0 Views

        ท้องฟ้ายามค่ำคืนเงียบสงบดุจน้ำนิ่ง ปลายฤดูใบไม้ผลิย่างฤดูร้อน ทว่าอากาศก็ยังคงหนาวเย็นอยู่บ้าง

        ป๋ายหลี่ม่อและหนานกงม่อกำลังนั่งอยู่ในสวนหย่อมด้วยกัน แต่ทั้งสองคนกลับนั่งนิ่ง ไม่พูดไม่จาอยู่อย่างนั้น

        พวกเขาเงียบมาเป็นเวลานานแล้ว ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นที่ชิงชวนหยวนเมื่อวานนี้

        พวกเขาได้วิเคราะห์ถึงเหตุผลของสาเหตุที่ฮวาเชียนเย่สุดท้ายแล้วตัดสินใจที่จะไม่ลงมือ และพวกเขาเองก็รู้ว่าเรื่องนี้จะไม่จบลงอย่างง่ายดายแน่นอน เพียงแต่ว่าพวกเขาไม่รู้ว่าครั้งหน้าจะเป็นเมื่อไหร่และที่ใด

        “ความจริงแล้วสาวน้อยของสกุลเซียวผู้นั้น พวกเราควรจะทิ้งระยะห่างกับนางจึงจะเหมาะสม” ป๋ายหลี่ม่อยังถือว่ามีสติอยู่ เมื่อวานเขาก็เป็นเพราะว่าเซียวซู่ซู่ เขาจึงตัดสินใจไปล่องเรือในที่แห่งนั้น

        หนานกงม่อพยักหน้า “ข้าเห็นด้วย แม้ว่านางจะมีความสามารถโดดเด่นและรูปโฉมงดงามราวกับเทพธิดา ทว่านางกลับแฝงไปด้วยคมหนาม อีกทั้งยังนำความอันตรายมาสู่ชีวิตของพวกเราด้วย”

          จริงที่ว่าหากเป็นเพียงการชื่นชมธรรมดาๆ แล้ว พวกเขาก็สามารถรามือไปได้

        เพราะถึงอย่างไรเสีย ตอนนี้เซียวซู่ซู่ก็ได้รับการอนุมัติจากฮ่องเต้หญิงให้นางได้แต่งงานอย่างอิสระ โดยที่ราชสำนักจะไม่ยื่นมือเข้าไปยุ่งแล้ว เช่นนั้นก็หมายความว่าต่อให้พวกเขาแย่งเซียวซู่ซู่มาได้ เรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวข้องกับแคว้นป่ายฮวาอยู่ดี

        “ต่อจากนี้ พวกเราเพียงตรวจสอบเรื่องของมหาปุโรหิตก็พอ” ผ่านไปเนิ่นนาน ป๋ายหลี่ม่อก็เหมือนจะตัดสินใจได้แล้ว เขาเอ่ยเน้นย้ำออกมาทุกคำ น้ำเสียงแม้จะแฝงด้วยความอาลัยอาวรณ์อยู่บ้างแต่ก็มันก็ยังคงเต็มไปด้วยความหนักแน่น

        การที่ป๋ายหลี่ม่อได้กลายเป็นเป็นทายาทสืบทอดแคว้นอ้าวอวิ๋น แน่นอนว่าเขาต้องมีจุดเด่นของตัวเองเช่นกัน

        เรื่องของเซียวซู่ซู่ เขาจัดการได้ไม่ดีนัก แต่ว่าตอนนี้สามารถปล่อยมือได้อย่างทันเวลาก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาไม่ใช่คนที่จะใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ

        อีกทั้งหากอ้าวอวิ๋นมีเขารับช่วงต่อแล้ว จะต้องเจริญรุ่งเรืองมากขึ้นอย่างแน่นอน

        สำหรับคำพูดของป๋ายหลี่ฮวานั้น หนานกงม่อเองก็เห็นด้วย เห็นด้วยอย่างไม่มีข้อกังขา

        แน่นอนว่าเขาก็เข้าใจถึงหลักการและเหตุผลของการกระทำเช่นนี้

        “เช่นนั้น ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเราต้องรีบทำการตรวจสอบว่าใครจะมาเป็นผู้รับตำแหน่งมหาปุโรหิตในครั้งนี้” ป๋ายหลี่ม่อเอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง ตอนนี้สีหน้าเขาได้กลับไปราบเรียบและเฉยชาเช่นเดิมแล้ว

        พวกเขายังไม่สามารถจากที่นี่ไปได้ ต่อให้รู้ว่าฮวาเชียนเย่จะไม่ยอมอยู่เฉยเป็นแน่

        และต่อให้พวกเขารู้ว่าการอยู่ต่อนั้นถือเป็นอันตรายอย่างมากก็ตาม

        แต่ว่าขอเพียงสวี่เว่ยหรานไม่ยอมรามือ พวกเขาก็ไม่มีทางรามือได้

        ไม่มีทางถอยอีกแล้ว

        ความสัมพันธ์ของทั้งสามแคว้นซับซ้อนยิ่งนัก หากขยับเพียงนิดเดียวก็อาจจะทำให้เกิดความวุ่นวายได้

        “ได้ เมื่อผ่านเที่ยงคืนไปแล้ว ข้าจะไปที่วังหลวงสักรอบหนึ่ง” หนานกงม่อเอ่ยตอบรับอย่างรวดเร็ว

        เรื่องราวเริ่มจะอยู่เหนือการควบคุมแล้ว

        ต้องรู้กันว่าสกุลเซียวได้สูญเสียอำนาจไปแล้ว เพราะฉะนั้นยิ่งไม่มีเหตุผลที่ต้องไปข้องเกี่ยวอีก อีกทั้งเรื่องมหาปุโรหิตก็ต้องไม่เกี่ยวข้องกับสกุลเซียวอย่างแน่นอน

        ตำแหน่งมหาปุโรหิตแม้จะไม่มีการแบ่งแยกระหว่างหญิงชาย แต่กลับจำเป็นต้องมีฝีมือและวรยุทธ์ที่เก่งกาจเป็นอย่างมาก

        สกุลเซียวไม่มีคนเช่นนั้น

        เพราะฉะนั้น ก้าวต่อไปของพวกเขาก็ต้องเริ่มทำการคัดเหล่าขุนนางชั้นสูงของแคว้นป่ายฮวาออกทีละคน ยอมสังหารผิดเป็นพันคนยังดีกว่าปล่อยให้คนน่าสงสัยหลุดรอดไป

        ที่จวนรับรองอีกแห่งหนึ่ง

        สวี่เว่ยหรานและเฮ้ออี้เทียนเองก็กำลังอยู่ในสวนหย่อมเช่นกัน

        ไม่มีแสงจากเทียนหรือโคมแม้แต่น้อย มีเพียงแสงจากดวงจันทร์เท่านั้น

        “เรื่องของเมื่อวานยังคงไม่ผ่านพ้นไป” มือหนึ่งของสวี่เว่ยหรานถือจอกที่มีสุราอยู่ครึ่งหนึ่งพลางแกว่งไปมาเบาๆ แสงจันทร์สาดส่องมาทำให้มองเห็นสีของดวงตาเขาได้ไม่ชัดเจนนัก สวี่เว่ยหรานสวมชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ สะท้อนให้เห็นถึงบุคลิกที่สุขุมและอ่อนโยน

        ใบหน้าที่หล่อเหลาไร้ที่ติของเขากำลังประดับด้วยรอยยิ้ม ท่าทางไม่ใส่ใจสิ่งใดแม้แต่น้อย

        เฮ้ออี้เทียนเองก็หยิบจอกเหล้าขึ้นมาก่อนจะแหงนหน้าดื่มมันจนหมด ทว่าสีหน้าของเขากลับเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก

        “หลังจากประสบกับเหตุการณ์เมื่อวาน พวกเราก็ไม่ควรจะอยู่ที่นี่นานนัก และเชื่อว่าป๋ายหลี่ม่อเองก็กำลังรีบดำเนินการอย่างแน่นอน ข้าคิดว่าพวกเราไม่ควรจะนั่งรออยู่ตรงนี้เฉยๆ โดยไม่ทำอะไร”

          สวี่เว่ยหรานทำเพียงแค่ยิ้มออกมาจางๆ ด้วยสีหน้าที่ไม่เปลี่ยน “ก็จริง ทว่าในเมื่อพวกเขาคิดจะดำเนินการ พวกเราก็ให้โอกาสพวกเขาเสียหน่อยไม่ดีหรือ”

          “…”

          ชั่วขณะหนึ่ง เฮ้ออี้เทียนไม่รู้ว่าควรจะเอ่ยเช่นไรออกมาดี เขาทำเพียงแค่จ้องสวี่เว่ยหรานนิ่งๆ อยู่อย่างนั้น

        เมื่อเห็นเฮ้ออี้เทียนเป็นเช่นนี้ สวี่เว่ยหรานก็ยังคงยิ้มต่อไป “รอจนพวกเขาจัดการเรื่องทั้งหมดเสร็จแล้ว พวกเราก็คว้าเอาผลประโยชน์ไปไม่ดีกว่าหรือ?”

          “แต่ว่า…”

          เฮ้ออี้เทียนคิดอยากจะพูดอะไร ทว่ากลับถูกสวี่เว่ยหรานยกมือขัดคำพูดของเขา “ไม่มีแต่ ต่อให้พวกเขาคิดจะใส่ร้ายก็ต้องทำให้คนของแคว้นป่ายฮวาเชื่อได้ถึงจะสำเร็จ”

          “หมายความว่าอย่างไร?” เฮ้ออี้เทียนมักจะความรู้สึกช้าไปเล็กน้อย

        สวี่เว่ยหรานโยกจอกสุราในมือเบาๆ อีกครั้งก่อนจะกระดกดื่มสุราในจอกจนหมดเช่นกัน “นับจากพรุ่งนี้เป็นต้นไป พวกเราก็เข้าไปพักอยู่ที่เรือนรับรองของราชสำนัก ทางที่ดีจะต้องพบเจอกับองค์หญิงหรือก็คือฮวาเชียนจือทุกวัน”

          เขาจะต้องสร้างหลักฐานของการอยู่ในสถานที่ของตนขึ้น

        เช่นนั้นฮวาเชียนจือก็ถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมไม่น้อย

        อีกทั้งหากเขาต้องการสนิทสนมกับฮวาเชียนจือ ทุกคนก็สามารถทำความเข้าใจได้

        เพราะถึงอย่างไรเสีย ฮวาเชียนจือก็ถือเป็นสตรีที่มีรูปโฉมงดงามผู้หนึ่ง

        และยังมีโอกาสเป็นอย่างสูงว่าจะเป็นฮ่องเต้หญิงคนต่อไป

        ไม่ว่าใครก็หาเรื่องต่อว่าไม่ได้

        หลังจากที่เฮ้ออี้เทียนได้ยินคำพูดดังกล่าว เขาก็ตบมือของตนอย่างแรง “เป็นความคิดที่ดีๆ”

          จากนั้นก็กระดกสุราขึ้นดื่มอีกหลายแก้วอย่างดีใจ

        “เอาเถิด นี่ก็ดึกมากแล้ว ควรไปพักผ่อนเสียที” สวี่เว่ยหรานสวมชุดสีขาวสะอาดราวกับหิมะ ทว่ารอยยิ้มของเขาในตอนนี้กลับมีความเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังไม่อาจกลบบุคลิกอันองอาจของเขาไว้ได้

        เฮ้ออี้เทียนเองก็ยิ้มพลางพยักหน้า จากนั้นคนทั้งสองก็เดินจากไปพร้อมกัน

        คืนนี้ เหมือนว่าทุกที่จะไม่ค่อยสงบสุขนัก แน่นอนว่าจวนสกุลเซียวเป็นข้อยกเว้น

          เซียวซู่ซู่กำลังกอดชิงเจี่ยวเอาไว้ นางฝึกซ้อมครั้งแล้วครั้งเล่า เหมือนว่านางไม่อาจตัดใจปล่อยมือจากพิณโบราณที่ทรงคุณค่านี้ไปได้ สีหน้าของนางเองก็อ่อนโยนก็เวลาทั่วไปไม่น้อย

        เสียงไพเราะของพิณที่ดังสะท้อนยิ่งทำให้บรรยากาศของจวนสกุลเซียวอบอุ่นมากขึ้น

        ทุกคนเงียบสงบเป็นอย่างมากเพราะพวกเขาล้วนแต่กำลังจมอยู่กับเสียงพิณอันไพเราะของเซียวซู่ซู่

        นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เซียวเหยียนและเซียวจู๋ไม่ได้ออกไปเริงร่าหาความสุข แต่กลับอยู่รวมตัวกับเหล่าพี่น้องคนอื่นๆ ที่ริบทะเลสาบและดื่มด่ำค่ำคืนอันสวยงามนี้อย่างเงียบๆ

        เซียวเอินยืนอยู่ด้านหลังเซียวซู่ซู่ ดวงตาทั้งสองสะท้อนอารมณ์ลึกซึ้งออกมา เขาทำเพียงแค่จับจ้องไปที่แผ่นหลังของเซียวซู่ซู่ที่กำลังดีดพิณอยู่ เสื้อสีขาวที่สะอาดบริสุทธิ์ยิ่งกว่าหิมะประกอบกับผมยาวสลวยสีดำดุจน้ำหมึกของนาง ทำให้นางดูเรียบง่ายแต่กลับมีเสน่ห์สะดุดตา

        ใบหน้าที่ไม่มีเครื่องสำอางแต่งแต้มกลับดูงดงามอย่างน่าประหลาด

        “ฝีมือการดีดพิณเช่นนี้ ต่อให้ท่องเที่ยวทั่วยุทธภพก็เกรงว่าจะไม่มีคู่ต่อสู้เป็นแน่” เซียวจู๋กำลังเคลิ้มไปกับเสียงพิณของเซียวซู่ซู่ เมื่อเซียวซู่ซู่บรรเลงเสร็จ นางก็พูดเสียงดังออกมา พวกนางรู้ว่าอนาคตของสกุลเซียวล้วนขึ้นอยู่กับการบรรเลงพิณครั้งนี้ของเซียวซู่ซู่

        ขอเพียงคว้าชัยชนะในการแข่งขันมาได้ สกุลเซียวถึงจะสามารถได้รับการคุ้มครองจากสำนักเหลยได้อย่างเหมาะสม

        “ท่านป้าสองกล่าวเกินไปแล้ว” เซียวซู่ซู่นั้นไม่ได้เอ่ยถ่อมตนไปมากกว่านี้ นางเพียงยิ้มออกมาบางๆ “ถ้าหากคนที่ฝ่ายตรงข้ามเชิญมาคือเฝินเหวิน เช่นนั้นการแข่งครั้งนี้ก็ยังถือว่ามีความยากไม่ใช่น้อย”

          แม้ว่าครั้งที่แล้วนางจะโชคดีเอาชนะเฝินเหวินไปได้ แต่ว่าความรู้สึกในใจของนางในตอนนี้และตอนนั้นกลับต่างกัน

        นางกลัวแต่เพียงว่าตนจะไม่สามารถแสดงฝีมือออกมาได้ถึงขั้นนั้น

        เมื่อนางเอ่ยเสร็จ ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นก็เหมือนมีสติขึ้นมา พลางจับจ้องไปที่เซียวซู่ซู่

        แววตาเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง

        วินาทีนั้น เซียวซู่ซู่ที่มองไปทางแววตาของทุกคนก็รู้สึกหัวใจหนักอึ้งเหลือเกิน

        ตอนนั้น นางเพียงต้องการให้ตนเองมีชีวิตต่อไป ไม่ถูกเหยีดหยามอีก เช่นนั้นตอนนี้ล่ะ นางกำลังทำเพื่อคนในครอบครัวที่คอยสนับสนุนนางมาโดยตลอด มีหรือที่นางจะกล้าเผิกเฉยต่อการแข่งครั้งนี้

        เมื่อคิดได้ดังนี้ นางก็ลอบกำมือของตนเองแน่น ก่อนจะหันไปมองทางพิณชิงเจี่ยวที่อยู่ระดับความสูงของเข่าเบื้องหน้าตนอีกครั้ง พร้อมบอกกับตนเองว่าต้องคว้าชัยชนะมาให้ได้

        ใช่แล้ว ต้องชนะให้ได้

        เซียวมี่ก้าวไปด้านหน้าก่อนจะตบมือลงบนไหล่ของเซียวซู่ซู่เบาๆ นางมิได้เอ่ยอะไรออกมาแต่กลับทำเพียงแค่สนับสนุนเซียวซู่ซู่อยู่เงียบๆ

        สกุลเซียวสามารถสามัคคีเป็นหนึ่งได้เช่นนี้ ล้วนแต่เป็นเพราะการฟื้นขึ้นมาของเซียวซู่ซู่ เพราะฉะนั้น ความรู้สึกรักใคร่ที่เซียวมี่มีต่อเซียวซู่ซู่ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น หลานสาวผู้นี้นำทุกสิ่งมาให้กับนาง ทำให้นางไม่มีวันลืมสิ่งเหล่านี้ไปได้

        แสงจันทร์ส่องสว่าง ขณะที่ทุกคนในสกุลเซียวต่างก็กำลังรื่นเริง สังสรรค์กันอย่างมีความสุข

          บนกำแพงสูง มีเงาของคนผู้หนึ่งแวบผ่านไปก่อนจะหายไปท่ามกลางความมืด

        เซียวมี่ที่เดิมมีสีหน้ายิ้มแย้มก็สะดุ้งตัวขึ้นก่อนจะดีดตัวลอยขึ้น นางได้กระโดดข้ามกำแพงสูงเพื่อตามรอยคนผู้นั้นไปแล้ว ท่วงท่าของนางรวดเร็วดุจพญาเหยี่ยวที่โผยบินอยู่กลางสายลม

        เสียงของพิณหยุดลง สีหน้าของเซียวซู่ซู่เองก็เคร่งเครียดขึ้นขณะหันไปมองตามทิศทางที่เซียวมี่พุ่งทะยานไป

        ไม่นาน เซียวเอินเองก็พุ่งตัวตามไปเช่นกัน


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม