0 Views

        แค่เสียงพิณก็ทำให้คนรู้สึกเหมือนกำลังล้อมรอบไปด้วยบรรยากาศของวสันตฤดู ให้คนที่อยู่ในที่แห่งนั้นล้วนดื่มด่ำอยู่กับความอบอุ่นของแสงอาทิตย์และดอกไม้ใบหญ้าที่ผลิบาน

        แต่มีเพียงสองคนเท่านั้นที่ไม่ได้จมดิ่งเข้าไปในบรรยากาศเช่นนั้น

        คนหนึ่งคือเฝินเหวิน อีกคนคือเซียวซู่ซู่

        คิ้วของเฝินเหวินขมวดเข้าหากันเบาๆ เขาไม่ได้กลัวว่าตนเองจะพ่ายแพ้ให้กับเซียวซู่ซู่ แต่เพียงเพราะว่าเสียงพิณของเซียวซู่ซู่กลับสามารถสอดคล้องไปกับจังหวะเสียงพิณของตนได้

        โดยไม่ทิ้งระยะห่างแม้แต่น้อย

        ช่วงเช้าได้ผ่านพ้นไปแล้ว คนทั้งสองไม่ได้มีท่าทีเหน็ดเหนื่อยออกมาให้เห็น

        เซียวซู่ซู่ยังคงมีสีหน้าราบเรียบ ไร้ซึ่งความวิตกกังวล นิ้วมือเรียวยาวขยับพลิ้วไหวไปมาอย่างรวดเร็ว ขณะที่ตัวนางนั่งนิ่งหลังตรงอยู่ตรงนั้น ปล่อยให้ผมยาวสลวยและชุดกระโปรงสีม่วงปลิวสะบัดไปตามสายลม

        ราวกับภาพมายาในความฝัน

        กระทั่งเหลิ่งเซียวเองก็มีสีหน้าตกตะลึง ที่เขาเสนอเพลงพื้นเมือง ก็เพื่อที่จะสร้างความลำบากให้แก่สตรีที่อยู่ด้านหน้าผู้นี้ เพื่อที่จะทำให้เหลยอวี๊เฟิงเดือดร้อน

        แต่ว่า ดูจากตอนนี้แล้ว ข้อเสนอของเขาไม่ได้สร้างความลำบากให้แก่ผู้ใด

        อีกทั้งยังช่วยให้เซียวซู่ซู่แสดงความสามารถออกมาได้โดดเด่นมากขึ้นอีกด้วย

        ชื่อของนาง ดูเหมือนว่า จะถูกเลื่องลือตั้งแต่หนานเจียงไปยันต้าเยียนเสียแล้ว

        การแปรเปลี่ยนจากฤดูใบไม้ผลิไปฤดูร้อนนั้น เฝินเหวินและเซียวซู่ซู่ล้วนทำได้อย่างลื่นไหล ไม่มีสะดุด ไม่มีการชะลอหรือติดขัดแม้แต่น้อย อีกทั้งยังไพเราะ เป็นธรรมชาติ

        แสงนวลๆ ของวสันตฤดูค่อยๆ เปลี่ยนกลายเป็นความรุ่มร้อนของคิมหันตฤดู

        ดอกไม้เบ่งบานกันอย่างพร้อมเพรียง ประกอบกับอากาศที่ร้อนระอุราวกับน้ำเดือด

        ความร้อนค่อยๆ โอบล้อมทุกพื้นที่ภายในสวนของสำนักเหลย

        ฤดูใบไม้ผลิจากไปพร้อมกับดอกไม้ที่เริ่มทำการร่วงหล่น แทนที่มาด้วยสีเขียวของใบไม้ที่ปกคลุมรอบพื้นที่ สายลมอุ่นๆ พัดมาเบาๆ ก่อให้เกิดคลื่นใบไม้ต้นหญ้าสีเขียวๆ เป็นระลอกๆ

        ทุกคนรู้สึกเหมือนกับว่าพวกเขามองเห็น…แสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านใบไม้หลายๆ ชั้นที่กระจายอยู่บนต้นไม้สูง ทำให้บนถนนปกคลุมไปด้วยแสงสีเขียวจางๆ เมื่อแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าก็จะเห็นควันสีขาวจางๆ เคลือบเอาไว้อยู่ชั้นหนึ่ง แสงสีเขียวและควันสีขาวนี้ทำให้ผู้คนมีอารมณ์เบิกบาน แต่ก็รู้สึกถึงความร้อนและอากาศที่ค่อยๆ มีความแห้งแล้งมากขึ้น

         นิ้วมือของเฝินเหวินยังคงลากผ่านสายพิณอยู่เช่นเดิม แต่ว่าอารมณ์ในตอนนี้ของเขากลับไม่อาจสงบลงได้เหมือนเคยแล้ว

        วันหนึ่งได้ผ่านไปแล้ว พระอาทิตย์ค่อยๆ ขยับไปใกล้ขอบฟ้าทางทิศตะวันตก

        เฝินเหวินไม่ได้รู้สึกเหน็ดเหนื่อย แต่เขากลับดูออกว่าเซียวซู่ซู่เองก็ไม่ได้มีท่าทางเหน็ดเหนื่อยเช่นกัน นางยังคงมีท่วงท่างดงามราวกับเซียนหญิงเหมือนตอนเช้าไม่มีผิด

        สีหน้าของนางราบเรียบ ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา

        และท่าทางยังคงเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและมุ่งมั่นเช่นเดิม

        เสียงพิณของเซียวซู่ซู่และเฝินเหวินยังคงดำเนินต่อไปในขณะที่คนอื่นๆ ได้เดินทางไปที่ห้องโถงเพื่อรับประทานอาหารแล้ว แต่ว่า พวกเขาก็ยังคงสามารถชื่นชมเสียงพิณที่ดังกระจายอยู่รอบพื้นที่ได้

        ทำให้อารมณ์ในการรับประทานอาหารของพวกเขาก็ดียิ่งขึ้นไปอีก

        พวกเขาต่างก็กำลังรอให้เซียวซู่ซู่ยอมแพ้กลับไป

        ในสายตาของทุกคน เซียวซู่ซู่จะต้องเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้อย่างแน่นอน

        ยามรัตติกาล

        เสียงพิณยังคงดำเนินต่อ

        เฝินเหวินหรี่ตาของตนลงน้อยๆ ความตกตะลึงบนใบหน้าปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยที่เขาไม่อาจคงสีหน้าราบเรียบเอาไว้ได้อีก

        เสียงพิณของเซียวซู่ซู่ไม่ได้ช้ากว่าเขาแม้แต่น้อย

        อีกทั้งยังคงมีความไพเราะเช่นเดิมไม่เปลี่ยน

        แต่เซียวเอินที่ยืนอยู่ด้านข้างกลับมีสีหน้าเป็นกังวล เขามักจะคอยเช็ดเหงื่อบนหน้าผากให้กับเซียวซู่ซู่อยู่สม่ำเสมอ สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล สงสารและเป็นห่วง

        ตอนนี้เขาถึงจะรู้ว่า อะไรคือสิ่งที่เรียกว่า ‘เพลงพื้นเมือง’

         ต้องการจะรักษาสกุลเซียวเอาไว้ ไม่ใช่แค่การที่เซียวซู่ซู่ขยับนิ้วเพียงไม่กี่ทีเท่านั้นก็จะสำเร็จได้

        ฟังจากที่ผู้คนพูดคุยกันนั้น เขาถึงจะรู้ว่าเพลงนี้หากจะบรรเลงให้จบ ต้องใช้เวลาถึงสามวันสามคืน การแสดงให้ครบสี่ฤดูนั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่าย และการต้องอดทนบรรเลงด้วยระยะเวลาที่นานขนาดนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน

        แม้ว่าจะเป็นช่วงต้นฤดูร้อน แต่ว่ายามค่ำคืนก็ยังคงมีอากาศหนาวเย็นอยู่บ้าง ทว่า เหลยอวี๊เฟิงและฮวาฉือยังคงยืนหยัดที่จะนั่งอยู่ด้านบนเวที ไม่ลุกเดินจากไปแม้แต่ก้าวเดียว

        เซียวเอินถอดเสื้อตัวยาวของตนไปคลุมไว้บนไหล่ของเซียวซู่ซู่

        เซียวซู่ซู่เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย และทำเพียงแค่ส่งยิ้มบางๆ ให้กับเขา สีหน้าของนางปรากฏความซาบซึ้งใจออกมา ทว่าในแววตากลับแสดงถึงความเหน็ดเหนื่อยออกมาจางๆ แล้ว แม้ว่ามันจะไม่ได้เด่นชัดนักแต่ว่าเซียวเอินก็สามารถมองเห็นมัน

        เขาอยากจะช่วยนางทำอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่มีอะไรที่เขาสามารถทำได้

        บางครั้งเฝินเหวินเองก็จะแหงนหน้าขึ้นมองไปทางเซียวซู่ซู่แวบหนึ่ง ความเหน็ดเหนื่อยบนใบหน้าของเขาได้ปรากฏออกมาอย่างเด่นชัดแล้ว บนใบหน้าที่มักจะมีท่าทางสุขุมและอ่อนโยนนั้นกลับมีอารมณ์อย่างอื่นแฝงอยู่จางๆ

        ค่ำคืนวันนี้เสียงพิณดังต่อเนื่องไม่ขาด จนกระทั่งพระอาทิตย์ค่อยๆ โผล่พ้นจากขอบฟ้าขึ้นมาอีกครั้ง และแสงอาทิตย์อุ่นๆ ก็ได้สาดส่องผ่านใบหน้าของทุกคน เซียวซู่ซู่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมเหมือนรูปปั้น แต่เป็นรูปปั้นที่มีชีวิตชีวา

        วินาทีที่นางเลิกตาขึ้นมองนั้น แววตาของนางก็แฝงไปด้วยความอ่อนโยน ทำให้คนรู้สึกว่านางยังคงมีเรี่ยวแรงอยู่เช่นเคย

        นางไม่ใช่คนที่จะร่าเริง มีชีวิตชีวาอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นความร่าเริงที่ปรากฏขึ้นเพียงเล็กน้อยบนใบหน้าของนางก็ทำให้เซียวเอินและเหลยอวี๊เฟิงรู้สึกสะเทือนอารมณ์แล้ว

        หนึ่งวันหนึ่งคืน ในที่สุดก็ได้ผ่านพ้นไป

        ยังมีเวลาเหลืออีกสองวันสองคืน ในขณะที่ทุกคนต่างรู้สึกว่าหนึ่งวันหนึ่งคืนผ่านไปอย่างสบายๆ นั้น เฝินเหวินและเซียวซู่ซู่กลับรู้สึกว่ามันช่างยาวนานเสียเหลือเกิน

        ไม่มีใครสามารถคาดคิดได้ว่าการดีดพิณหนึ่งวันหนึ่งคืนโดยไม่พักนั้น นอกจากความง่วงแล้ว นิ้วมือยังไม่อาจทนรับได้อีกด้วย

        เห็นได้ชัดว่าบนปลายนิ้วมือขาวเรียวยาวของเซียวซู่ซู่ได้มีรอยห้อเลือดปรากฏขึ้นแล้ว

        แม้ว่าเหลยอวี๊เฟิงจะนั่งอยู่บนจุดสูงของเวที ทำให้มองไม่เห็นนิ้วมือของเซียวซู่ซู่ได้ชัดนัก

        แต่เขาเองก็รู้ว่า เวลานี้นิ้วมือของเซียวซู่ซู่จะต้องได้รับบาดเจ็บแล้วอย่างแน่นอน

        เพียงแต่ว่าเขาจะสามารถทำอะไรได้ เขานั้นไม่สามารถทำอะไรได้ สิ่งที่เขาทำได้มีเพียงแค่มองดูอยู่เงียบๆ เท่านั้น

        เฝ้ารอ

        เพราะการเปลี่ยนแปลงจากฤดูร้อนไปฤดูใบไม้ร่วงทำให้ทุกคนที่อยู่ในงานต่างก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก

        เสียงพิณของสรทฤดูไม่ได้พลิ้วไหวและรวดเร็วเหมือนเช่นเคย แต่มันกลับเป็นเสียงที่มีความหนักหน่วงและรุนแรง และแน่นอนว่ายังเป็นเสียงที่มีความรื่นเริงยินดีอย่างมากอีกด้วย

        เสียงพิณของเซียวซู่ซู่ยังคงตามติดเสียงพิณของเฝินเหวินอย่างไม่ลดละ เสียงพิณของทั้งสองคนยังคงประสานเข้าหากันได้เป็นอย่างดีเหมือนเคย

        เสียงทั้งสองทับซ้อนเข้าหากัน ก่อให้เกิดเสียงที่ไพเราะเสนาะหูเป็นอย่างยิ่งออกมา

        และยามราตรีก็มาบรรจบอีกครั้ง แม้แต่ผู้ชมในงานก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยล้ากันแล้ว

        ทว่า เสียงพิณที่ไพเราะเช่นนี้ ทำให้พวกเขาอดไม่ได้ที่จะอยู่รับฟังต่อ

        สามวันสองคืนได้ผ่านพ้นไปแล้ว เฝินเหวินและเซียวซู่ซู่ล้วนไม่ได้ขอถอนตัวจากไป แต่กลับยังคงอดทนบรรเลงอย่างต่อเนื่อง

        แสงอาทิตย์ในช่วงเวลากลางวันของฤดูร้อนนั้นร้อนระอุ แผดเผาผิวหนังของคนเป็นอย่างมาก

        บนหน้าผากของเซียวซู่ซู่ก็มีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นเต็มไปหมด ร่างกายของนางก็ดูเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก สีหน้าเองก็เริ่มเปลี่ยนเป็นขาวซีดแล้ว ท่าทางของนางดูราวกับดอกลิลลี่ที่กำลังเบ่งบานท่ามกลางสายลมและพายุ โดยที่มันไม่เอนล้มเสียที

        และก็ไม่ยอมที่จะล้มลงไปด้วย

        “คุณหนูเล็กสกุลเซียว” ในที่สุดเหลยอวี๊เฟิงก็เดินมาข้างกายนางก่อนจะเอ่ยเรียกออกมาเบาๆ “ถ้าหาก…”

         เขาอยากจะพูดว่าไม่จำเป็นต้องทนทรมาณถึงเพียงนี้

        เขาเริ่มจะทนดูไม่ได้แล้ว

        เขาไม่อาจทนเห็นเซียวซู่ซู่ต้องทุ่มเทความพยายามถึงเพียงนี้อีกต่อไป เพียงเพื่อให้เขาสนับสนุนสกุลเซียวและปกป้องสกุลเซียว นางได้ทำมาเพียงพอแล้ว

        เซียวซู่ซู่ไม่ได้เอ่ยตอบ สามวันแล้ว นางไม่ได้เอ่ยพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว

        ตอนนี้นางเองก็ทำเพียงแค่เลิกตาขึ้นมองเหลยอวี๊เฟิงแวบหนึ่ง โดยที่แววตาของนางได้บอกกับเขาว่านางสามารถทำได้

        จากนั้นนางก็หลุบตาลงต่ำอีกครั้ง ก่อนจะอ้าปากออกมาเล็กน้อยและพ่นเข็มสองเล่มที่คาบไว้ในปากของตนออกมา เข็มทั้งสองเล่มพุ่งเข้าไปปักจุดที่ข้อมือของนางข้างละเล่มอย่างแม่นยำ

        ทำให้เหลยอวี๊เฟิงนิ่งค้างไป ภาพนี้เหมือนกับว่าเขาเคยเห็นที่ไหนมาก่อน

        เขาคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี

        ครั้งนี้ เขารู้สึกตกตะลึง เซียวซู่ซู่ผู้นี้ได้สร้างความแปลกใจให้กับเขาอีกครั้ง

        และก็ทำให้ภายในสมองของเขาผุดภาพของสตรีอีกผู้หนึ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

        สตรีผู้นี้มีฝีมือพิณโดดเด่นและฝีมือทางการแพทย์เหนือชั้นผู้นั้น

        นี่ทำให้เขารู้สึกว่าเซียวซู่ซู่และซูฉีฉีช่างคล้ายกันเสียเหลือเกิน

        มีเพียงใบหน้าของพวกนางเท่านั้นที่ต่างกัน

        ชั่วขณะหนึ่ง เขาก็ยืนอยู่ด้านข้างของเซียวซู่ซู่ ไม่ได้เดินจากไป โดยที่ดวงตาจับจ้องไปทางนิ้วมือที่โบกสะบัดไม่หยุดของนางอย่างไม่กะพริบ

        เสียงของพิณได้แปรเปลี่ยนเป็นช่วงเหมันตฤดูแล้ว ความรู้สึกหนาวเย็นได้กระจายไปโดยรอบ โดยเฉพาะตอนนี้ที่เป็นเวลาค่ำคืนแล้ว ยิ่งทำให้คนรู้สึกว่าความเยือกเย็นนั้นหนาวลึกเข้าไปถึงกระดูกก็มิปาน

        และเซียวซู่ซู่ในตอนนี้ก็ไม่มีอารมณ์หันไปมองทางเหลยอวี๊เฟิง นางเพียงแต่จมดิ่งอยู่ในโลกของตนเอง โลกที่เยือกเย็นและเหน็บหนาว…

        “ฟู่…”

        ทันใดนั้นเฝินเหวินที่นั่งอยู่ตรงข้ามเซียวซู่ซู่ก็มีโลหิตพุ่งออกมาจากปากของเขา

        เสียงพิณก็ได้หยุดลง

        ฮวาฉือ นายบ้านสองและนายบ้านสามที่อยู่บนแท่นด้านบนก็รีบลุกขึ้นและเหาะตัวมายืนอยู่ด้านข้างของเฝินเหวิน ก่อนจะรีบพยุงเขาให้ลุกขึ้น

        เสียงพิณของเซียวซู่ซู่ยังคงดำเนินต่อไป

        เห็นได้ชัดว่าเซียวซู่ซู่ชนะแล้ว…

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม