0 Views

        ชิงชวนหยวนเป็นสถานที่ชมวิวทิวทัศน์ที่หนึ่ง ซึ่งจะจำกัดเฉพาะเชื้อพระวงศ์มาเที่ยวเล่นเท่านั้น

        วันนี้ฮวาเชียนเย่จัดงานเลี้ยงร้อยบุปผาขึ้น แน่นอนว่าจะไม่พลาดสถานที่นี้เป็นอันขาด เหล่าคุณหนูจากตระกูลชนชั้นสูงทั้งหลายก็ชอบมาเที่ยวเล่นที่ชิงชวนหยวน วันนี้ก็ถือได้ว่าเป็นโอกาสที่ดีที่สุดในการได้มาเที่ยวเล่นที่นี่

        ทว่ามีบางคนกลับดูไม่ค่อยสนใจเท่าใด ซึ่งคนผู้นั้นก็คือเซียวซู่ซู่

        ผิดกับเซียวเอินที่รู้สึกยินดีที่จะมาเที่ยวเล่นที่ชิงชวนหยวนเหมือนดั่งคนอื่นๆ มิใช่เพราะว่าในนั้นมีวิวทิวทัศน์ที่งดงาม แต่เป็นเพราะว่ามันเป็นสถานที่ที่จะยกย่องฐานะของคนที่เข้าไป

        ภาพทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่มองไม่เห็นที่สิ้นสุดปรากฏขึ้น เบื้องหน้ามีเทือกเขายาวเป็นแถบพร้อมกับมีน้ำตกสายหนึ่งกำลังไหลรินลงมาจากยอดเขา ละอองน้ำกระเด็นไปทั่วทันทีที่น้ำตกกระทบลงมาทางด้านล่าง

         ที่นี่ก็คือชิงชวนหยวน การมายืนอยู่ในที่แห่งนี้ทำให้คนรู้สึกสบายกายสบายใจเป็นอย่างมาก เมื่อย่างก้าวเข้ามาในนี้ สีหน้าของเซียวซู่ซู่ก็มีความหลงใหลปรากฏขึ้น นางเห็นที่นี่เพียงแวบแรกก็รู้สึกชื่นชอบมันเข้าแล้ว

        บริเวณโดยรอบมีองครักษ์ยืนเฝ้ารักษาการณ์อยู่ ทว่าทางด้านในกลับสงบเงียบเป็นอย่างมาก

        แน่นอนว่าการที่คนกลุ่มนี้เข้ามาทำลายความสงบของที่นี่ ทว่ามันกลับไม่ได้ส่งผลกระทบอะไร ในทางกลับกันพวกเขาก็ได้เพิ่มสีสันของชีวิตให้กับที่แห่งนี้อีกด้วย

        ทางปลายสุดของฝั่งตะวันออกมีห้องพักที่สร้างจากกระเบื้อง ลักษณะคล้ายกับตำหนักของวังหลวงอยู่แถวหนึ่งที่มีไว้เพื่อให้ผู้คนได้พักผ่อน ด้านในมีคนรับใช้เข้าๆ ออกๆ พวกเขารู้ว่าวันนี้องค์ชายและองค์หญิงจะเสด็จมา จึงเร่งทำงานกันไม่หยุดหย่อน

        สำหรับองค์หญิงคนใหม่นี้พวกเขาล้วนไม่กล้าทำผิดต่อนาง เพราะถึงอย่างไรเสียตำแหน่งฮ่องเต้ในอนาคตก็เป็นไปได้อย่างมากว่าจะให้นางเป็นผู้รับช่วงต่อ

        คนเหล่านี้ล้วนไม่เคยข้องเกี่ยวกับคนของราชสำนัก แน่นอนว่าพวกเขารู้เรื่องราวไม่ค่อยเยอะเท่าใด จึงจำเป็นต้องระมัดระวังอย่างมาก

        นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เซียวเอินมาที่ชิงชวนหยวนแห่งนี้ รอยยิ้มเบิกบานประดับอยู่บนใบหน้า เขาเองก็รู้ว่าตนมีโอกาสเช่นนี้ได้ก็เพราะเซียวซู่ซู่ มิเช่นนั้น ชาตินี้ก็อย่าหวังว่าจะได้มาเหยียบที่แห่งนี้แม้แต่ก้าวเดียว

        สวี่เว่ยหรานแม้จะมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า ทว่าในแววตาเขากลับมืดดำและดิ่งลึก

        เดิมคิดว่าบนทะเลสาบนั้นเขาก็ได้อยู่ห่างจากคนของตัวเองไปไกลมากแล้ว เวลานี้มาถึงที่แห่งนี้ก็เรียกได้ว่าเขานั้นอยู่เผชิญอันตรายคนเดียวก็ว่าได้ ไม่มีทางจะมีโอกาสติดต่อกับพวกเฮ้ออี้เทียนได้เลย

        แน่นอนว่าหากไม่ถึงคราวจำเป็นจริงๆ แล้ว เขาก็จะไม่ทำการหักหน้าและส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือโดยเด็ดขาด

        ทำได้เพียงแค่มองดูฮวาเชียนเย่ที่ประดับรอยยิ้มที่แฝงด้วยความเจ้าเล่ห์เอาไว้ด้วยสายตาเย็นชา

        ฮวาเชียนเย่นั้นก็ได้ทำหน้าที่ประหนึ่งเจ้าบ้านที่ดี เขาให้คนรับใช้อธิบายความเป็นมาของชิงชวนหยวนแห่งนี้ แน่นอนว่าเรื่องที่เล่านั้นมีความเกินจริงอยู่บ้างโดยพูดราวกลับว่าราชวงศ์ที่ปกครองแคว้นป่ายฮวานั้นมีอำนาจประดุจเทพเซียนก็มิปาน

        ทำให้เชียนชวนหยวนแห่งนี้ดูลึกลับเสียยิ่งกว่าวัดคลื่นจันทราเสียอีก

        แน่นอนว่าที่แห่งนี้ลึกลับถึงเพียงใดนั้น แค่ดูเพียงแวบเดียวก็สามารถรู้ได้แล้ว

        เซียวซู่ซู่ที่เดินตามอยู่เบื้องหลัง แม้ว่าจะสีหน้าจะปรากฏความหลงใหลชื่นชมในวิวทิวทัศน์แห่งนี้ ทว่าในทางลับนางก็พยายามระมัดระวังตัวตลอดเวลา การที่ฮวาเชียนเย่ล่อองค์ชายของทั้งสองแคว้นมาที่แห่งนี้จะต้องไม่ใช่แค่มาชมวิวทิวทัศน์เพียงแค่นั้นแน่ๆ

        ด้วยความสามารถในการดูคนของนางก็สามารถมองออกว่า ฮวาเชียนเย่ผู้นี้จะต้องไม่หวังดีเช่นนี้เป็นแน่

        เชิญนางมาที่นี่นั้นถือว่าเป็นการไม่หวังดี แต่การเชิญสวี่เว่ยหรานและป๋ายหลี่ม่อระหว่างทางยิ่งถือเป็นการประสงค์ร้าย

        ทุกการกระทำของเขา เซียวซู่ซู่ล้วนจับตามองอย่างละเอียด มิปล่อยให้คลาดสายตา แน่นอนว่าพวกคุณหนูเหล่านั้นกลับรู้แต่เพียงแค่เล่นสนุก รื่นเริงหรรษาแต่เพียงเท่านั้น ไม่มีใครรับรู้ถึงภัยอันตรายที่แอบแฝงอยู่

        ป๋ายหลี่ม่อเองก็มีสีหน้าระมัดระวัง แม้ว่าข้างกายเขาจะมีหนานกงม่อ แต่ตัวเขาเองก็รู้ว่าตรงนี้คือพื้นที่ที่อยู่ในความควบคุมของแคว้นป่ายฮวา

        อีกทั้งงานเลี้ยงร้อยบุปผานั้นเป็นเพียงแค่การรวมตัวขนาดเล็ก เดิมก็ไม่ได้มีใครส่งเทียบเชิญมาให้กับพวกเขา แต่เป็นพวกเขาที่ตั้งใจจะมาเข้าใกล้เซียวซู่ซู่เอง ถ้าหากเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริงๆ คนของพวกเขาก็ไม่อาจกล่าวโทษอะไรต่อองค์ชายฮวาเชียนเย่แห่งแคว้นป่ายฮวาได้

        ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกกระวนกระวายใจ แม้ว่าเขาจะมีสีหน้ายิ้มแย้มมีความสุข แต่ว่าในทางลับกลับกำลังระมัดระวังตัวเป็นอย่างมาก

        “พวกเราไปพักผ่อนที่ศาลากันสักครู่เถิด” หลังจากที่ฮวาเชียนเย่ให้คนรับใช้แนะนำเชียนชวนหยวนจนเสร็จสิ้นแล้ว ก็ได้สั่งให้ทุกคนเดินหน้ากันต่อ ท่าทางประหนึ่งว่ากำลังพาเที่ยวเล่นโดยรอบก็มิปาน

        กลุ่มชายหนุ่มรูปโฉมหล่อเหลากับหญิงสาวรูปโฉมงดงามนั้นถือเป็นภาพที่สะดุดตาอย่างยิ่ง

        ทว่ามีเพียงคนที่อยู่ในเหตุการณ์เท่านั้นถึงจะรู้ว่าในตอนนี้มีภัยอันตรายกำลังแอบแฝงเอาไว้อยู่

        ฮวาเชียนจือเองก็เป็นคนที่ฉลาดหลักแหลมเป็นอย่างมาก เมื่อครู่นางได้ทำเรื่องที่ตนอยากทำสำเร็จแล้ว อีกทั้งยังพึงพอใจเป็นอย่างมาก ต่อให้เซียวซู่ซู่ทำให้นางเสียหน้าไม่น้อยนางเองก็อดกลั้นเอาไว้

        ถ้าหากเรื่องเล็กยังอดทนมิได้จะทำให้เสียการใหญ่ได้ นางที่เคยพลาดมาแล้วครั้งหนึ่ง ก็ทำให้นางเข้าใจอะไรในตอนนี้มากขึ้น รู้ว่าจะเอาตัวรอดปลอดภัยได้อย่างไร

        “อ๊า…”

        ในขณะที่ทุกคนกำลังก้าวขึ้นบันไดนั้น ฮวาเชียนจือก็ส่งเสียงร้องออกมากะทันหัน ก่อนที่ทั้งร่างของนางจะล้มลงไปด้านหลัง

        ผู้ที่เดินอยู่ข้างกายนางก็คือเซียวเอิน เมื่อเห็นภาพดังกล่าว มือของเขาก็รีบยื่นไปพยุงนางอย่างรวดเร็ว “องค์หญิง”

        คนทั้งหลายที่ได้ยินเสียงนั้นก็รีบหันกลับมามอง

        แม้ว่าเซียวเอินจะพยุงฮวาเชียนจือไปได้แล้ว แต่ว่านางก็ได้ตกลงมาจากบันไดสูงถึงสองขั้น ตอนนี้สีหน้าของนางกำลังบูดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด มือหนึ่งจับเซียวเอินเอาไว้เพื่อพยุงตัวเองพลางย่อตัวของตนเองลง “เท้าของข้า…เจ็บเหลือเกิน”

         เซียวซู่ซู่ร้องว่า ไม่ดีแล้ว ในใจเบาๆ นางรู้ว่าครั้งนี้ให้โอกาสฮวาเชียนจือได้ลงมือไปก่อนแล้ว ถ้าหากนางคิดที่จะรอดพ้นจากสถานการณ์เบื้องหน้าเกรงว่าจะไม่ง่าย อีกทั้งวิธีที่ฮวาเชียนจือเคยใช้แล้ว ถ้าหากนางใช้อีกครั้งก็ดูจะปลอมจนเกินไป

        นางมีหรือจะไม่รู้ว่าหากเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริงๆ คนที่อยู่ในเหตุการณ์นี้ล้วนหนีไม่พ้น แม้กระทั่งสกุลเซียวก็ไม่อาจหลุดรอดได้โดยไม่เดือดร้อน นี่ก็คือแผนการร้ายของฮวาเชียนเย่

        คนที่อยู่ในที่แห่งนี้ใครบ้างมิใช่เชื้อพระวงศ์ ใครบ้างมิใช่ทายาทของขุนนางชั้นสูงที่กุมอำนาจใหญ่ไว้ในมือ ครั้งนี้เขาก็ได้ดึงทุกคนเข้ามาเกี่ยวพันธ์กันหมดแล้ว ต่อให้ไม่คิดอยากจะร่วมมือกับฮวาเชียนเย่ ก็ไร้ซึ่งทางเลือกอื่นแล้ว

        เมื่อเห็นเซียวเอินพยุงฮวาเชียนจือเอาไว้ เซียวซู่ซู่เองก็เดินไปทางที่พวกเขาอยู่พร้อมกับกัดฟันแน่น สมองของนางหมุนอย่างรวดเร็ว นางกำลังคิดหาหนทางหลุดพ้นไปจากตรงนี้ ยิ่งอยู่นานเท่าใดโอกาสที่นางจะหลบหนีได้ก็ยิ่งมีน้อยลงเท่านั้น อีกทั้งฮวาเชียนเย่ยังมีโอกาสลงมือได้ตลอดเวลา

        นางเองก็รู้ว่าวันนี้ระหว่างสวี่เว่ยหรานและป๋ายหลี่ม่อ จะต้องมีคนหนึ่งเสียชีวิตลงที่นี่อย่างแน่นอน นอกจากจะเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น

        นางเห็นว่าบริเวณโดยรอบถูกจัดการเป็นอย่างดี ประกอบกับท่าทางมั่นใจเป็นอย่างยิ่งของฮวาเชียนเย่ เซียวซู่ซู่ก็ลอบกำมือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของตนไว้แน่น เรื่องไม่คาดคิดนั้นเป็นไปไม่ได้โดยเด็ดขาด

        เมื่อเห็นใบหน้าเล็กๆ ของฮวาเชียนจือกำลังบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ฮวาเชียนเย่ก็ส่งเสียงหึในลำคอออกมาเบาๆ สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนแปลงขณะที่กำลังก้าวเดินมาทางนี้ “น้องข้า ทำไมเจ้าถึงไม่ระวังถึงเพียงนี้”

          พลางหันไปมองทางด้านล่าง “มีแพทย์หลวงตามมาด้วยหรือไม่”

          ในดวงตานั้นเต็มไปด้วยความขุ่นมัวแล้ว เดิมเขาคิดว่าเรื่องราวทุกอย่างกำลังไปได้ด้วยดี แต่กลับคิดไม่ถึงว่าเขาจะประเมิณน้องสาวที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้นผู้นี้น้อยเกินไป

        นางคิดที่จะถอนตัว

        แน่นอนว่าเขาไม่อนุญาต

        สาวงามที่อยู่ด้านหลังล้วนพากันส่ายศีรษะ เสมือนว่านอกจากองครักษ์ข้างกายของฮวาเชียนเย่และทหารรักษาการแล้ว ก็ไม่มีผู้ติดตามคนอื่นอีก

        เซียวซู่ซู่กวาดสายตามองทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นขณะที่กำลังใช้ความคิดอย่างหนัก จากนั้นนางก็แหงนหน้าขึ้นเล็กน้อย “ข้าเป็นวิชาแพทย์อยู่บ้าง ให้ข้าดูหน่อยเถิด” ท่าทางประหนึ่งว่ามิได้ทำอะไรฝืนใจ แต่สีหน้ากลับมีความอับจนปัญญาอยู่บ้าง

        “คุณหนูเล็กสกุลเซียว…รู้วิชาแพทย์?” คิ้วของฮวาเชียนเย่ขมวดเข้าหากันแน่นอีกครั้ง ในน้ำเสียงแฝงด้วยความไม่พอใจอยู่บ้าง แต่มากไปกว่านั้นคือความเยือกเย็น

        ดูเหมือนว่าแผนการของเขาจะไม่ราบรื่นเพียงเพราะฮวาเชียนจือผู้นี้

        “รู้” เซียวซู่ซู่พยักหน้าอย่างรวดเร็ว

        แม้ว่าสวี่เว่ยหราน ป๋ายหลี่ม่อและหนานกงม่อจะเตรียมพร้อมป้องกันอยู่ตลอดเวลา แต่ว่าตอนนี้ก็ยังอดมิได้ที่จะมองไปทางเซียวซู่ซู่อย่างตกตะลึง ความจริงแล้วเซียวซู่ซู่มิเคยรู้สึกภาคภูมิใจในความสามารถด้านบุ๋นที่เก่งกาจของตน เพราะสิ่งที่นางรู้สึกพึงพอใจที่สุดในชีวิตก็คือฝีมือทางการแพทย์

        เพียงแต่ว่าชาตินี้ อยู่ๆ นางก็รู้สึกไม่ค่อยอยากจะมีความเกี่ยวข้องกับมันอีก เพราะว่าเช่นนั้นจะทำให้นางนึกถึงใครบางคนขึ้นมา ทำให้นางไม่อาจใช้ชีวิตอย่างสงบสุขต่อได้อีก แต่ว่าวันนี้เพื่อที่นางจะรอดพ้นจากที่นี่ นางจึงไม่มีทางเลือกอื่น

        กระทั่งเซียวเอินเองก็แสดงสีหน้าเหลือเชื่อออกมา เขาพยุงฮวาเชียนจือพลางจ้องมองไปทางเซียวซู่ซู่ ปากของเขาอ้ากว้างเสมือนว่ามันไม่อาจหุบลงได้อีก และฮวาเชียนจือที่กำลังมีสีหน้าบูดเบี้ยว แลดูเจ็บปวดเป็นอย่างยิ่งก็มองไปทางเซียวซู่ซู่เช่นกัน

        นับวันนางยิ่งรู้สึกว่าเซียวซู่ซู่เหมือนสตรีผู้นั้นเหลือเกิน

        “เจ้ารู้วิชาแพทย์?” ฮวาเชียนจือมองไปทางเซียวซู่ซู่อย่างตกตะลึง นางเองก็มีท่าทางเสียมารยาท พลางลุกขึ้นดึงแขนเสื้อของเซียวซู่ซู่เอาไว้อย่างแรง

        แน่นอนว่านางเองก็ไม่อยากจะให้เซียวซู่ซู่ถูกดึงไปเกี่ยวข้องด้วย นางไม่อยากให้กำลังที่ตนเพิ่งจะดึงเอามาได้นั้นต้องสูญหายไป แต่ว่าตอนนี้ที่นางคิดอยู่กลับไม่ใช่เรื่องเหล่านั้น แต่เป็นเรื่องที่เซียวซู่ซู่ผู้นี้รู้วิชาแพทย์


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม