0 Views

          “ฮ่องเต้หญิงว่าอย่างไรบ้าง?” เซียวซู่ซู่มิได้ตอบกลับเซียวมี่โดยทันที แต่นางกลับก้าวไปด้านหน้าและยื่นมือจับที่ข้อมือของเซียวมี่และถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล ในที่สุดนางก็มีโอกาสที่จะพูดออกมาแล้ว

        และเซียวเหยียนและเซียวจู๋ที่รู้ว่าไม่ว่าอย่างไรเรื่องนี้ก็จะไม่มีผลกระทบต่อสกุลเซียว พวกนางจึงถือโอกาสหมุนตัวจากไป

        เมื่อเห็นเซียวซู่ซู่เป็นเช่นนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของเซียวมี่ก็เด่นชัดขึ้น ความรู้สึกของนางในตอนนี้เต็มไปด้วยความปลาบปลื้มใจ

        “ฮ่องเต้หญิงปลดตำแหน่งของข้าแล้ว แต่กลับไม่ยอมให้ข้ากลับบ้านเก่า” แม้ว่าเซียวมี่จะมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า ทว่าสีหน้าของนางก็ยังคงคล้ำอยู่ ดูเหมือนว่านางจะรับแรงโทสะจากท้องพระโรงมาไม่น้อย

        แต่ว่าเมื่อเผชิญหน้ากับฮ่องเต้หญิง นางจะกระทำการอันใดมากก็ไม่ได้ จึงได้แต่พยายามอดทนอดกลั้นเอาไว้

        นางไม่อาจออกจากเมืองอวิ๋นได้ อีกทั้งไร้ซึ่งอำนาจทหารแล้ว เช่นนี้ยิ่งอันตรายมากขึ้น

        เพียงแต่ว่า ราชโองการของฮ่องเต้หญิงนางก็ไม่กล้าที่จะขัด

        ด้วยเหตุนี้จึงได้แต่กลับมาเสียอย่างนี้

        แต่ว่าเมื่อกลับมาถึงจวนแล้วก็ได้ยินเรื่องที่เซียวซู่ซู่รับปากเหลยอวี๊เฟิงในการจะเข้าแข่งขันการดีดพิณแล้ว อีกทั้งยังมีคำมั่นสัญญาจากเหลยอวี๊เฟิง เซียวมี่ก็รู้สึกว่าสกุลเซียวจะไม่ได้รับการข่มขู่หรือรุกรานใดๆ อีก

        ต่อให้ฮวาเชียนเย่และฮวาเชียนจือคิดจะลงมือแก้แค้นที่นางลาออกจากตำแหน่งก็เกรงว่าจะต้องคิดให้ละเอียดรอบคอบแล้ว

        เซียวซู่ซู่มีสีหน้าคล้ำขึ้นเล็กน้อยพลางหรี่ตาของตนลง ตอนเช้านางก็รู้สึกว่าจิตใจว้าวุ่นยากจะสงบ ที่แท้เป็นเพราะว่าฮวาหรูเสวี่ยตั้งใจจะหาเรื่องสกุลเซียว ดูเหมือนว่าคันธนูจะง้างรอวิหคบินอยู่ก่อนแล้ว เมื่อจัดการเหยื่อสำเร็จ นางก็เตรียมสังหารนักล่าทิ้งจริงๆ ด้วย

        ในใจก็รู้สึกสะท้านขึ้นเบาๆ

        มือที่จับข้อมือของเซียวมี่ก็ออกแรงบีบเบาๆ

        “เป็นเช่นนี้เอง” สี่คำนี้เล็ดลอดออกมาจากฟันที่กัดแน่นของเซียวซู่ซู่

        คนที่เป็นกษัตริย์ล้วนแต่ไม่มีหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นบุรุษหรือสตรี

        รวมถึงต่อญาติสนิทของตนและขุนนางนับร้อย

        ตอนนี้เซียวซู่ซู่ถือว่าเข้าใจเป็นอย่างดีแล้ว ต่อให้คิดจะมีใจคิเพ้อฝันกับใคร ก็ห้ามเกิดความคาดหวังใดๆ กับพวกเชื้อพระวงศ์โดยเด็ดขาด

        เหมือนเช่นม่อเวิ่นเฉินและม่อเวิ่นเสวียนในตอนนั้น

        มารดาของนางก็ได้ถูกม่อเวิ่นเสวียนบีบบังคับให้เสียชีวิตลง

        ชาตินี้ ท่านยายที่นางให้ความสำคัญที่สุดก็เกือบจะถูกลงมืออย่างเหี้ยมโหด

        เชื้อพระวงศ์เป็นสิ่งที่นางรู้สึกเกลียดชังเป็นที่สุด

        “คนเป็นกษัตริย์ล้วนเป็นเช่นนี้ อำนาจของพวกเขาล้วนสร้างมาจากเลือดเนื้อของผู้คนนับไม่ถ้วน” เซียวมี่ใช้ชีวิตอยู่ในสมรภูมิรบมาเป็นเวลาหลายปี นางได้มองทะลุทุกอย่างแล้ว

        เรื่องนี้ก็อยู่ในความคาดการณ์ของตน

        เพียงแต่คิดไม่ถึงว่า นางที่เป็นถึงขุนนางเก่าแก่ของสองรัชสมัยก็ยังไม่อาจหนีพ้นได้

        จากนั้นนางก็ตบมือลงบนไหล่ของเซียวซู่ซู่อีกครั้ง “เจ้ายังเด็กนัก ถนนข้างหน้ายังอีกยาวไกล มีสกุลเหลยคอยให้การดูแล ยายก็วางใจแล้ว”

          ถ้าเทียบกันแล้ว สกุลเหลยยังถือว่าแข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าเชื้อพระวงศ์ของโยวเจิ้นและอ้าวอวิ๋นเสียอีก

        เช่นนี้ การที่หลานสาวคนเล็กของนางสามารถหาที่พึ่งพิงที่แข็งแกร่งเช่นนี้ได้ เซียวมี่ย่อมต้องวางใจอยู่แล้ว

        แน่นอนว่าในน้ำเสียงและประโญคที่เอ่ยขึ้นของนางก็แฝงไปด้วยความยินดีอย่างปิดไม่มิด

        ความจริงแล้วไม่เพียงแต่เซียวมี่ที่เป็นเช่นนี้ แม้กระทั่งทุกคนในสกุลเซียวล้วนคิดว่าเหลยอวี๊เฟิงที่ชื่นชอบสตรีแต่ไม่เคยยึดติดกับผู้ใดที่แสนโด่งดังของหนานเจียงนั้นได้ให้ความสำคัญกับเซียวซู่ซู่อย่างถึงที่สุด

        แน่นอนว่า ตอนนี้เซียวซู่ซู่เองก็ฟังเข้าใจถึงความหมายที่แอบแฝงภายในประโยคของเซียวมี่

        นางนิ่งอึ้งไปสักพัก

        นางเลิกตาขึ้นประสานเข้ากับดวงตาของเซียวมี่ ทว่าเมื่อเห็นสายตาของเซียวมี่ นางก็กลืนคำอธิบายของตนกลับคืนไป

        ในเมื่อเป็นเช่นนี้ฮูหยินเฒ่าถึงจะรู้สึกวางใจ เช่นนั้นนางเองก็ไม่ทำลายความหวังของเซียวมี่เสียจะดีกว่า นางจึงไม่ได้เอ่ยอะไรออกมามากนัก ทำเพียงแค่ยิ้มบางๆ กลับคืนไป ทว่ารอยยิ้มของนางกลับไร้ซึ่งความเขินอายของหญิงสาว

        ในสายตาของเซียวมี่นั้นนี่เป็นเรื่องที่ปกติเป็นอย่างยิ่ง

        เพราะว่าที่นี่คือแคว้นป่ายฮวา สตรีมีอำนาจสูงส่ง

        “เอาล่ะ อีกหนึ่งเดือนก็จะถึงวันแข่งขันแล้ว เจ้าควรที่จะหมั่นฝึกซ้อมให้มาก อย่าทำให้เจ้าสำนักเหลยต้องผิดหวัง ทุกคนในสกุลเซียวคงต้องหวังพึ่งเจ้าแล้ว” เซียวมี่ยกมือขึ้นตบเบาๆ ที่หลังมือของเซียวซู่ซู่เป็นการปลอบประโลม รอยยิ้มบนใบหน้าปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัด

        เซียวมี่นั้นหาได้มีใจคิดจะตีสนิทกับผู้มีอำนาจ แต่เพียงเพราะว่าเหลยอวี๊เฟิงผู้นี้ นางพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง

        ไม่ว่าจะเป็นนิสัยหรือว่าความสามารถ นางล้วนแต่รู้สึกว่าเหลยอวี๊เฟิงถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

        “ได้ๆๆ” สุดท้ายแล้วเซียวซู่ซู่ก็ต้องพยักหน้าอย่างจนใจ นางเห็นว่าเซียวมี่ยิ้มอย่างเบิกบานเช่นนี้ นางก็ไม่อยากจะทำให้นางผิดหวังอีก ทำตามที่เซียวมี่ว่าก็แล้วกัน

        หนทางต่อไปนั้นนางจะก้าวเดินด้วยตนเอง เพราะฉะนั้นนางก็ไม่ใส่ใจนักหากมีเรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้มาคั้นกลาง

        อีกทั้งในใจนางก็รู้ชัดว่าต่อให้นางจะแต่งงานในชีวิตนี้ คนผู้นั้นก็จะไม่ใช่เหลยอวี๊เฟิงอย่างแน่นอน

        “เอาล่ะ ยายรู้สึกเหนื่อยแล้ว ขอกลับไปพักผ่อนก่อน อีกสักพักข้าจะให้พ่อบ้านนำพิณชิงเจี่ยวไปส่งที่ห้องพักของเจ้า” ความเหน็ดเหนื่อยบนใบหน้าของเซียวมี่ได้หายไปตั้งแต่แรกแล้ว ตอนนี้นางเหลือเพียงความรู้สึกปลาบปลื้มและยินดี

        นางลืมความหงุดหงิดที่เกิดขึ้นในท้องพระโรงไปนานแล้ว

        เมื่อได้ยินคำว่าชิงเจี่ยว เซียวซู่ซู่ก็เกิดอาการตกตะลึง

        ชิงเจี่ยวนั้นถือเป็นราชาของพิณ ที่แท้สกุลเซียวมีสมบัติล้ำค่าถึงเพียงนี้ ถ้าหากให้เหลยอวี๊เฟิงรู้ว่าสกุลเซียวมีชิงเจี่ยวแล้ว เขาจะยังคงพยายามสุดความสามารถเพื่อแย่งเจียวเหว่ยกลับมาหรือไม่?

          ในตอนที่เซียวมี่เดินจากไปนั้น เซียวซู่ซู่ก็ยังคงคิดถึงเจียวเหว่ยและชิงเจี่ยว

        ชั่วขณะหนึ่ง นางก็รู้สึกอารมณ์ปั่นป่วนขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

        อีกทั้งครั้งนี้เหลยอวี๊เฟิงอยากให้นางเข้าแข่งขัน เมื่อชนะแล้วจะได้อะไร นางเองก็ไม่รู้

        เซียวซู่ซู่ส่ายศีรษะ พยายามบังคับตนเองให้ไม่ต้องคิดอะไรมากนัก นางเพียงต้องพยายามเอาชนะการแข่งในครั้งนี้ เรื่องอื่นนั้นล้วนไม่เกี่ยวข้องกับตน

        สิ่งที่นางต้องการก็คือการให้ทุกคนในสกุลเซียวอยู่รอดปลอดภัย

        เดิมฮวาหรูเสวี่ยได้วางแผนทั้งหมดไว้เป็นอย่างดีแล้ว แต่เพราะว่าการลาออกจากตำแหน่งของเซียวมี่ทำให้ทุกอย่างผิดแผนไปหมด จำเป็นต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด

        “เสด็จแม่ ลูกคิดว่าขอเพียงสกุลเซียวยังคงอยู่ที่เมืองอวิ๋น พวกเราก็ยังคงสามารถล่อป๋ายหลี่ม่อและสวี่เว่ยหรานให้มาติดกับได้อย่างง่ายดาย” ฮวาเชียนเย่เองก็มีสีหน้าหนักใจ

        ความจริงแล้วถ้าพูดกันตามตรง แผนการตอนอยู่ที่ชิงชวนหยวนของเขาต้องพังลงก็เพราะฮวาเชียนจือ

         มีการล้มเหลวครั้งหนึ่งแล้ว การที่จะสร้างโอกาสขึ้นใหม่นั้นก็ถือว่ายากเป็นอย่างยิ่ง

        พวกเขาไม่ใช่ต้องการจะบีบให้ป๋ายหลี่ม่อและสวี่เว่ยหรานถึงที่ตาย แต่ต้องการสร้างความขัดแย้งระหว่างแคว้นทั้งสองให้มากขึ้น

        “มิผิด” ฮวาหรูเสวี่ยพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง “เพียงแต่ว่าต้องหาเหตุผลและโอกาสที่เหมาะสม ยากมาก อีกทั้งทั้งป๋ายหลี่ม่อและสวี่เว่ยหรานล้วนไม่ใช่คนโง่”

          ล้วนแต่เป็นคนสำคัญของแต่ละแคว้น สถานการณ์เช่นนั้นเกรงว่าเมื่อพวกเขาเข้าร่วมแล้วก็จะรับรู้ถึงความผิดปกติได้ทันที

        ช่วงนี้ หากพวกเขาคิดจะสร้างโอกาสและคิดแผนการขึ้นมาใหม่ เกรงว่าคนทั้งสองจะต้องมีแผนการรับมืออย่างแน่นอน

        แม้จะรู้ว่าในช่วงเวลาอันสั้นนี้ พวกเขาจะไม่ออกจากแคว้นป่ายฮวาเป็นแน่ แต่อย่างไรเสียโอกาสที่ดีที่สุดก็ได้หายไปเสียแล้ว

        คิ้วของฮวาเชียนเย่ขมวดเข้าหากันแน่น ใบหน้าเจ้าเล่ห์ก็มีความชั่วร้ายเพิ่มมากขึ้น “เสด็จแม่ จำเป็นต้องให้น้องสาวผู้นั้นของข้ามาคอยหลอกผู้คนให้ตายใจจริงหรือ?”

          เขานั้นมีใจคิดอยากจะกำจัดฮวาเชียนจือแล้ว

        เมื่อเห็นฮวาเชียนเย่เป็นเช่นนี้ ใจของฮวาหรูเสวี่ยก็รู้สึกหนักอึ้ง

        นางเองก็รู้ว่าหากไม่โหดเหี้ยมพอก็จะทำการใหญ่ไม่ได้

        ตอนนั้น เพื่อตำแหน่งฮ่องเต้แล้วนางก็ได้ลงมือสังหารพี่น้องของตนจำนวนมาก

        แต่ตอนนี้เมื่อมาถึงคราวของบุตรสาวตน อยู่ๆ นางก็รู้สึกไม่อาจทำใจยอมรับได้ขึ้นมาเสียอย่างนั้น

        เสมือนมีมีดทิ่มแทงเข้ามาในหัวใจของนาง

        นางคิดอยากจะหลอกใช้ฮวาเชียนจือ แต่ถึงอย่างไรเสียฮวาเชียนจือก็คือธิดาของนาง นางจะทนเห็นธิดาของตนต้องเสียชีวิตไปได้อย่างไรกัน

        “เชียนเย่” ผ่านไปเนิ่นนาน ฮวาหรูเสวี่ยถึงจะเอ่ยตักเตือนด้วยสีหน้าจริงจัง “นางเป็นน้องสาวแท้ๆ ของเจ้า และเจ้าเองก็มีน้องสาวผู้นี้เพียงคนเดียว”

          เมื่อเห็นฮวาหรูเสวี่ยเป็นเช่นนี้ ฮวาเชียนเย่ก็รู้ว่าตนเองใจร้อนเกินไปแล้ว

        เขารีบฉีกยิ้มขึ้นทันที “เสด็จแม่ ท่านคิดมากเกินไปแล้ว ข้าเพียงคิดอยากจะร่วมมือกับน้องสาว มีเพียงเช่นนั้น เรื่องของพวกเราถึงจะไม่ถูกทำลายลงครั้งแล้วครั้งเล่า ความจริงน้องข้านั้นก็มีท่วงท่าสง่างามเหมือนกับท่าน อีกทั้งยังฉลาดหลักแหลมและเจ้าแผนการอีกด้วย”

          ฮวาหรูเสวี่ยมองฮวาเชียนเย่ขึ้นๆ ลงๆ อยู่นาน แม้ว่านางจะไม่เชื่อในคำพูดของเขา แต่ก็ทำได้เพียงแค่พยักหน้า นางรู้ว่าขอเพียงนางมีชีวิตอยู่ บุตรชายคนนี้ของตนก็จะยังไม่ลงมือกับฮวาเชียนจือ

        ตอนนี้ สิ่งที่นางต้องทำก็คือควบคุมฮวาเชียนจือไว้ให้ได้

        เพราะถึงอย่างไรเสียนางก็ไม่มีที่พึ่งพิงอย่างอ๋องติ้งเป่ยโหวแล้ว การที่ฮวาเชียนเย่จะจัดการกับนางนั้นถือเป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่ง

        “เอาเถิด เสด็จแม่ ท่านไม่จำเป็นต้องกังวลอีก ลูกคิดวิธีดีๆ ออกแล้ว” ฮวาเชียนเย่เป็นคนที่ฉลาดถึงเพียงนี้ เขาจะไม่เข้าใจความคิดของฮวาหรูเสวี่ยได้เช่นไร ตอนนี้เขาจึงรีบเอื้อมมือไปคล้องแขนฮวาหรูเสวี่ยเอาไว้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะเอ่ยซุบซิบแผนการของตนกับนาง

        เขาได้คิดถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมเป็นอย่างมากกับการดำเนินแผนการขึ้นมาได้แล้วจริงๆ

        เมื่อได้ฟังแผนการของฮวาเชียนเย่ ฮวาหรูเสวี่ยเองก็มีสีหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม

        แน่นอน นี่ถึงจะเรียกว่าโอกาสดีที่ฟ้าประทาน

        ต่อให้พวกเขาไม่ต้องทำอะไรก็สามารถดำเนินแผนการได้อย่างราบรื่น


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม