0 Views

        เมื่อเซียวมี่ได้ยินว่าเซียวซู่ซู่ถูกเชิญไปงานเลี้ยงร้อยบุปผา สีหน้าของนางก็คล้ำเข้มขึ้นเล็กน้อยแต่กลับเอ่ยอะไรออกมาไม่ได้ ทำได้เพียงแค่อธิษฐานอยู่ในใจ หวังว่าเซียวซู่ซู่จะไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้น องค์หญิงทั้งหลายในวังหลวง แน่นอนว่าย่อมเจ้าเล่ห์เพทุบายเป็นอย่างยิ่ง

        อีกทั้งเมื่อครู่ฮวาเชียนจือที่ดินทางกลับมาจากต้าเยียนก็ได้พ่ายแพ้ให้แก่เซียวซู่ซู่ไปในงานชมดอกฉงฮวา เกรงว่าจะต้องมีคนทนรับความขมขื่นเช่นนี้ไว้ไม่ได้แน่ สตรีผู้นั้นดูแล้วก็ไม่ใช่คนประเภทตะเกียงที่ขาดน้ำมัน คงยากที่จะรับมือได้แน่

        งานเลี้ยงร้อยบุปผา ถือว่าเป็นชื่องานใหม่จริงๆ เห็นทีว่าฮวาเชียนเย่จะว่างจนไม่มีเรื่องให้ทำแล้ว

        เรียนเชิญหญิงสาวชนชั้นสูงทั้งหลายให้ไปร่องทะเลสาบและชื่นชมวิวทิวทัศน์ด้วยกัน

        ในทางลับ ทุกคนล้วนเข้าใจกันดีว่าครั้งนี้องค์ชายฮวาเชียนเย่ต้องการที่จะเลือกพระชายา ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะแสดงความสามารถออกมา แม้ว่าแคว้นป่ายฮวาจะยึดหลักสตรีเหนือกว่าบุรุษ แต่เมื่อแต่งเข้าวังหลวงไปเป็นพระชายาแล้ว ก็จะถือว่าเหนือกว่าสตรีทั่วไปอีกขั้นหนึ่ง

        เหล่าขุนนางเชื้อพระวงศ์ชนชั้นสูงล้วนแย่งกันจะคว้าเอาโอกาสนี้

        แน่นอนว่าทุกคนเองก็รู้ชัดว่าขอเพียงมีเซียวซู่ซู่อยู่ โอกาสที่จะหมุนมาถึงตนนั้นก็จะน้อยนิดเสียเหลือเกิน ทว่าต่อให้เป็นเช่นนี้พวกนางก็ยินยอมที่จะลองดู ยังไม่เคยลองจะรู้ได้อย่างไรว่าไม่มีโอกาส

        เพราะฉะนั้นสตรีทุกคนที่ได้รับเชิญล้วนมาถึงงานตรงตามเวลา ไม่มีผู้ใดขาดหรือมาช้าสักคนเดียว เซียวซู่ซู่เองก็มาถึงหน้าประตูวังตรงตามเวลาเช่นกัน

        นางมิได้เดินต่อเข้าไปในวังหลวง แต่ทำเพียงแค่รอนิ่งๆ อยู่ในรถม้า นางไม่อยากทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงซุบซิบนินทาและก่อให้เกิดเรื่องอันไม่ควร ยิ่งไม่หวังว่าจะเสนอหน้าให้เป็นที่จับตามอง

        นางมาเพียงแค่เห็นแก่หน้าขององค์ชายฮวาเชียนเย่ และก็หาทางออกให้กับสกุลเซียวด้วย

        ฮ่องเต้หญิงฮวาหรูเสวี่ยได้ประกาศต่อเชื้อพระวงศ์ขุนนางชนชั้นสูงทั้งหลายของทั้งสามแคว้นแล้วว่าจะให้นางแต่งงานได้อย่างอิสระ ราชสำนักจะไม่ก้าวก่ายโดยเด็ดขาด เมื่อมีประโยคนี้แล้วเซียวซู่ซู่ก็พอจะรู้สึกวางใจอยู่บ้าง

        ไม่มีอะไรต้องกลัว

        “น้องเล็ก นี่เป็นโอกาสที่หาได้ยาก แม้ว่าองค์ชายจะไม่ได้เป็นทายาทสืบทอดตำแหน่ง แต่ก็ถือว่าเป็นการอยู่ใต้คนคนเดียวอยู่เหนือคนทั้งปวง โดยเฉพาะความเจ้าเล่ห์เป็นอย่างมากขององค์ชายฮวาเชียนเย่ประกอบกับอำนาจใหญ่โตที่เขามีอยู่ในราชสำนัก ถ้ามีเขาเป็นที่พึ่งพิงแล้วจะต้องไม่ประสบปัญหาอันใดอีกอย่างแน่นอน” เซียวเอินไม่มีอะไรทำ จึงเอ่ยออกมาเบาๆ ระหว่างรออยู่ในรถม้าร่วมกับเซียวซู่ซู่

        เซียวซู่ซู่ที่เดิมกำลังก้มหน้าอยู่นั้นก็รีบเงยหน้าขึ้นก่อนจะมองไปทางเซียวเอิน “พี่ใหญ่ ท่านคิดว่า…ชีวิตในวังหลวงเหมาะสมกับข้าหรือ?”

        นางไม่คิดจะอธิบายเหตุผลมากมายให้กับเขา จึงเพียงถามกลับออกมาประโยคหนึ่ง ประโยคเดียวก็ทำให้เซียวเอินนิ่งค้างอยู่ตรงนั้น

        ผ่านไปเนิ่นนานเขาถึงจะพยักหน้าลงเบาๆ ก่อนจะส่ายศีรษะอีกครั้ง “จริงด้วย…ไม่เหมาะสม” เขาไม่ได้คิดละเอียดพอจริงๆ

        เพียงคิดว่าน้องสาวของตนทั้งมีรูปโฉมและความสามารถโดดเด่น ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลโด่งดัง จะต้องเป็นตัวเลือกของตำแหน่งพระชายาที่ดีที่สุด แต่กลับมองข้ามความแตกต่างของน้องสาวตนกับสตรีทั่วไป

        ไม่อาจเอาความคิดของตนไปวางแผนชีวิตของนางได้

        นางสามารถขอการแต่งงานอย่างเสรีกับฮ่องเต้หญิงที่งานชมดอกฉงฮวาได้ ก็แสดงให้เห็นชัดถึงนิสัยของนางแล้ว

        เซียวซู่ซู่เพียงแค่ยิ้มๆ ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีก

        นางรู้ว่าในสกุลเซียว คนที่เข้าใจนางดีที่สุดก็คือฮูหยินเฒ่าเซียวมี่ เสมือนว่าเซียวมี่รู้ถึงชีวิตชาติก่อนของตนก็มิปาน มิมีวันยื่นมือไปสะกิดแผลเก่าของนางเป็นอันขาด

        ราชสำนักเป็นสถานที่ที่นางไม่เคยคิดอยากจะเหยียบย่างเข้าไป

        ม่อเวิ่นเฉินคนเดียว ก็ทำให้นางไม่กล้าที่จะไปมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องรักใคร่อีกแล้ว

        “คุณหนูเล็กสกุลเซียว” ความเงียบในรถม้าถูกทำลายจากเสียงเอ่ยทักทายอย่างมีมารยาทดังขึ้นด้านนอก

        มิต้องเดาคนผู้นั้นก็คือฮวาเชียนเย่

        แม้ว่าฮวาเชียนเย่จะมีอำนาจในแคว้นป่ายฮวาอยู่มากล้น แต่ว่าชื่อเสียงด้านการมีสัมมาคารวะของเขาก็โด่งดังยิ่งกว่า ข้าราชสำนักทั้งหลายล้วนเคารพเขาเป็นอย่างมากเพียงเพราะว่าเขาเป็นคนนอบน้อม มีมารยาท

        เห็นได้ชัดว่า ฮวาเชียนเย่ผู้นี้มิใช่คนธรรมดา หลายปีมานี้ แม้ว่าเขาจะไร้ซึ่งคู่แข่ง แต่ก็ยังคงทำได้ดีอย่างไม่มีข้อบกพร่อง ทำให้ข้าราชสำนักนับร้อยมิอาจเอ่ยคำว่า “ไม่” ต่อเขาได้

        ครั้งนี้ฮวาเชียนจือกลับมาที่แคว้นอย่างกะทันหัน ทว่ากลับไม่ส่งผลกระทบต่อตำแหน่งในราชสำนักของฮวาเชียนเย่แม้แต่น้อย

        ในราชสำนักยังคงให้การสนับสนุนฮวาเชียนเย่อย่างเต็มที่ มิได้เปลี่ยนแปลงไปเพียงเพราะเพศของเขา

        คนที่ฉลาดจะเห็นและเข้าใจได้อย่างชัดเจนว่า นี่เป็นแผนการทั้งหมดของฮ่องเต้หญิงฮวาหรูเสวี่ย ถ้าหากว่านางไม่อยากให้มีสถานการณ์เช่นนี้ ก็สามารถยื่นมือเข้าไปเปลี่ยนสถานการณ์ได้

        เซียวเอินเลิกผ้าม่านในรถม้าขึ้นก่อนจะก้าวลงก่อน จากนั้นก็แสดงความเคารพอย่างถูกต้องตามประเพณีให้แก่ฮวาเชียนเย่

        เมื่อเห็นเซียวเอิน ฮวาเชียนเย่ก็อดไม่ได้ที่จะนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ทว่าเพียงไม่นานสีหน้าเขาก็กลับมาเป็นปกติ จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าประดับรอยยิ้ม “มิต้องมากพิธี คุณหนูเล็กสกุลเซียว ยังจำเป็นต้องมีองค์รักษ์ติดตัวมาด้วยงั้นหรือ”

        เพียงชั่วพริบตาเดียว บรรยากาศอันน่าอึดอัดก็ได้มลายหายไป

        เซียวซู่ซู่ได้เลิกผ้าม่านขึ้นแล้ว นางเตรียมลงจากรถม้าพลางหันไปส่งยิ้มบางๆ ให้กับฮวาเชียนเย่ รอยยิ้มนั้นทำให้นางดูเป็นกุลสตรีเปี่ยมด้วยมารยาท จนฮวาเชียนเย่มิอาจเอ่ยอะไรออกมาได้อีก

        ฮวาเชียนจือนั้นก็ยืนอยู่ด้านหลังของฮวาเชียนเย่ สีหน้าเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงตน

        เมื่อเห็นดังนี้ เซียวซู่ซู่ก็ดึงเซียวเอินไปด้านหน้าแสดงความเคารพด้วยกัน “ถวายพระพรองค์หญิง”

        ตอนนี้นางยังไม่อยากมีปัญหากับสตรีผู้นี้ ถ้าหากนางคิดจะมี ก็ต้องให้ฮวาเชียนจือไร้โอกาสที่จะพลิกตัวรอดพ้นจากสถานการณ์โดยเด็ดขาด ให้นางอยู่ในสภาพอเน็จอนาถกว่าตนในตอนนั้น

         ฮวาเชียนจือเลิกคิ้วขึ้นเบาๆ มุมปากของนางกระดกขึ้น สีหน้าไม่เป็นมิตรขณะจ้องไปทางเซียวซู่ซู่ ทว่านางกลับไม่สามารถเอ่ยอันใดมากได้ ต่อให้นางคิดจะจัดการกับเซียวซู่ซู่ เพียงชั่วขณะหนึ่งก็เกรงว่ายังจะหาเหตุผลไม่ได้

        เพราะฉะนั้นนางจึงเพียงทำท่ายกมือขึ้น “วันนี้เป็นงานเลี้ยงร้อยบุปผาที่เสด็จพี่เป็นคนจัดขึ้น ก็เพื่อหวังจะให้ทุกคนได้มาพักผ่อน ออกมาเล่นสนุกกัน มิจำเป็นต้องมากพิธี พวกเราก็เรียกขานกันโดยแทนตัวเองว่าพี่น้องเถิด”

        สำหรับคำพูดมีมารยาทเช่นนี้ของฮวาเชียนจือ เซียวซู่ซู่ก็หาได้รู้สึกซาบซึ้งใจไม่ สตรีผู้นี้ต่อหน้าพูดอย่างลับหลังทำอีกอย่าง นางไม่คิดจะอยากมีพี่น้องอย่างคนประเภทนี้ วันดีคืนดีนางตายไป คงยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองตายเพราะอะไร

        มีประสบการณ์อันน่าเศร้าสลดของชาติก่อนแล้ว เซียวซู่ซู่ได้เรียนรู้ที่จะฉลาดขึ้นมาก

        “ขอบพระทัยในน้ำใจขององค์หญิง” น้ำเสียงของเซียวซู่ซู่ไม่ดังและไม่เบาจนเกินไป อีกทั้งยังเอ่ยออกมาอย่างไม่รีบร้อน เพียงว่านางหาได้แสดงความซาบซึ้งใจออกมาแต่ยังคงไว้ซึ่งสีหน้าราบเรียบ

        บารมีที่สูงสง่าเช่นนั้นเสมือนว่านางมีมาตั้งแต่กำเนิด ไม่มีผู้ใดสามารถเทียบได้ ทำให้ฮวาเชียนเย่ที่อยู่ด้านข้างตกอยู่ในภวังค์ชั่วขณะ

        ทว่าเขาสามารถควบคุมของตนเองได้เสมอ มิได้ทำตัวเสียมารยาทต่อหน้าผู้คน

        คุณหนูจากตระกูลผู้ดีทั้งหลายล้วนจ้องไปทางเซียวซู่ซู่ด้วยสายตาไม่เป็นมิตร เพียงเพราะว่าฮวาเชียนเย่ประพฤติต่อนางต่างจากผู้อื่น สำหรับคนอื่นๆ เซียวซู่ซู่กลับมีสีหน้าราบเรียบ ประพฤติตัวประหนึ่งเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นหาได้เกี่ยวข้องกับนางไม่

        “คุณหนูเล็กสกุลเซียว ฝีมือกลอนภาพหมากพิณของท่านล้วนเป็นสุดยอด ท่านฝึกฝนร่ำเรียนมาได้อย่างไรหรือ” บนเรือลำใหญ่ เซียวเอินถูกฮวาเชียนเย่ดึงไปพูดคุยกันอยู่ด้านหนึ่ง ในขณะที่เซียวซู่ซู่รวมถึงฮวาเชียนจือและหญิงสาวคนอื่นๆ กำลังนั่งล้อมกันอยู่เบื้องหน้าโต๊ะใหญ่ตัวหนึ่ง เพื่อชื่นชมความงามของดอกบัวที่กำลังผลิบานอยู่กลางทะเลสาบ จากนั้นก็มีสตรีชุดสีม่วงหันไปมองทางเซียวซู่ซู่พร้อมกับเอ่ยถามขึ้นมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

        แม้ว่าใบหน้านางจะประดับด้วยรอยยิ้ม แต่ว่าประโยคที่เอ่ยออกมากลับมีความเหน็บแนมแฝงอยู่ด้วย

        ใครบ้างไม่รู้ว่าเซียวซู่ซู่สลบไม่ได้สติมาเป็นเวลานานถึงสิบห้าปี นางในตอนนั้นเป็นเพียงแค่สตรีปัญญาอ่อนที่ทำอะไรไม่ได้แม้แต่จะเอ่ยคำพูดออกมา

        “มิได้เรียน” เซียวซู่ซู่รู้ว่าสตรีผู้นั้นตั้งใจจะหาเรื่องตน นางเองก็ไม่อยากจะเสแสร้งแกล้งทำดีด้วย จึงตอบกลับออกไปเพียงสามคำ

        “ฮ่าๆ…ได้ยินหรือไม่ คุณหนูสกุลเซียวนางว่านางมิได้เรียน ก็สามารถเอาชนะและคว้าตำแหน่งยอดบุปผาในงานชมดอกฉงฮวาได้” สตรีผู้นั้นอยู่ๆ ก็เอ่ยขึ้นพร้อมหัวเราะออกมาเสียงดัง พลางหันไปเล่นหูเล่นตากับสตรีคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านข้าง

        “ใช่แล้ว ท่านไม่ได้ยินหรือว่านางเป็นเซียนหญิงมาจุติ ตอนที่ลงมาที่โลกมนุษย์ สมองก็ได้รับการกระทบกระเทือนอย่างหนักจนไม่อาจใช้การได้” สตรีอีกนางหนึ่งเอ่ยสมทบ

        “ทว่าเซียนหญิงอย่างไรเสียก็เป็นเซียนหญิง นางยังคงสามารถเจิดจรัสในงานชมดอกฉงฮวาได้อย่างงดงาม”

        “ใช่แล้วๆ…”

        สตรีที่นั่งอยู่ตรงนี้ ใครบ้างมิใช่ผู้ที่มีฐานะสูงส่ง เป็นสุดยอดสตรีของแผ่นดิน แน่นอนว่าพวกนางย่อมไม่เกรงกลัวต่ออำนาจของสกุลเซียว

        เพียงเพราะว่าท่าทางในตอนแรกของเซียวซู่ซู่ ทำให้พวกนางดูเหมือนจะรู้สึกไม่พอใจ

        เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น เซียวซู่ซู่ก็มิได้ขยับ ยังคงนั่งนิ่งๆ อยู่ตรงนั้น ถัดจากนางไปอีกสองคนก็คือฮวาเชียนจือ ตั้งแต่ต้นจนจบนางมิได้เอ่ยออกมาสักประโยค เพียงแค่มองดูละครอยู่ตรงนั้นเฉยๆ

        ฮวาเชียนเย่ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก แม้ว่าเขากำลังพูดคุยอยู่กับเซียวเอิน ทว่าตั้งแต่แรกก็ได้จับตาดูเหตุการณ์ทุกอย่างของทางนี้ เขากำลังดูว่าเซียวซู่ซู่จะจัดการกับสตรีเหล่านี้อย่างไร

        เขาไม่อยากจะรู้สึกผิดหวัง


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม