่มานั้นเก่งกาจเป็นอย่างมาก บางทีต่อให้เซียวมี่และเซียวเอินร่วมมือกันก็อาจจะยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาก็เป็นได้

        คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าหนานกงม่อจะมีฝีมือแข็งแกร่งถึงเพียงนี้

        หลังจากที่หนานกงม่อยืนนิ่งบนพื้นแล้ว เซียวมี่และเซียวเอินก็ล้วนจ้องมองไปทางเขา รอฟังประโยคถัดไปที่เขาจะเอ่ยขึ้น

        “เรื่องของวันนี้ก็ทำเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นเสียแล้วกัน” หนานกงม่อยืนอยู่ข้างกายป๋ายหลี่ม่อก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พลางชี้นิ้วไปทางที่อยู่ห่างไกลออกไป “คนของราชสำนักได้หายไปหมดแล้ว”

          หายไป สองคำนี้หมายความว่าอย่างไรนั้น คนที่อยู่ในที่นี้ล้วนเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง

        ป๋ายหลี่ม่อยังคงยืนอยู่ตรงนั้น สีหน้าของเขายังคงไม่เปลี่ยนแปลง อีกทั้งยังไม่มีความเกรงกลัวแม้แต่น้อย เขาทำเพียงแค่หันไปมองหนานกงม่อแวบหนึ่งก่อนจะพยักหน้าน้อยๆ

        “เหอะ”

          เซียวมี่สบถออกมาคำหนึ่ง

        “แต่ว่าการที่ฮูหยินเฒ่าปกป้องเชื้อพระวงศ์ของแคว้นป่ายฮวาถึงเพียงนี้ เคยคิดหรือไม่ว่าฮ่องเต้หญิงหาได้คิดจะปกป้องผลประโยชน์ของสกุลเซียว?” หนานกงม่อดูเหมือนจะมีท่าทีสุขุมมากกว่าป๋ายหลี่ม่อ

        เขาเพิ่งจะกลับออกมาจากวังหลวง ดูเหมือนจะได้อะไรดีๆ กลับมาไม่น้อย

        เซียวมี่ไม่ได้เอ่ยตอบ เรื่องเช่นนี้มีหรือที่นางจะไม่รู้

          ต่อให้สร้างคุณประโยชน์ต่อแคว้นเยอะเพียงใด หากมีความผิดแม้แต่นิดเดียวก็จะสูญเสียทุกอย่างไปได้

        อีกทั้งฮวาหรูเสวี่ยยังเป็นคนที่เพื่อผลประโยชน์แล้ว สามารถทำได้ทุกวิถีทางโดยไม่สนใจสิ่งใดอีกด้วย

        ปีนั้นสกุลเซียวได้มีชื่อเสียงและคุณความดีเหนือกว่ากษัตริย์ ฮวาหรูเสวี่ยก็ได้เห็นแก่หน้าของฮ่องเต้องค์ก่อนจึงไม่ลงมือกับสกุลเซียว แต่ว่าความอดทนของนางก็ได้ถึงขีดสุดแล้ว สถานการณ์เช่นตอนนี้ นางจะต้องไม่ปล่อยสกุลเซียวไว้อย่างแน่นอน

        แต่การที่นางคิดจะทำอะไรนั้น เซียวมี่ยังคงเดาไม่ออก

        “คุณหนูเล็กสกุลเซียวยังมีเวลาอีกสองเดือนจึงจะถึงพิธีปักปิ่นใช่หรือไม่” อยู่ๆ หนานกงม่อก็โพล่งออกมาประโยคหนึ่ง “แม้ว่าสกุลเซียวจะไม่มีอำนาจทหารแล้ว แต่ก็ยังคงมีชื่อเสียงโด่งดัง คิดว่าคงจะมีคนใหญ่คนโตจำนวนมากมาแสดงความยินดีกระมัง”

          ไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมาอย่างชัดเจน เขาก็รู้ว่าเซียวมี่สามารถเข้าใจได้ทันที

        จากนั้นเขาก็เดินไปพยุงป๋ายหลี่ม่อโดยไม่ไปสนใจเซียวมี่และเซียวเอินอีก “พวกเราไปเถิด”

          แล้วจึงกระโดดเหาะจากไปท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดมิด


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม