0 Views

        ในท้องพระโรง เซียวมี่กำลังคุกเข่านิ่งๆ อยู่เบื้องล่าง

        ในตำหนักจินหลวน ฮวาหรูเสวี่ยกำลังนั่งประทับอยู่บนแท่นสูง สีหน้านิ่งเรียบไร้อารมณ์ ในแววตาแฝงด้วยความเย็นชาอยู่เล็กน้อย แต่ที่แฝงอยู่มากกว่านั้นกลับเป็นความอันตราย

        นางคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าแผนการที่งานเลี้ยงร้อยบุปผาเมื่อวานจะล้มเหลวได้ ล้วนแต่เป็นเพราะธิดาของตนทำเสียเรื่องและความจริงแล้วยังมีสองพี่น้องสกุลเซียวอีกด้วย

        แค่นั้นยังถือว่าแล้วไป วันนี้เมื่อยามออกว่าราชการในตอนเช้า เซียวมี่ก็เดินมาถวายฎีกาขอลาเกษียณกลับบ้านเก่าไปใช้ชีวิตยามชราทันที

        นี่ก็ทำให้เพลิงโทสะในใจของนางลุกโหมกระหน่ำ ในใจของนางมิเพียงรู้สึกโกรธแค้นต่อฮวาเชียนจือ แต่ก็มีใจอาฆาตต่อเซียวซู่ซู่อีกด้วย คนที่ฉลาดจนเกินไป ถ้าหากไม่อาจนำมาเป็นประโยชน์ต่อตนได้ นางก็สามารถหักห้ามใจจำกัดทิ้งได้อย่างไม่ไยดี

        ทว่าการที่เซียวมี่ขอลาออกจากตำแหน่งก็ทำให้อำนาจของสกุลเซียวหายไปในทันที ในอดีตต่อให้พวกเขาจะตกต่ำสักเพียงใดก็ยังมีกำลังทหารอยู่ในมือ เมื่อไร้ซึ่งอำนาจทหารแล้ว สกุลเซียวก็จะกลายเป็นกลุ่มคนที่พร้อมจะถูกคนขจัดทิ้งได้ทุกเมื่อ

        นางกลับรู้สึกเห็นด้วยกับการตัดสินใจของเซียวมี่

        เพียงแต่ว่าเมื่อนางคิดถึงคำสั่งเสียของฮ่องเต้องค์ก่อน ใจนางก็รู้สึกสับสนและว้าวุ่นขึ้นมาอีกครั้ง

        เพราะฉะนั้นตอนนี้ นางเพียงแต่นั่งอยู่ตรงนั้นโดยไม่เอ่ยคำใดออกมาพร้อมกับสีหน้าเคร่งเครียดที่เป็นอย่างยิ่ง

        ขุนนางนันร้อยล้วนยืนอยู่ด้านล่างอย่างสงบเงียบ กระทั่งจะหายใจพวกเขายังไม่กล้าส่งเสียงดังออกมา

        ฮวาเชียนเย่แม้ว่าจะมีอำนาจอยู่ในมือเป็นจำนวนมาก แต่เขากลับไม่สามารถมาฟังราชการได้ เพราะถึงอย่างไรเสียเขาก็เป็นบุรุษ

        เพราะฉะนั้นตอนนี้เขายังไม่รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันใน ทว่าฮวาเชียนจือที่ยืนอยู่ในท้องพระโรงกลับกำลังจ้องไปทางเซียวมี่ด้วยสายตาเคียดแค้น ไม่ง่ายเลยกว่านางจะสามารถข่มขู่เซียวซู่ซู่จนได้พลังอำนาจของสกุลเซียวมา

        ใกล้จะถึงเวลาที่เหมาะสมในการลงมือแล้ว อยู่ๆ หญิงชราผู้นี้กลับบอกว่าตนจะลาออกจากตำแหน่งกลับบ้านเก่าไปพักผ่อน

        เมื่อเป็นเช่นนี้นางก็คว้าน้ำเหลว ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว

        มือทั้งสองที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อก็กำแน่นเข้าหากัน

        นางแหงนหน้าหันไปมองทางฮ่องเต้หญิงฮวาหรูเสวี่ยอยู่บ่อยครั้ง แม้นางจะรู้ว่าฮวาหรูเสวี่ยไม่ได้คิดจะสนับสนุนตน แต่ว่าตอนนี้นางเพียงหวังว่าฮวาหรูเสวี่ยจะไม่อนุมัติฎีกาของเซียวมี่

        ตอนนี้นางหวังเหลือเกินว่าฮวาเชียนเย่จะอยู่ในที่แห่งนี้ด้วย บางทีเขาอาจจะพลิกสถานการณ์นี้ได้

        “ขุนนางเซียวที่รัก เจ้าคิดไตร่ตรองดีแล้วใช่หรือไม่?”

        ผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดฮวาหรูเสวี่ยก็เอ่ยถามเรียบๆ ออกมาประโยคหนึ่ง น้ำเสียงของนางนิ่งสงบ โทสะที่ปรากฏบนใบหน้าก็หายไปแล้วเช่นกัน

        เซียวมี่ได้ติดตามฮวาหรูเสวี่ยมายี่สิบกว่าปี นางรู้จักนิสัยของฮ่องเต้หญิงผู้นี้เป็นอย่างดี เวลานี้เพลิงโทสะของนางมลายหายไปก็แสดงว่านางได้รู้สึกโมโหขึ้นมาจริงๆ แล้ว สตรีผู้นี้น่ากลัวถึงเพียงใด นางนั้นรู้ดีเสียยิ่งกว่าใคร

        ทว่านางหาได้ใส่ใจไม่ เดินมาถึงขั้นนี้แล้วก็ไม่มีทางถอยอีก ถ้าหากไม่ทำเช่นนี้ เกรงว่าสกุลเซียวจะอยู่ตกอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ยิ่งกว่า

        นางไม่อยากกลายเป็นเหยื่อสังเวยให้กับการแก่งแย่งอำนาจของราชสำนัก หลายปีมานี้สกุลเซียวได้ทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถต่อแคว้นป่ายฮวาแล้ว และนางเองก็ถือว่าไม่ได้ผิดต่อฮ่องเต้องค์ก่อนแล้ว

        “ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันได้ตัดสินใจแล้ว” เซียวมี่พยักหน้าอย่างแรง ไม่ลังเลแม้แต่น้อย

        ขุนนางนับร้อยที่อยู่ด้านล่างก็หันมามองทางเซียวมี่อีกครั้ง บ้างก็ปราบปลื้มยินดี บ้างก็เห็นใจ แต่ที่มากยิ่งกว่าคือพวกที่มีความอยากรู้อยากเห็นถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น

        เป็นที่รู้กันว่าหากเซียวมี่มอบอำนาจทหารคืนเมื่อใดนั้น ฮ่องเต้หญิงก็จะแข็งแกร่งมากขึ้น พวกนางเองก็รู้ว่าฮ่องเต้หญิงยินดีที่จะให้เป็นเช่นนั้น เพียงแต่ว่านางกำลังลังเลเพราะกำลังกังวลถึงสถานการณ์บางส่วนเท่านั้น

        ต้องรู้กันว่าการที่นางอยากให้องค์หญิงคนไหนขึ้นมาครองตำแหน่งต่อนั้น พวกนางก็จำเป็นต้องมีอำนาจที่แข็งแกร่งเพียงพอถึงจะทำได้ มิเช่นนั้นอาจนำมาสู่สงครามนองเลือดของแคว้นป่ายฮวาได้

        ต่อให้เป็นฮวาเชียนจือและฮวาเชียนเย่ก็อาจจะเกิดสงครามฉากหนึ่งได้เช่นกัน

        ยังไม่ต้องพูดถึงเหล่าองค์หญิงคนอื่นๆ ที่พร้อมจะก่อความวุ่นวายขึ้นทุกเมื่อ

        เดิมทีพวกนางก็ได้แก่งแย่งชิงดีกันมาหลายปีแล้ว พวกนางล้วนแต่คิดว่าขอเพียงมีกำลังเพียงพอ เมื่อฮ่องเต้หญิงสวรรคตแล้ว ตำแหน่งฮ่องเต้ก็ต้องตกอยู่ในกำมืออย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าอยู่ๆ ก็มีฮวาเชียนจือปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน อีกทั้งช่วงนี้การที่ฮ่องเต้หญิงสนับสนุนฮวาเชียนเย่นั้นก็ทำให้ทุกคนเริ่มเห็นถึงความผิดสังเกตนี้แล้ว

        แม้ว่าตอนนี้แคว้นป่ายฮวาจะดูสงบเงียบ แต่ในทางลับกลับมีคลื่นลูกใหญ่ซัดโหมกระหน่ำไม่หยุด ความสงบก่อนจะเกิดพายุขึ้นเป็นความสงบที่น่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง

        ถ้าหากมิใช่เพราะงานเลี้ยงร้อยบุปผาเมื่อวานแล้ว บางทีเรื่องเล่านี้อาจจะยังไม่ได้ปะทุขึ้น

        ตอนนี้เซียวมี่เป็นคนที่เสนอตัวขึ้นคนแรก เช่นนั้นหลังจากนี้ คนอื่นที่คิดจะถอนตัวนั้นจะต้องมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นแน่ และนี่ก็เป็นสิ่งที่ฮวาหรูเสวี่ยกำลังหวาดกลัวและเป็นกังวล แต่ว่านางก็ยังมีความสับสนอยู่

        บรรยากาศกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง

        ในท้องพระโรงเงียบมากเสียจนหากมีเข็มเล่มหนึ่งตกลงไปบนพื้น เกรงว่าทุกคนจะต้องได้ยินเสียงของมันเป็นแน่

        และเซียวมี่ก็ยังคงคุกเข่าหลังตรงอยู่ตรงนั้น สีหน้าของนางยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ยังคงไร้ซึ่งความหวาดกลัว เพื่อลูกสาวและหลานทั้งหลายของตน เซียวมี่จำเป็นต้องเข็มแข็งและอดทนเข้าไว้

        คำสั่งเสียของฮ่องเต้องค์ก่อนคือให้นางคอยอยู่ช่วยเหลือและสนับสนุนฮวาหรูเสวี่ย ตอนนี้ฮวาหรูเสวี่ยไม่ได้จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือจากนางอีกแล้ว เพราะฉะนั้นการจากลานั้นเป็นสิ่งที่แน่นอน

        สกุลเซียว

        เซียวซู่ซู่กำลังยืนอยู่ในเรือนเล็กอยู่เพียงคนเดียวขณะที่สายตากำลังเหม่อมองไปในทิศทางอันไกลโพ้น เหมือนว่านางกำลังเหม่อมองไปบนฟ้า แต่ก็เหมือนว่านางไม่ได้มองอะไรเลยเช่นกัน

        แววตามีความล่องลอย

        ความจริงแล้วนางกำลังเป็นห่วงเซียวมี่ นางรู้ว่าท้องพระโรงถือเป็นสนามรบแห่งหนึ่งและก็รู้ว่าด่านนี้ไม่สามารถผ่านได้ง่ายนัก แต่นางก็ไม่สามารถช่วยอะไรเซียวมี่ได้

        สตรีที่ทำทุกอย่างเพื่อคนในครอบครัวผู้นี้ ท่านยายที่รักและห่วงใยนางจากใจจริงคือบุคคลที่นางให้ความสำคัญด้วยมากที่สุดในชาตินี้และก็เป็นที่พึ่งพิงของนางเช่นกัน

        “น้องเล็ก” เซียวเอินเอ่ยเรียกเซียวซู่ซู่ออกมาเบาๆ มิรู้ว่าเมื่อไหร่ที่เขาได้มายืนอยู่ข้างๆ นางแล้ว สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวลใจ แต่กลับพยายามควบคุมอารมณ์ให้สงบนิ่ง “เชื่อท่านยาย จะต้องไม่เป็นอะไร”

        ในใจของทุกคนสกุลเซียว เซียวมี่นั้นเป็นบุคคลที่ทำได้ทุกอย่าง ไม่มีเรื่องใดที่ยากเกินความสามารถของนางและไม่มีเรื่องใดที่นางเอาชนะไม่ได้

        กระทั่งหลานสาวที่ปัญญาอ่อนถึงสิบห้าปีที่ฟื้นขึ้นมาอย่างกะทันหัน นางยังสามารถยอมรับได้ด้วยสีหน้ายินดี เช่นนั้นยังมีเรื่องอันใดอีกที่นางทนรับไว้ไม่ไหว

        เซียวซู่ซู่พยักหน้าเบาๆ นางรู้ว่าเซียวมี่จะต้องไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่านางก็ยังอดรู้สึกสงสารไม่ได้ เพราะทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะนางจึงทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นได้

        นางเพียงแต่กำลังกล่าวโทษตัวเอง

        “น้องเล็ก เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ความผิดของเจ้า ต้นไม้ใหญ่ก็มักจะต้องเผชิญกับสายลมที่พัดกระหน่ำเข้ามา ไม่ช้าก็เร็วสกุลเซียวก็ต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้” เซียวเอินเอ่ยขึ้นเบาๆ อีกครั้งพลางยกมือขึ้นตบลงบนไหล่ของนางเบาๆ ด้วยสีหน้าเอ็นดู

        และก็มีสีหน้าเป็นกังวลแฝงอยู่

        “ข้าเข้าใจ” เซียวซู่ซู่เองก็เข้าใจถึงเหตุผลนี้ก่อนจะหันไปมองเซียวเอินด้วยสายตาเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ คนผู้นี้คอยยืนอยู่ข้างกายและให้การสนับสนุนนางเสมอ ชาตินี้ นางมีครอบครัวเช่นนี้ นางก็รู้สึกพึงพอใจมากแล้ว

        จากนั้นนางก็ดึงสายตาของตนกลับมา มุมปากกระดกขึ้นเล็กกน้อยเป็นรอยยิ้ม รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในตนเอง นางเองก็พยายามทำให้ตนเองเชื่อว่าเซียวมี่จะต้องผ่านอุปสรรคครั้งนี้ไปได้อย่างแน่นอน และในขณะะที่สองพี่น้องหันมาสบตากันนั้น พ่อบ้านก็ก้าวเดินเข้ามา

        “คุณหนูเล็ก เจ้าสำนักเหลยขอพบขอรับ” ช่างเป็นแขกที่ไม่ได้รับการเชื้อเชิญจริงๆ ทำให้เซียวซู่ซู่ตกตะลึงอยู่ตรงนั้นไปชั่วขณะ ผ่านไปเนิ่นนานนางก็ยังไม่รู้จะทำเช่นไรดี

        “เขามาทำอะไร?” ในน้ำเสียงมีความไม่เป็นมิตรแฝงอยู่ นางคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเหลยอวี๊เฟิงจะมาหาถึงที่นี่ได้

        การปรากฎตัวของคนผู้นี้ทำให้นางนึกถึงเรื่องราวในอดีต นึกถึงเรื่องราวอันแสนจะโหดร้ายที่เคยเกิดขึ้น ความเคียดแค้นในใจก็ประทุขึ้นอีกครั้ง

        ความจริงแล้วการปรากฏตัวของเหลยอวี๊เฟิงถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ดีขึ้นของสกุลเซียว สีหน้าของพ่อบ้านเต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจ แต่เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้นของเซียวซู่ซู่ เขาก็นิ่งค้าง รอยยิ้มบนใบหน้าเองก็ค้างอยู่ที่เดิมเช่นกัน

        เขาจ้องไปทางเซียวซู่ซู่ จ้องไปทางคุณหนูเล็กที่ไม่เคยมีผู้ใดเข้าใจ

        เมื่อเห็นพ่อบ้านเป็นเช่นนี้ เซียวซู่ซู่ถึงจะรู้สึกตัวว่าตนได้เสียมารยาทแล้ว นางรีบควบคุมอารมณ์ของตนเองพลางปรับสีหน้าให้เคร่งครึม “เจ้าไปถามเขาว่ามีธุระอันใดหรือไม่? ถ้าหากไม่มี ก็ให้เขาอยู่ที่ห้องโถงใหญ่รอฮูหยินเฒ่าเสร็จจากการเข้าเฝ้ากลับมาเถิด”

        นางไม่อยากจะเจอคนผู้นั้น ไม่อยากแม้แต่น้อย

        พ่อบ้านกลับมีสีหน้าลำบากใจพลางมองไปทางเซียวเอิน เหมือนว่ากำลังขอความช่วยเหลือจากเขา

        ตอนนี้ทุกคนในสกุลเซียวล้วนรู้ว่าเซียวมี่จะทำการถอนตัวออกจากตำแหน่ง สกุลเซียวในตอนนี้ก็เปรียบเหมือนกับใบไม้ที่กำลังล่องลอยอยู่กลางอากาศ ไม่มีที่พึ่งพาและที่พักพิง และหากสำนักเหลยมีความเกี่ยวข้องกับสกุลเซียวแม้เพียงน้อยนิด ทุกอย่างก็จะไม่จบลงที่สถานการณ์เช่นนี้แล้ว

        ต่อให้สกุลเซียวจะตกต่ำถึงเพียงใด หากถือว่ามีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสำนักเหลยก็จะไม่มีใครกล้ามาหาเรื่องอย่างแน่นอน กระทั่งฮวาหรูเสวี่ยยังต้องไว้หน้าพวกเขาถึงสามส่วนและก่อนที่จะคิดลงมือทำอะไร นางก็ต้องพิจารณาให้ดี

        การมีอยู่ของสำนักเหลยนั้นถือเป็นการข่มขู่ประเภทหนึ่งมิใช่แค่กับแคว้นป่ายฮวา แต่รวมไปถึงทุกคนในหนานเจียง

        เซียวเอินเองก็ไม่เข้าใจถึงท่าทีของเซียวซู่ซู่ เขาทำเพียงแค่ส่งสายตาไปให้กับพ่อบ้านเพื่อบอกว่ามีหรือที่เขาจะไม่เข้าใจถึงผลประโยชน์ของเรื่องนี้


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม