0 Views

        “หม่อมฉันพอจะรู้อยู่บ้าง” เมื่อเห็นสายตาของฮวาเชียนจือ เซียวซู่ซู่ก็รู้สึกเสียใจกับการกระทำของตนเอง แต่ว่าตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว จึงได้แต่ตอบกลับไปอย่างระมัดระวัง

        “เช่นนั้นก็คงต้องรบกวนคุณหนูเล็กสกุลเซียวแล้ว” แม้ว่าฮวาเชียนจือจะเป็นคนมุทะลุ แต่หลังจากกลับมาที่แคว้นป่ายฮวา นางก็คอยระมัดระวังตลอดเวลา ท่าทางเสียมารยาทเมื่อครู่ก็ได้กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว

        สีหน้ากลับมามีความหยิ่งทะนงเหมือนดังเดิม

        สำหรับท่าทางประหลาดเมื่อครู่ของฮวาเชียนจือนั้น มีหลายคนรู้สึกไม่ค่อยเข้าใจอยู่บ้าง กระทั่งเซียวเอินที่พยุงนางอยู่ก็ขมวดคิ้วของตนเข้าหากันแน่น

        สำหรับการที่เซียวซู่ซู่รู้วิชาการแพทย์นั้น แม้ว่าเขาจะตกตะลึงอยู่บ้าง แต่ก็สามารถทำใจให้ยอมรับได้

        เพราะขอเพียงเขาสามารถยอมรับการที่เซียวซู่ซู่สลบไสลไปถึงสิบห้าปีแล้วฟื้นขึ้นมาได้ สามารถยอมรับการที่นางมีความสามารถโดดเด่นและเก่งกาจเหนือผู้คน เช่นนั้นเขาก็สามารถยอมรับทุกอย่างของนางได้แล้ว

        อีกทั้งเขาเองก็คิดที่จะยอมรับทุกอย่างของนางอีกด้วย แน่นอนว่าทุกคนในที่นั้นก็ล้วนทำใจยอมรับได้ เพราะว่าพวกนางเห็นเซียวซู่ซู่เป็นคนประเภทที่ดูแปลกประหลาดมาตั้งแต่แรกแล้ว ไม่ว่านางจะทำเรื่องอันใดก็ไม่ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าตกใจอีก

        ฮวาเชียนจือเป็นคนฉลาด ทว่าเซียวซู่ซู่นั้นกลับฉลาดยิ่งกว่า นางจึงพยักหน้ารับทันที “องค์หญิงอย่าได้ทรงเกรงใจถึงเพียงนี้” นางเอ่ยเสร็จพลางหันไปมองทางเซียวเอิน “พี่ใหญ่ ท่านพยุงองค์หญิงไปพักผ่อนที่ห้องเถิด ที่นี่ไม่สะดวกต่อการทำการรักษา” นางเอ่ยออกมาประโยคหนึ่งพลางถึงแขนของเซียวเอินออกมา

        เซียวเอินเองก็เข้าใจว่านี่เป็นวิธีเดียวที่จะถอนตัวออกมาได้ จึงพยักหน้าเป็นการเห็นด้วย

        สวี่เว่ยหรานและป๋ายหลี่ม่อหันมาสบตากันแวบหนึ่ง สีหน้าของพวกเขาไม่เปลี่ยนแปลงขณะจ้องมองไปทางเซียวซู่ซู่และฮวาเชียนจือ แผนการหลบหนีของหญิงสาวทั้งสองนั้นมิได้ฉลาดหลักแหลมมากนัก แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือการที่พวกนางรู้ว่าจะต้องหาทางรอดให้กับตนเอง

        ไม่เหมือนกับหญิงสาวคนอื่นที่รู้เพียงแต่จะชื่นชมทิวทัศน์ธรรมชาติและพูดคุยเริงร่าอย่างมีความสุข

        ดูเหมือนว่าพวกนางล้วนแต่เป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้เรื่อง ถูกคนในบ้านเลี้ยงดูมาอย่างตามอกตามใจ ให้พวกนางเป็นเพียงแค่สิ่งสวยงามประดับไว้ในบ้านเท่านั้น

        หนานกงม่อเองก็ลอบมองไปทางเซียวซู่ซู่ คอยสังเกตทุกการกระทำของนาง ในใจก็รู้สึกพึงพอใจไม่น้อย

        ในสายตาของเขา เซียวซู่ซู่ในตอนนี้เปรียบดังเทพธิดามาจุติก็มิปาน

        เซียวซู่ซู่นั้นได้มอบรอยยิ้มที่อ่อนหวานให้กับฮวาเชียนเย่อีกครั้ง “องค์ชายเพค่ะ หม่อมฉันขอตัวสักครู่แล้วจะกลับมา”

        โดยไม่ถามความเห็นของเขาแม้แต่น้อย เวลานี้ต่อให้ต้องล่วงเกินบุรุษผู้นี้ นางก็จะไม่ขออยู่ที่นี่ต่อเป็นอันขาด ถ้าหากถูกเขาผูกมัดเอาไว้ทุกอย่างก็จะพังทลายลงทันที

        เมื่อกล่าวเสร็จ เซียวซู่ซู่ก็ได้เร่งให้เซียวเอินรีบพยุงฮวาเชียนจือไปทางแถวเรือนพักที่อยู่สุดทางของทิศตะวันออกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

        อย่างไรเสียที่นั่นก็มีคนจำนวนไม่น้อย ถ้าหากเกิดเรื่องอันใดขึ้นจริงๆ คำอธิบายของนางก็จะดูน่าเชื่อถือมากขึ้น

        แม้ว่านางจะรู้ว่าสวี่เว่ยหรานและป๋ายหลี่ม่อจะไม่ใช่เต้าหู้ที่ปล่อยให้คนบีบทุบได้ และคนทั้งสองเองก็ไม่ใช่คนโง่ที่จะตกหลุมพรางของฮวาเชียนเย่ได้ง่ายๆ แต่ว่าการที่จะไม่ถูกดึงเข้าไปในภัยอันตรายเช่นนั้นได้ก็จะถือว่าเป็นการดีที่สุด

        อีกทั้งเซียวซู่ซู่ก็ไม่คิดอยากจะอยู่ในสถานที่เดียวกับคนเหล่านั้นด้วยเพราะว่านางมิได้ชื่นชอบพวกเขา   รวมถึงสตรีเหล่านั้น นางเองก็ไม่ชอบ

        การที่นางมาร่วมงานเลี้ยงร้อยบุปผานั้นก็เป็นเพราะถูกบีบบังคับ ไม่มีทางเลือกอื่น

        เมื่อเห็นคนทั้งสามจากไป แววตาของฮวาเชียนเย่ก็เข้มขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาของเขาดำเข้มเสมือนก้นทะเลสาบที่นิ่งสงบ ไม่มีคลื่นน้ำแม้แต่นิดเดียว ทว่าความสงบนิ่งนั้นกลับทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัว

        “พวกเราเที่ยวเล่นต่อกันเถิด” ผ่านไปเนิ่นนาน ฮวาเชียนเย่ถึงจะเอ่ยกับทุกคนด้วยสีหน้ายิ้มแย้มขณะก้าวเท้าเดินขึ้นไปบนขั้นบันได องครักษ์ที่เดินอยู่ด้านหลังเขาเองก็ล้วนแต่หรี่ตาของตนลง

        เพราะว่าพวกเขาเห็นท่าสะบัดปลายเสื้อคลุมตัวยาวของฮวาเชียนเย่ จึงนิ่งอึ้งไปเล็กน้อยก่อนจะก้มหัวลงอีกครั้ง

        ในชิงชวนหยวน เต็มไปด้วยใบหญ้าสีเขียวประกอบกับสายลมอ่อนๆ พัดเป็นระยะๆ

        ละอองน้ำจากน้ำตกกระจายออกไปยังบริเวณโดยรอบ หากนั่งอยู่บนศาลาที่อยู่ด้านบนแล้วมองลงมาที่ทิวทัศน์ด้านล่าง ก็จะทำให้คนรู้สึกอารมณ์เบิกบานขึ้นกว่าปกติ

        เดิมทีที่นี่ย่างเข้าฤดูใบไม้ผลิแล้ว แต่เพราะว่าแคว้นป่ายฮวานั้นเป็นภูมิประเทศทางตอนใต้ อุณหภูมิจึงสูงกว่าแคว้นอื่น ดอกไม้ใบหญ้าจึงเติบโตเร็วกว่าที่อื่นเช่นกัน

        “แคว้นป่ายฮวานั้นถือเป็นภูมิประเทศที่งดงามจริงๆ” สวี่เว่ยหรานมองไปทางน้ำตกที่ไหลลงมาจากยอดเขาสูงพลางเอ่ยออกมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

        เขารู้ว่าขณะที่พวกเซียวซู่ซู่ทั้งสามคนขอตัวจากไปนั้น ฮวาเชียนเย่ก็ได้ออกคำสั่งให้ลูกน้องยกเลิกแผนการแล้ว จึงได้รู้ว่าเซียวซู่ซู่ผู้นี้คงถือได้ว่าเป็นตัวการหลักในการดำเนินแผนการครั้งนี้

        เขากำลังคิดแผนการในใจพร้อมกับที่รอยยิ้มบนใบหน้าที่เด่นชัดขึ้น

        เดิมเขาคิดจะหักหน้าตัดสัมพันธ์กับฮวาเชียนเย่ หนานเจียงที่กว้างใหญ่เช่นนี้ แม้ว่าจะมียอดฝีมือนับไม่ถ้วน ทว่าคนที่สามารถต้านทานกับเฮ้ออี้เทียนได้นั้นกลับมีไม่มาก และคนที่จะสามารถต่อกรกับหอเงาคมของเฮ้ออี้เทียนได้นั้นก็เรียกได้ว่าไม่มีเลยเสียดีกว่า

        ต่อให้แคว้นป่ายฮวาดำเนินการอย่างสุดกำลัง ก็ใช่ว่าจะสามารถทำร้ายเขาสวี่เว่ยหรานได้

        ทว่าที่นี่ยังมีป๋ายหลี่ม่ออีกด้วย สิ่งที่เขากลัวก็คือการที่ฮวาเชียนเย่สร้างสถานการณ์ลำบากทำให้แคว้นทั้งสองต้องแตกหักกันอีกครั้ง

        เดิมทีหลายปีมานี้ อ้าวอวิ๋นและโยวเจิ้นล้วนไม่เคยยุ่งเกี่ยวกันมาก่อน พวกเขามิได้มีสัมพันธ์อันดีต่อกันแต่ก็ไร้ซึ่งข้อบาดหมาง แต่จากการที่แคว้นทั้งสองต่างฝ่ายต่างแข็งแกร่งขึ้น ทำให้พวกเขาค่อยๆ กลายมาเป็นศัตรูของกันและกัน

        และก็เป็นเพราะเช่นนี้ ทำให้ต่างฝ่ายต่างคิดหาแผนการดึงแคว้นป่ายฮวามาเป็นพรรคพวก และถ้าหากทำไม่สำเร็จ พวกเขาก็ตั้งใจจะทำลายทิ้งเสีย

        วันนี้หากว่าฮวาเชียนเย่ชิงลงมือก่อน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านอ้าวอวิ๋นหรือว่าโยวเจิ้นนั้นก็ล้วนแต่ต้องเสียหายเป็นอย่างมาก

        แคว้นทั้งสองหากมีสงครามกันแล้ว ฝ่ายที่ได้เปรียบนั้นก็จะเหลือเพียงแคว้นป่ายฮวา

        ต้องรู้กันว่าตำแหน่งมหาปุโรหิตของวัดคลื่นจันทราในครั้งนี้คือคนของแคว้นป่ายฮวา

        จุดนี้ทำให้คนทั้งหมดล้วนไม่พึงพอใจและก็กังวลใจเช่นกัน

        ทว่า ครั้งนี้ฮวาเชียนเย่ยอมยกเลิกแผนการอันชั่วร้ายของเขา ทำให้บรรยากาศกลับมาครึกครื้นขึ้นอีกครั้ง นอกจากกลุ่มสาวงามไร้สมองเหล่านั้นแล้ว คนที่เหลือล้วนอดไม่ได้ที่จะเช็ดเหงื่ออย่างหมดกังวล

        พวกเซียวซู่ซู่สามคนที่มาถึงเรือนพักเองก็ถอนหายใจยาวๆ ออกมาอย่างโล่งอก ยังดีที่พวกนางหลบหนีออกมาได้ทันเวลา มิเช่นนั้นผลลัพธ์ที่ตามมาก็ยากจะคาดเดาได้แล้ว มิว่าฝ่ายใดจะได้รับชัยชนะหรือพ่ายแพ้ พวกเขาก็ยากที่จะปลีกตัวออกมาได้ โดยเฉพาะสกุลเซียวที่ทำตัวเป็นคนกลางเสมอมา เกรงว่าจะต้องถูกดึงให้ตกต่ำไปด้วยแน่

        เพราะว่าทางสกุลเซียวนั้นมีเซียวซู่ซู่และเซียวเอินถึงสองคนที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วย

        “คุณหนูเล็กสกุลเซียวถือว่าฉลาดหลักแหลมไม่เบาเลย” เมื่อเข้ามาถึงห้องพัก แผลที่ขาของฮวาเชียนจือก็หายไปในทันที นางเลิกตาขึ้นเล็กน้อย หางตากระดกขึ้นเบาๆ ขณะเหล่มองไปทางเซียวซู่ซู่

        ในดวงตาแฝงด้วยความชื่นชมอยู่ไม่น้อย

        “เทียบกับองค์หญิงมิได้แม้แต่น้อย” เซียวซู่ซู่ก็ทำเพียงแค่ตอบกลับเรียบๆ ประโยคหนึ่ง “ถ้าหากองค์หญิงทรงมิได้เป็นอะไรมากแล้ว เช่นนั้นหม่อมฉันก็ไม่ขออยู่รบกวน”

        การรุกถอยพร้อมกับฮวาเชียนจือนั้นก็เป็นเพราะไม่มีทางเลือกอื่น เซียวซู่ซู่หาได้คิดที่จะมีความเกี่ยวข้องกับสตรีเช่นนี้ไม่ หนี้แค้นในอดีตนางยังคิดที่จะชำระมันอยู่ นางไม่มีทางลืมเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นได้

        พูดจบนางก็หมุนตัวจากไป ทิ้งเพียงแผ่นหลังที่หยิ่งทะนงของตนให้กับฮวาเชียนจือเท่านั้น สิ่งที่ได้กลับมานั้นมีเพียงเสียงหึเบาๆ ในลำคอของฮวาเชียนจือ

        ความตกตะลึงในใจก็ค่อยๆ สงบลง เวลานี้ฮวาเชียนจือถึงจะรู้ว่าเซียวซู่ซู่จะรอบรู้วิชาการแพทย์หรือไม่นั้นไม่สำคัญ เพราะว่านางได้ใช้ตนหลบหนีจากเหตุการณ์เมื่อครู่ไปแล้ว มุมปากของฮวาเชียนจือกระดกขึ้นเบาๆ เป็นรอยยิ้มเย็น

        แม้ว่าตอนนี้พวกนางต่างฝ่ายต่างไม่ยุ่งเกี่ยวกับกันและกัน อีกทั้งภายใต้การข่มขู่ของนาง เซียวซู่ซู่เองก็ไม่ได้แสดงจุดยืนของตนเองอย่างชัดเจน ถ้าหากคิดจะดึงนางมาเป็นพวกก็เกรงว่าจะอันตรายอยู่มากนัก

        แต่ความแค้นที่ให้นางร่ายรำต่อหน้าผู้คนนั้น นางได้จดจำเอาไว้ไม่ลืม

        “รู้วิชาแพทย์…” ฮวาเชียนจือหัวเราะจนไหล่ทั้งสองของตนสั่นอย่างแรงขณะเอียงตัวพิงกับเก้าอี้ตัวยาว ดวงตาของนางหมุนกลอกไปมา

        ความอดสูในวันนี้ นางจะต้องหาโอกาสชำระมันให้จงได้

        หลังจากที่เซียวเอินและเซียวซู่ซู่ออกจากห้องพักที่ฮวาเชียนจือพำนักอยู่ ทั้งสองก็หันมาสบตากันก่อนจะตัดสินใจออกจากชิงชวนหยวนในทันที ที่แห่งนี้ไม่ควรอยู่นาน ไม่ว่าฮวาเชียนเย่จะยกเลิกแผนการของตนหรือไม่ พวกเขาก็ไม่คิดจะอยู่เสี่ยงอันตรายอีก

        อีกทั้งพวกเขาเองก็รู้ว่าช่วงเวลาอันสั้นนี้พวกเขานั้นถือว่าอยู่บนเรือลำเดียวกันกับฮวาเชียนจือแล้ว การจากไปโดยไม่ลานั้นก็ไม่ถือเป็นปัญหาอะไร เพราะถึงอย่างไรก็มีสตรีผู้นั้นคอยรับหน้าให้

        งานเลี้ยงร้อยบุปผานี้ก็ถือว่าไม่ต่างอะไรกับงานเลี้ยงที่หงเหมินสักเท่าใดนัก

        “ซู่ซู่ เจ้ารู้วิชาแพทย์จริงหรือ?” ระหว่างทางกลับจวน เซียวเอินก็เอ่ยถามขึ้นมากะทันหัน

        เซียวซู่ซู่ที่เดิมกำลังจมอยู่กับความคิดของตนเองนั้นก็อึ้งไปเช่นกัน “ข้า…”

        “ดูเหมือนว่าเรื่องนี้ออกจะลำบากอยู่บ้าง องค์หญิงผู้นั้นไม่ใช่คนที่จะรับมือได้โดยง่าย” เซียวเอินส่ายศีรษะพลางตบเบาๆ ลงบนไหล่ของเซียวซู่ซู่ “ไม่ต้องห่วง คอยดูไปทีละก้าวแล้วกัน พี่ใหญ่จะคอยอยู่ด้านหลังสนับสนุนเจ้าเสมอ สกุลเซียวเองก็จะคอยสนับสนุนเจ้า” สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสัตย์ตรง

        เซียวซู่ซู่พยักหน้าอย่างแรง นางที่แต่เดิมกำลังจมอยู่กับความคิดของเรื่องราวในอดีตนั้นก็มีรอยยิ้มปรากฏอยู่บนใบหน้าในที่สุด

        ไม่ว่าภายภาคหน้าจะเป็นเช่นไร นางก็จะเผชิญหน้ากับมันอย่างกล้าหาญ เพราะว่าชาตินี้นางมีสกุลเซียวทั้งหมดคอยให้การสนับสนุนอยู่


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม