0 Views

          ดวงตาสองคู่ประสานกัน ในแววตาของเหลยอวี๊เฟิงได้เปลี่ยนจากความหงุดหงิดกลายเป็นความสงบ สุดท้ายเหลือไว้เพียงความขบขัน เขาหัวเราะจนไหล่ทั้งสองสั่นเบาๆ “ท่านคล้ายกับสหายเก่าคนหนึ่งของข้าเป็นอย่างมาก”

          คนที่เขานึกถึงก็คือซูฉีฉี

        สตรีผู้ที่มีท่าทีไม่ใส่ใจต่อสิ่งใดแต่กลับมีความสามรรถที่โดดเด่น มักจะนำความแปลกใจมาให้กับผู้คนอยู่เสมอ

        ช่างเหมือนกับเซียวซู่ซู่ที่อยู่ตรงหน้าเขาผู้นี้เหลือเกิน

        เพียงแต่ว่าเซียวซู่ซู่ผู้นี้ไม่มีสิ่งใดขาด และอย่างน้อยนางก็ไม่ถูกใครทอดทิ้ง

        ยิ่งไม่ถูกผู้ใดรังเกียจ

        สตรีเบื้องหน้านี้เป็นที่จับตามอง และเป็นที่รักใคร่ทะนุถนอมของผู้คน

        เพียงแต่ว่าความสง่างาม ความสงบนิ่งและความเฉยชาเช่นนั้น ช่างคล้ายกับซูฉีฉีเหลือเกิน

        “โอ้ะ เช่นนั้นหรือ?” ใจของเซียวซู่ซู่รู้สึกหนักอึ้งกะทันหัน ทว่านางยังคงเอ่ยตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยขณะที่ใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มเช่นเดิม

        คนอย่างเหลยอวี๊เฟิงนั้นมิใช่ประเภทที่สกุลเซียวจะมีปัญหาด้วยได้ นางเซียวซู่ซู่เองก็ไม่อยากจะมีปัญหากับเขา

        ต่อให้เซียวมี่ลาออกจากตำแหน่งได้สำเร็จและขอเกษียณกลับบ้านเก่าได้ นางก็ไม่เชื่อหรอกว่าฮวาหรูเสวี่ยยังจะคิดจัดการถอนรากถอนโคนพวกนางจนสิ้น

        เพราะถึงอย่างไรเสีย สกุลเซียวก็ไม่ได้มีความแค้นใดๆ ต่อราชสำนัก

        อย่างมากที่สุด พวกเหล่าขุนนางชั้นสูงที่เคยมีปัญหากับสกุลเซียวมาก่อนก็จะมาสร้างความวุ่นวายให้กับพวกนาง แต่นางเชื่อว่าเรื่องเหล่านั้นสกุลเซียวสามารถรับมือได้ มิเช่นนั้นคงไม่ยืนหยัดเป็นร้อยปีเช่นนี้

        เพราะฉะนั้น นางจึงไม่คิดที่จะสร้างความสัมพันธ์ใดๆ กับเหลยอวี๊เฟิง

        เหลยอวี๊เฟิงพยักหน้า เดิมเขาก็สนใจในตัวเซียวซู่ซู่ผู้นี้เป็นอย่างมาก มิเช่นนั้นคงไม่มาถึงจวนสกุลเซียวด้วยตนเอง

        เพียงแต่ว่า เขาคิดไม่ถึงว่านางจะมีท่าทีเช่นนี้

        มันกลับทำให้เหลยอวี๊เฟิงมองสตรีที่บอบบางผู้นี้ใหม่อีกครั้ง เป็นความจริงที่สตรีของแคว้นป่ายฮวานั้นแตกต่างกับสตรีของแคว้นต้าเยียน

        แต่ว่าเขาก็ไม่เคยรู้สึกชื่นชมสตรีของแคว้นป่ายฮวามาก่อน เซียวซู่ซู่นั้นกลับถือเป็นข้อยกเว้น

          เหมือนว่ามีเพียงท่วงท่าและบารมีเช่นนี้ถึงจะเหมาะสมกับนางเซียวซู่ซู่ รูปลักษณ์ภายนอกที่อ่อนหวาน ความสามารถที่โดดเด่น ประกอบกับนิสัยที่แข็งแกร่ง ช่างสมบูรณ์แบบจริงๆ

        “เหมือนจริงๆ เพียงแต่ว่าน่าเสียดายที่…” ครึ่งประโยคแรกนั้นเหลยอวี๊เฟิงเอ่ยให้กับเซียวซู่ซู่ แต่ครึ่งประโยคหลังเขากลับเอ่ยให้กับตนเอง

        เขาเคยรู้สึกไม่สนใจว่าซูฉีฉีจะเป็นหรือตาย แต่เขารู้สึกเห็นใจนาง กระทั่งยังช่วยนอกหลุดรอดจากมือของฮวาเชียนจือ มอบยารักษาบาดแผลให้กับนาง เพียงแต่ว่าเมื่อเรื่องราวเกี่ยวพันธ์ไปถึงม่อเวิ่นเฉิน เขาก็เลือกที่จะทิ้งซูฉีฉีไปอย่างไม่ลังเล

        ต่อให้ซูฉีฉีจะเคยมีบุญคุณช่วยชีวิตของเขาเอาไว้ก็ตาม

        ในเวลาสำคัญ เขายังคงไม่ได้ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ

        ตอนนั้นเขาเคยคิดเสียใจกับการกระทำของตน แต่ว่าตอนนี้ทุกอย่างได้ผ่านไปแล้ว จึงพูดได้เพียงแค่น่าเสียดายจริงๆ

        “น่าเสียดายอันใด?” น้ำเสียงของเซียวซู่ซู่เข้มขึ้นเล็กน้อย

        เพียงชั่วพริบตาเดียว นางก็ได้สูญเสียความสงบนิ่งในตอนแรกไปแล้ว

        และยิ่งไม่มีความนิ่งเฉยและความเป็นมิตรอีก

        เหลยอวี๊เฟิงเองก็นิ่งไปชั่วขณะ คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเบาๆ ก่อนจะสังเกตเซียวซู่ซู่ให้ละเอียดอีกครั้งก่อนจะสะบัดเอาความว้าวุ่นในใจออกไป “ไม่มีอะไร อย่างไรเสียเรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวกับท่านอยู่แล้ว”

          “ก็จริง” เซียวซู่ซู่รู้ว่าตนเองนั้นได้เสียมารยาทอีกแล้ว ตอนนี้นางก็ได้ก้าวลงมาจากบันไดและเอ่ยตอบกลับมาประโยคหนึ่งพร้อมใบหน้าที่ประดับด้วยรอยยิ้ม

        เพียงแต่ว่าเหลยอวี๊เฟิงกลับไม่คิดที่จะปล่อยไปเสียอย่างนั้น เขาเหม่อมองไปในทิศทางอันไกลโพ้นอีกครั้งพลางคิดว่าฤดูใบไม้ผลิใกล้จะจบลงแล้ว ฤดูร้อนเองก็ใกล้เข้ามาขึ้นทุกที ถือเป็นช่วงเวลาของการกำเนิดชีวิตใหม่

        ทุกคนในจวนสกุลเซียวเองก็กำลังมุ่งหน้าไปสู่เส้นทางที่ดีขึ้น

        “คุณหนูเล็กสกุลเซียว ไม่สนใจเลยแม้แต่น้อยงั้นหรือ? ต้องรู้ว่าฮวาเชียนจือและฮวาเชียนเย่ไม่มีทางปล่อยเนื้อชิ้นใหญ่อย่างสกุลเซียวไปง่ายๆ อย่างแน่นอน” หลังจากเงียบไปเนิ่นนาน เหลยอวี๊เฟิงก็เอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง ครั้งนี้เขาพูดออกมาอย่างตรงไปตรงมาอีกทั้งยังแฝงไปด้วยความขมขู่เล็กน้อย

        “แล้วอย่างไร?” สิ่งที่เซียวซู่ซู่เกลียดที่สุดนั้นคือการโดนขมขู่ ชาติที่แล้วก็เกลียด ชาตินี้ยิ่งเกลียด

        คำพูดของฮวาเชียนจือในวันนั้นยังคงดังก้องอยู่ในหู วันนี้เหลยอวี๊เฟิงก็มาเอ่ยเช่นนี้กับนางอีก ทำให้อารมณ์ดีๆ ของนางมลายหายไปในทันที

        จนใกล้ที่จะระเบิดโทสะออกมาแล้ว

        “ไม่อย่างไร เพียงแต่คิดว่าฮูหยินเฒ่าคงไม่อาจลาออกจากตำแหน่งและกลับบ้านเก่าได้โดยง่าย” เหลยอวี๊เฟิงแหงนหน้าขึ้นขณะที่เอียงพิงเข้ากับเก้าอี้ด้วยท่าทีเกียจคร้าน

        เหลยอวี๊เฟิงที่เป็นเช่นนี้ เซียวซู่ซู่คุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง

        โดยปกติแล้ว เขาจะมีท่าทีเช่นนี้เวลาเผชิญหน้ากับม่อเวิ่นเฉิน

        อีกทั้งยังทำให้ม่อเวิ่นเฉินแสดงท่าทางอับจนปัญญาออกมาอีกด้วย

        เมื่อได้ยินคำพูดที่เขาเอ่ยขึ้น เซียวซู่ซู่ก็มีสีหน้าคล้ำขึ้นอีกครั้ง นางจ้องไปทางเหลยอวี๊เฟิงอย่างไม่คิดจะเสแสร้งอีกต่อไป “ท่านคิดจะทำอะไร?”

          “ไม่ได้คิดจะทำอะไร เพียงแต่คิดว่าอยากให้ท่านช่วยข้าคว้าชัยชนะของการแข่งขันครั้งหนึ่ง ขอเพียงคว้าชัยชนะมาได้ ไม่ว่าท่านจะเสนอข้อแม้อะไร ข้าก็จะรับปากท่านอย่างไม่มีข้อแม้” ทันใดนั้นเหลยอวี๊เฟิงก็มีสีหน้าจริงจัง ท่านั่งของเขาก็กลับมานิ่งตรงเช่นเดิม

         ขณะมองไปทางเซียวซู่ซู่

        เขาอยากจะได้เจียวเหว่ยเหลือเกิน

        แต่ว่า ม่อเวิ่นเฉินกลับ…

        เขาเองก็จนปัญญาแล้วจึงเดินทางมาไกลถึงแคว้นป่ายฮวาเพื่อขอความช่วยเหลือ

        เดิมเขาก็ไม่คิดจะข่มขู่เซียวซู่ซู่ เพียงแต่ว่าสาวน้อยผู้นี้กลับไม่คิดจะให้ความร่วมมือ

        เขาจึงต้องทำเช่นนี้

        แม้ว่าจะใช้วิธีชั่วร้ายไปหน่อย แต่เขาก็บอกกับตนเองว่าจะดูแลสกุลเซียวเป็นอย่างดี

        อีกทั้งตอนนี้สกุลเซียวก็ตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายจริงๆ

        เซียวมี่คิดว่าการลาออกจากตำแหน่งกลายเป็นสามัญชนธรรมดาจะสามารถหลบหนีจากทุกสิ่งได้ เช่นนั้นนางก็คงจะประเมิณฮวาเชียนจือและฮวาเชียนเย่น้อยเกินไปหน่อยแล้ว

        เหลยอวี๊เฟิงนั้นถือได้ว่ารู้จักนิสัยของฮวาเชียนจือเป็นอย่างดี

        “แล้วถ้าหากพ่ายแพ้?” เซียวซู่ซู่มิได้มีท่าทีตื่นตกใจ แต่กลับเอ่ยถามออกมาประโยคหนึ่ง

        น้ำเสียงนั้นมีความจิกกัดเล็กน้อยพร้อมกับแววตาที่ไม่ค่อยจะเป็นมิตรนัก

        นางมิได้ล่าถอยแม้แต่น้อย แต่กลับจ้องตรงไปทางเหลยอวี๊เฟิง

        เหลยอวี๊เฟิงหัวเราะออกมา พลางยักไหล่ของตนเบาๆ “หากแพ้ก็แสดงว่าข้าโชคร้าย”

          คนผู้นี้ให้ความสำคัญกับเจียวเหว่ยถึงเพียงใด เซียวซู่ซู่รู้ดี พิณที่คุณภาพดีถึงเพียงนั้น นางเองก็ชื่นชอบเป็นอย่างมาก และมันเองก็เคยช่วยให้นางเอาชนะคนอย่างเฝินเหวินได้อีกด้วย

        ครั้งนั้น นางถูกม่อเวิ่นเฉินบีบบังคับ

        จึงต้องคว้าชัยชนะมาให้ได้

        ครั้งนี้ เป็นเหลยอวี๊เฟิง

        นางก้มศีรษะลงมองมือทั้งสองของตน และนางเองก็เข้าใจความหมายในคำพูดของเหลยอวี๊เฟิง จริงอยู่ว่าหากฮวาเชียนเย่และฮวาเชียนจือไม่ยอมปล่อยมือ สกุลเซียวก็จะไม่มีวันได้รับความสงบสุข

        ดูเหมือนว่า นางจำเป็นต้องก้มศีรษะแล้ว

        เพื่อสกุลเซียว นางต้องก้มศีรษะให้แก่เหลยอวี๊เฟิง

        “เมื่อใด ที่ใด” เซียวซู่ซู่เงยหน้าขึ้นอีกครั้งพร้อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

        “หนึ่งเดือนหลังจากนี้ ที่สำนักเหลย” เหลยอวี๊เฟิงถอนหายใจออกมายาวๆ ในที่สุดสาวน้อยตรงหน้าก็ไม่ดื้อดึงอีกแล้ว ถ้าหากนางไม่ยอมตกลงอีก เขาเองก็ไม่รู้จะทำเช่นใดแล้ว

        สำนักเหลย คำสามคำนี้ทำให้ใจของเซียวซู่ซู่จมดิ่งลงอีกครั้ง ก่อนที่นางจะพยายามบังคับตนเองให้สงบสติอารมณ์ลง

        ยังต้องกลับไปที่สถานที่แห่งนั้น

        นางอยากถามว่าม่อเวิ่นเฉินจะอยู่ที่นั่นด้วยหรือไม่ แต่ก็ห้ามตนเองไว้ได้ทัน

        อยู่ๆ นางก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา แต่เพื่อสกุลเซียวแล้วนางก็จำเป็นที่จะต้องเข้มแข็ง

          นางกลอกตารอบหนึ่ง บังคับให้อารมณ์ของตนสงบลง

        “ถ้าหากข้าชนะ คนในสกุลเซียวกว่าหนึ่งร้อยคนล้วนฝากไว้ที่ท่าน” เซียวซู่ซู่เอ่ยข้อแม้ขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นางมิได้โง่เหมือนเช่นชาติก่อนของตน พยายามสุดชีวิตเพื่อช่วยเหลือคนอื่น สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรกลับคืนมา

        อีกทั้งยังถูกดาบทะลุผ่ากลางหัวใจอีกด้วย

        “ได้ ต่อให้ท่านแพ้ ความปลอดภัยของสกุลเซียวก็จะอยู่ในความดูแลของสำนักเหลย” เหลยอวี๊เฟิงกลับตอบรับด้วยท่าทางใจกว้าง เขายกมือขึ้นตบบนอกของตนก่อนจะพยักหน้าแรงๆ

        ขอเพียงประโยคนี้ของเขา ฮวาหรูเสวี่ยก็ไม่กล้าทำตามใจตนมากเกินไปแล้ว

        เพราะฉะนั้น ขอเพียงเขายินยอมจะคุ้มครองสกุลเซียว ต่อให้ลำบากสักเพียงใด พวกนางก็จะสามารถผ่านพ้นไปได้

        พ่อบ้านที่ยืนอยู่ขอบประตูและเซียวเอินที่ยืนอยู่นอกประตูต่างก็ถอนหายใจออกมายาวๆ อย่างโล่งอก เช่นนี้พวกเขาก็ไม่ต้องกังวลอะไรแล้ว

        “ได้ คำไหนคำนั้น” เซียวซู่ซู่เองก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีก ในเมื่อเหลยอวี๊เฟิงต้องการเช่นนี้ แม้แความกดดันในใจของนางก็ไม่มีอีกแล้ว

        นางเองก็ไม่กล้ารับปากว่าตนจะสามารถคว้าชัยชนะมาได้

        ตอนแรกที่นางเอาชนะเฝินเหวินได้ก็เพราะว่าถูกบีบจนไม่มีทางเลือกอื่น

         ม่อเวิ่นเฉินในตอนนั้นก็เหมือนกับยมทูตที่พร้อมจะพรากชีวิตผู้คน ไม่ปล่อยให้นางซูฉีฉีมีทางเลือกอื่น

        แม้ว่าการตัดสินใจในตอนแรกของนางจะเป็นการยินยอมพร้อมใจก็ตาม

        ตอนที่เหลยอวี๊เฟิงจากไปก็พอดีกับเวลาที่เซียวมี่ออกจากท้องพระโรง

        ทว่า สีหน้าของเซียวมี่ดูไม่ค่อยจะดีนัก

        และหลังจากที่ทุกคนในสกุลเซียวรู้ว่าเซียวซู่ซู่ได้ดึงสำนักเหลยมาเป็นพรรคพวกได้แล้ว พวกเขาต่างก็มีสีหน้ายินดี ตอนนี้ ไม่มีใครกังวลถึงผลลัพธ์หลังออกจากท้องพระโรงของเซียวมี่แล้ว

        เซียวเหยียนและเซียวจู๋นั้นเป้นผู้ที่ขี้ขลาดที่สุด ตอนนี้เมื่อเห็นว่ามารดาของตนกลับมา พวกนางก็รุดหน้าขึ้นไปและเริ่มเล่าเรื่องที่เหลยอวี๊เฟิงมาจวนให้ฟังเซียวมี่ฟังทันที ทำให้เซียวซู่ซู่ที่นั่งอยู่ด้านข้างไม่มีโอกาสที่จะพูดแทรกขึ้นได้

        สีหน้าของเซียวมี่ที่แต่เดิมย่ำแย่ก็เปลี่ยนเป็นดีขึ้น ก่อนที่นางจะหันมองไปทางเซียวซู่ซู่ “มีเรื่องเช่นนี้จริงหรือ? ถือว่าพระเจ้าคุ้มครองสกุลเซียวของเราจริงๆ”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม