0 Views

          เมื่อเห็นพ่อบ้านยังคงยืนอยู่ที่เดิม เซียวซู่ซู่ก็ขมวดคิ้วเข้าหากันเบาๆ ก่อนที่นางจะเลิกตาขึ้นมองและเห็นเซียวเอินกำลังส่งสายตาบางอย่างไปให้กับพ่อบ้าน ในใจของนางก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา “ยังมีเรื่องอะไรอีกหรือไม่?”

        นางประพฤติตัวดีกับคนรับใช้มาโดยตลอด

        แน่นอนว่าตอนนี้นางเองก็ไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา เพราะนางแค่รู้สึกเกลียดชังแต่เพียงเหลยอวี๊เฟิงผู้นั้น เพราะว่าการมีตัวตนของเขาเกี่ยวข้องกับม่อเวิ่นเฉิน

         “คุณหนูเล็ก คนที่เจ้าสำนักเหลยอยากพบก็คือท่าน” สุดท้ายพ่อบ้านก็ได้เอ่ยออกมาอีกครั้งด้วยเสียงที่แผ่วเบา ชั่วขณะหนึ่งเขาไม่กล้าที่จะหันไปสบตากับเซียวซู่ซู่ เพราะว่านี่เป็นครั้งแรกที่คุณหนูเล็กพูดจาด้วยน้ำเสียงที่ไม่สบอารมณ์กับพวกเขา

        เซียวซู่ซู่กัดริมฝีปากของตนอย่างแรง นางมิได้ตอบรับโดยทันที ในใจที่แต่เดิมกำลังว้าวุ่นของนาง เวลานี้ก็ยิ่งไม่อาจสงบลงได้

        นางไม่รู้ว่าเหลยอวี๊เฟิงผู้นี้คิดจะทำอะไรกันแน่ นางกลัวว่าเขาจะเหมือนกับฮวาเชียนจือ เห็นว่านางแตกต่างจากคนทั่วไปและก็เข้ามาสร้างความปั่นป่วนให้กับชีวิตในตอนนี้ของตน

        “น้องเล็ก” เซียวเอินคิดไม่ถึงว่าเซียวซู่ซู่เองก็จะมีเวลาที่ลังเลเช่นนี้เหมือนกัน

        ตอนแรกที่องค์ชายเก้าป๋ายหลี่ม่อแห่งแคว้นอ้าวอวิ๋นประพฤติตัวเหยียดหยามนาง วางแผนให้นางไปร่วมงานชมดอกฉยงฮวา ก็ไม่เห็นนางจะมีท่าทางว้าวุ่นใจแม้แต่น้อย

        เช่นนั้นทำไมเจ้าสำนักเหลยผู้นี้ถึงทำให้นางเหม่อลอย ควบคุมสติตัวเองไม่อยู่เช่นนี้ได้

        น้องสาวของเขาสลบไม่ได้สติถึงสิบห้าปี เมื่อฟื้นขึ้นมาก็อยู่ข้างกายของเขาตลอด ไม่เคยพรากจากกัน ถ้าว่ากันตามหลักแล้ว นางน่าจะไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับเหลยอวี๊เฟิง เช่นนั้นทำไมนางถึงได้มีท่าทีเช่นนี้กัน เสมือนว่ากำลังหลบเลี่ยงอะไรบางอย่าง

        เสียงเรียกของเซียวเอินทำให้อารมณ์ที่ปั่นป่วนของเซียวซู่ซู่สงบลง นางรีบควบคุมอารมณ์และสีหน้าของตนก่อนที่ใบหน้าจะมีรอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้น

        “โอ้ะ อยากเจอข้า” จากนั้นนางก็พยักหน้า “เจ้าให้เขารอสักครู่ ข้าขอตัวไปเปลี่ยนชุดก่อน” นางพูดพลางหมุนตัวเดินกลับไปทางห้องพักของตนเอง

        เซียวซู่ซู่มองใบหน้างดงามของตนที่สะท้อนผ่านกระจก นางแหงนหน้าขึ้นพลางคิดว่าใบหน้าเช่นนี้ไม่มีทางทำให้ใครโยงนางให้ไปเกี่ยวข้องกับซูฉีฉีได้ เพราะฉะนั้นนางบอกกับตัวเองว่าไม่ต้องกลัว

        ทว่าดวงตากลมโตที่สะท้อนผ่านกระจกนั้นกลับฉายภาพเหมือนแววตาที่กำลังลังเลของซูฉีฉี ชั่วขณะหนึ่งเซียวซู่ซู่ก็รู้สึกหนักอึ้งในหัวใจเหมือนมีทองคำนับพันก้อนกำลังทับนางเอาไว้

        ในหัวสมองของนางก็รู้สึกตึงเครียดเป็นอย่างมากเช่นกัน

        กระทั่งทรวงอกยังรู้สึกหนักอึ้ง เหมือนมันกำลังจมดิ่งลึกลงไปเรื่อยๆ ทำให้นางรู้สึกเจ็บปวดจนไม่สามารถหายใจออกมาได้

        เพียงชั่วพริบตานางก็จมอยู่ในความมืดมิดที่ไร้ซึ่งแสงสว่าง นางรีบยกมือขึ้นจับโต๊ะเครื่องแป้งเพื่อประคองตนเองเอาไว้ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดวงตาที่งดงามไร้ชีวิตชีวา ริมฝีปากแดงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ

        ตอนนี้ในสมองของนางฉายภาพที่นางกำลังรู้สึกขาดอากาศหายใจและกำลังสิ้นชีวิตในวันนั้นซ้ำๆ ไปมา ตอนนี้นางมีเพียงความหวาดกลัว ความเจ็บปวดและความไม่อาจทำใจยอมรับได้เท่านั้น สีหน้าของนางเป็นสีเขียวคล้ำ

        “น้องเล็ก เจ้าเป็นอะไรไป?” ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เซียวเอินได้เดินมาอยู่ข้างกายนางแล้ว เขาเอ่ยถามนางอย่างระมัดระวังพลางยกมือขึ้นตบบนไหล่ของนางเบาๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความกระวนกระวายใจ ดูเหมือนว่าเหลยอวี๊เฟิงผู้นี้จะมีผลกระทบต่อน้องสาวของตนเป็นอย่างมาก

        สมองของเซียวซู่ซู่สว่างวาบขึ้นในพริบตาก่อนที่นางจะรีบปิดเปลือกตาลง เมื่อนางลืมตาขึ้นอีกครั้งทุกอย่างก็อยู่ในความสงบ นางหันไปมองตนเองในกระจกก่อนจะยกมือขึ้นตบเบาๆ ลงที่แก้มของตน นางรู้สึกว่าแก้มทั้งสองข้างของตนเย็นยะเยือก ชาจนไร้ซึ่งความรู้สึก

        คนที่นางจะต้องไปพบก็คือเหลยอวี๊เฟิงยังไม่ใช่ม่อเวิ่นเฉิน นางก็มีสภาพเป็นเช่นนี้เสียแล้ว ถ้าหากวันนี้คนที่มาคือม่อเวิ่นเฉิน นางจะเป็นเช่นไร หากนางยังเป็นเช่นนี้อยู่ ไหนเลยจะสามารถล้างแค้นได้

        นางลอบกำมือของตนไว้แน่น หากนางคิดจะหลุดพ้นจากปมในใจเหล่านั้น นางก็ต้องไปเผชิญหน้ากับเหลยอวี๊เฟิงและรู้ให้ได้ว่าที่เขามาหานางในวันนี้มีจุดประสงค์อันใดกันแน่

        เซียวมี่กำลังจะไม่มีอำนาจการทหารแล้วและสกุลเซียวก็ใกล้ที่จะไร้ซึ่งอำนาจอีก เขาเลือกที่จะมาปรากฎตัวในเวลาเช่นนี้ ทำให้คนอดคิดไม่ได้ว่าเขากำลังมีแผนการร้ายอะไรบางอย่าง

        “พี่ใหญ่ ข้าไม่เป็นอะไร คาดว่าเป็นเพราะเมื่อคืนนอนหลับไม่เพียงพอ” เซียวซู่ซู่กลับมาเป็นปกติอีกครั้งพลางมองไปที่กระจกขณะหวีผมยาวสลวยของตน นางยังคงรวบผมขึ้นง่ายๆ ด้วยผ้าผืนหนึ่ง ดูเรียบง่ายและไม่โดดเด่น แต่กลับดูงดงามเป็นอย่างยิ่ง

        ความงามเช่นนั้นคือความงามโดยธรรมชาติ มิได้สะดุดสายตาแต่กลับทำให้คนยากที่จะลืมเลือน ท่ามกลางผู้คนก็ทำให้ทุกคนตระหนักได้ถึงตัวตนของนางในทันที

        เซียวซู่ซู่จัดเสื้อผ้าอีกครั้งจึงค่อยลุกขึ้นพร้อมใบหน้าที่ประดับด้วยรอยยิ้ม “เสร็จแล้ว ไม่ควรจะให้แขกรอนานจนเกินไป พวกเราไปกันเถิด”

        บนใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในตนเองอีกครั้ง น้องสาวคนนี้ของเขาทำให้คนไม่อาจคาดเดาได้เสมอ

        ในห้องโถงใหญ่ เหลยอวี๊เฟิงสวมเสื้อคลุมตัวยาวสีม่วง โครงหน้าคมคายหล่อเหลา สีหน้าราบเรียบไร้ซึ่งอารมณ์ ขณะนั่งสง่าอยู่บนเก้าอี้ด้วยท่าทางสูงสง่าเหนือผู้คน สมกับที่เป็นเจ้าสำนักเหลย

        เหลยอวี๊เฟิงที่เป็นเช่นนี้ เซียวซู่ซู่ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ได้เห็น นางนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะก้าวเท้าเดินไปด้านหน้า สีหน้าอ่อนโยนแต่ยังคงไว้ซึ่งความสง่างาม “เจ้าสำนักเหลยมาหาถึงที่นี่ มิได้ออกไปต้อนรับ ถือว่าข้าเสียมารยาทยิ่งแล้ว”

        เหลยอวี๊เฟิงนั้นได้เห็นเซียวซู่ซู่ค่อยๆ ก้าวเดินมาแต่แรกแล้ว เวลานี้เห็นนางมีทีท่าทีเช่นนี้ก็หัวเราะออกมาเบาๆ “คุณหนูเล็กสกุลเซียว เกรงใจเกินไปแล้ว” พลางยืนขึ้นเช่นกัน ท่าทางของเขาถือว่ามีมารยาทและสำรวมตัวเป็นอย่างดี มิได้ตั้งใจจะเบ่งอำนาจของตนในคราวที่ผู้อื่นกำลังเดือดร้อน

        เซียวซู่ซู่ผายมือเป็นความหมายให้เหลยอวี๊เฟิงนั่งลงก่อนที่นางจะเดินไปนั่งในตำแหน่งของเจ้าบ้าน พลางสั่งให้คนรับใช้นำน้ำชามาต้อนรับ

        เซียวเอินนั้นมิได้เดินตามเซียวซู่ซู่เข้ามา แม้เซียวซู่ซู่จะไม่ถือ แต่ว่าคนสกุลเซียวนั้นก็ถือเรื่องฐานะของบุรุษ เพราะฉะนั้นเขาจึงยืนอยู่หน้าห้องโถงเท่านั้น ทว่าทุกการกระทำที่เกิดขึ้นข้างในเขาก็สามารถเห็นและได้ยินอย่างชัดเจน

        เขาเองก็ไม่วางใจที่จะให้เซียวซู่ซู่ไปพบกับเหลยอวี๊เฟิงแต่เพียงผู้เดียว ไม่รู้ถึงสาเหตุที่คนผู้นี้มาอย่างชัดเจนเพราะฉะนั้นพวกเขาจึงต้องระวังเอาไว้ก่อน พ่อบ้านเองก็ยืนอยู่ขอบประตูด้านนอกห้องโถงใหญ่เช่นกันเพื่อเฝ้ารอฟังคำสั่งของเซียวซู่ซู่

        ที่ขอบประตูยังมีองครักษ์อีกสองคนที่ยืนนิ่งเหมือนขอนไม้อยู่ตรงนั้น คอยเฝ้ารักษาความปลอดภัยตลอดเวลา

        สถานการณ์เช่นนี้ในจวนสกุลเซียวที่ใหญ่โตนั้นหาใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจ เลยทำให้เหลยอวี๊เฟิงมิได้รับรู้ถึงความผิดปกติใดๆ เขาเองก็นั่งลงพร้อมกับเซียวซู่ซู่และยกถ้วยชาขึ้นดื่มคำหนึ่ง

        จากนั้นก็พยักหน้ายิ้มๆ “ชาดี ชาดี” และเซียวซู่ซู่ก็ทำเพียงยิ้มตอบอย่างมีมารยาทเท่านั้นมิได้เอ่ยอะไรออกมา นางกำลังรอให้เหลยอวี๊เฟิงเอ่ยออกมาเอง

        อย่างไรเสียเขาเองก็เดินทางมาหานางถึงที่ สกุลเซียวหาได้มีความคิดจะไปข้องเกี่ยวกับเขาไม่ เซียวซู่ซู่ต่อให้คิดจะไปพึ่งพาใคร ก็จะไม่พึ่งพาเขาเหลยอวี๊เฟิงอย่างแน่นอน

        ความอคติในใจของนางยังคงอยู่ ทว่าสีหน้าของนางกลับไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา นางยังคงมีท่าทีนอบน้อม มารยาทงดงาม

        ชั่วขณะหนึ่งภายในห้องโถงก็เงียบสงบเป็นอย่างมากแต่กลับไม่ได้มีบรรยากาศที่อึดอัด เพราะว่าคนอย่างเหลยอวี๊เฟิงนั้นไม่มีทางให้ตนเองตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นเป็นอันขาด

        เขาลิ้มรสน้ำชาอีกครั้งก่อนจะวางถ้วยชาลง เขาแหงนหน้าขึ้นเล็กน้อยด้วยท่าทางสบายๆ คิ้วคมเลิกขึ้นเบาๆ แววตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อยขณะจ้องมองไปทางเซียวซู่ซู่ “ฝีมือการดีดพิณของคุณหนูเล็กสกุลเซียวถือว่าเป็นสุดยอดในหนานเจียง เช่นนั่นไม่ทราบว่าคุณหนูเล็กสกุลเซียวได้มีการศึกษาเกี่ยวกับพิณหรือว่ามีความสนใจเกี่ยวกับพิณหรือไม่?”

          เขาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่จริงจังมาก

        ตอนนี้เซียวเอินที่อยู่ด้านนอกห้องโถงเองก็ถึงจะเข้าใจว่า ผู้ที่ถูกขนานนามว่าเป็นผู้ทรงอำนาจหรือเทพพิทักษ์ของหนานเจียง ได้เดินทางมาถึงที่นี่เพียงเพื่อจะมาคุยเรื่องฝีมือการดีดพิณกับเซียวซู่ซู่ ทำให้คนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวัง

        เดิมคิดว่าเขามาเพราะเรื่องที่เซียวมี่ลาออกจากตำแหน่ง ทว่าเมื่อคิดดูอีกครั้ง ขอเพียงเขารู้สึกสนใจในตัวเซียวซู่ซู่ ในช่วงเวลาอันสั้นนี้สกุลเซียวคงจะไม่ประสบต่อภัยอันตรายใดๆ

        ฮวาหรูเสวี่ยนั้นเรียกได้ว่ามีความเกรงใจต่อเจ้าสำนักคนใหม่ของสำนักเหลยผู้นี้เป็นอย่างมาก

        เซียวซู่ซู่ถือถ้วยชาในมือเอาไว้หลวมๆ เดิมนางคิดว่าจะนิ่งเงียบต่อไป แต่คิดไม่ถึงว่าเหลยอวี๊เฟิงจะเอ่ยขึ้นมาก่อน ทว่าเมื่อได้ยินคำว่าฝีมือพิณ มุมปากของนางก็กระดกขึ้น ในรอยยิ้มนั้นแฝงไปด้วยความเย้ยหยัน

        ปีนั้นคนผู้นี้มิใช่พนันกับม่อเวิ่นเฉินเพียงเพราะเจียวเหว่ยหรอกหรือ

        นางลอบกัดฟันของตนแน่น ขณะที่ใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้ม “การดีดพิณนั้นมีไว้เพื่อระบายอารมณ์ผ่านทางเครื่องดนตรีเท่านั้น ฝีมือการดีดพิณจะดีหรือไม่นั้นไม่เกี่ยวกับตัวพิณแต่ขึ้นอยู่กับคนที่กำลังบรรเลงมัน เพราะฉะนั้นสำหรับตัวพิณข้าไม่เคยให้ความใส่ใจกับมัน”

        นางพูดออกมาอย่างรวบรัดและชัดเจน มิได้อ้อมค้อมหรือยืดเยื้อแม้แต่น้อย

        จากนั้นดวงตาที่ใสกระจ่างดุจน้ำของเซียวซู่ซู่ก็จ้องมองดูสีหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปของเหลยอวี๊เฟิง

        เหลยอวี๊เฟิงประสานสายตาเข้ากับดวงตาคู่นั้น โทสะที่ค่อยๆ ปะทุขึ้นของเขาก็ได้มลายหายไป เป็นความจริง สิ่งที่เซียวซู่ซู่เอ่ยขึ้นนั้นถูกต้อง แต่ว่าเขากลับลุ่มหลงในตัวพิณ มิเคยมีความสนใจในฝีมือการดีดพิณมาก่อน


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม