0 Views

        งานชมดอกฉงฮวาได้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลาถึงห้าวันแล้ว ทว่าผู้ที่มาร่วมงานกลับดูครึกครื้นมากขึ้นทุกวัน ความตื่นเต้นดีใจของผู้คนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

        จากแต่เดิมที่เฝ้าจับตาดูว่าใครจะเป็นผู้คว้าตำแหน่งยอดบุปผา กลายมาเป็นการเฝ้าคอยดูว่าเซียวซู่ซู่จะแสดงความสามารถอันใดออกมาให้พวกเขาเห็น

        ทุกการกระทำของนางล้วนสะกดความสนใจของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นบุรุษหรือสตรี ทุกคนล้วนอยากจะรู้ว่านางจะเก่งกาจได้ถึงเพียงใด จะสร้างความแปลกใจเท่าใดให้กับพวกเขา

        ความจริงที่เซียวซู่ซู่เดิมเป็นสตรีปัญญาอ่อนนั้นมีเพียงคนของแคว้นป่ายฮวารับรู้ แต่หลังจากที่ผ่านงานชมดอกฉงฮวา ผู้คนทั่วทั้งสามแคว้นล้วนรับรู้กันโดยทั่ว

        อีกทั้งเรื่องของนางยังถูกล่ำลือกันดุจตำนานอันน่าอัศจรรย์ก็มิปาน บ้างก็พูดว่านางมีเทพเซียนมีสิงสถิตในร่าง บ้างก็ว่านางมีมารปีศาจมาสิงสถิต แน่นอนว่า คำพูดเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้คนแอบซุบซิบกันเงียบๆ

        การแข่งขันประเภทสุดท้ายคือบทกลอน

        เพราะว่าเมื่อวานที่ได้พ่ายแพ้ให้แก่ฮวาเชียนจือไปครั้งหนึ่ง ทำให้ฮวาเชียนจือในตอนนี้โด่งดังในข้ามคืนเพราะสามารถเอาชนะเซียวซู่ซู่ได้ อีกทั้งยังมีคนจำนวนไม่น้อยพากันซุบซิบคาดเดาถึงฐานะของนาง

        ฮวาเชียนจือในตอนนี้เย่อหยิ่งกว่าเวลาทั่วไปอยู่ไม่น้อย นางเชิดหน้าขึ้นพลางก้าวขึ้นไปบนเวทีหยกขาว ท่าทางประหนึ่งไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา ทำให้มีคนรู้สึกไม่ชอบพอนางอยู่มาก

        นางต่างจากเซียวซู่ซู่ เพราะเซียวซู่ซู่มีเพียงแค่บารมีที่ดูสูงส่งเหนือผู้คนโดยธรรมชาติ ต่างจากนางที่ตั้งใจดูถูกเหยียดหยามผู้คน ทำท่าทางประหนึ่งบนโลกนี้ไม่มีใครสูงส่งเท่านางได้อีก

        และก็ไม่ต้องสงสัยว่าการปรากฏตัวของนางได้ทำลายข่าวลือเรื่องที่แคว้นป่ายฮวาไร้ผู้สืบทอดไปแล้ว แน่นอนว่านางเองก็รู้เรื่องที่ฮวาหรูเสวี่ยรับนางกลับมา เพียงเพราะต้องการให้ประชาชนสบายใจว่าสกุลฮวามีทายาท แต่ความจริงที่ว่าจะตั้งใครขึ้นเป็นฮ่องเต้ในอนาคตนั้น ยังไม่อาจสรุปได้

        ฮวาเชียนจือเป็นเพียงแค่ตัวหลอกเท่านั้น ความคิดที่แท้จริงของฮวาหรูเสวี่ยนั้นยากที่จะคาดเดาได้

        กระทั่งฮวาเชียนจือที่คิดว่าตนจะได้ครองตำแหน่งฮ่องเต้ในอนาคตอย่างแน่นอนยังโมโหมีโทสะเป็นอย่างมาก อำนาจที่อยู่เหนือคนนับหมื่นเช่นนี้ ใครบ้างไม่อยากได้ แต่น่าเสียดายที่นางใช้ชีวิตอยู่ด้านนอกมาโดยตลอด ต่อให้มีความคิดแผนการร้ายมากมายเพียงใด แต่ก็ไม่มีผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง

        กระทั่งองค์หญิงที่ไม่เป็นที่โปรดปรานทั้งหลายในวังหลวง ก็ล้วนแต่มีอำนาจเหนือกว่านางกันทั้งนั้น คนที่นางจะสามารถพึ่งพาได้ก็มีเพียงตนเอง ยิ่งไปกว่านั้นข้างกายยังมีคนที่จ้องจัดการนางอยู่ทุกเมื่ออย่างฮวาเชียนเย่

        คนทั้งสองแม้จะเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน แต่ก็ไร้ซึ่งความสนิทสนมฉันพี่น้อง หรือต่อให้มีก็คงถูกอำนาจที่สูงส่งทำให้จืดจาง หรือกระทั่งมลายหายไปแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงแผนการและความหวังร้าย

        “น้องเล็ก สู้ๆ” หลังจากที่เซียวเอินเห็นฮวาเชียนจือเดินขึ้นเวทีพร้อมกับสีหน้าที่ไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตาแล้ว เขาก็รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก แม้ว่าฮวาเชียนจือจะเป็นราชนิกูล แต่เขาก็ไม่แม้แต่จะเห็นนางอยู่ในสายตา เพราะถึงอย่างไรนางก็เป็นองค์หญิงที่ไม่มีคนสนับสนุน ต่อให้สูงส่งแล้วจะอย่างไร

        เซียวซู่ซู่พยักหน้าอย่างแรง มุมปากกระดกขึ้นเป็นรอยยิ้ม รอยยิ้มนั้นอ่อนโยนมาก สำหรับการแพ้ชนะนางมิได้ใส่ใจมาตั้งนานแล้ว อีกทั้งยังหาได้เก็บสิ่งเหล่านั้นมาใส่ใจไม่

        เดิมนางเพียงแค่ต้องการให้องค์ชายเก้าป๋ายหลี่ม่อและแคว้นอ้าวอวิ๋นรู้สึกเสียใจกับการกระทำที่เสียมารยาทของเขาในวันนั้นและการที่เขากล้าขอราชโองการเชิญนางมาร่วมงานชมดอกฉงฮวานี้อีกด้วย แต่ว่าตอนนี้นางกลับต้องการทำเพียงเพื่อไม่ให้ตนต้องเดือดร้อนโดยแสดงออกมาสุดความสามารถของตนเท่านั้น

        นางมิได้ชื่นชอบการมีชื่อเสียงที่โด่งดัง แต่ว่านางไม่อยากจะใช้ชีวิตเหมือนดั่งชาติก่อนของตนอีกแล้ว

        ต่อกลอนความจริงแล้วมิใช่สิ่งที่นางถนัด แต่ว่านางก็ไม่ได้รู้สึกกังวลใจเพราะมันแต่อย่างใด

        บนเวทีมีกลอนท่อนแรกกว่าสิบบทเขียนเรียงเอาไว้อยู่ก่อนแล้ว เงาร่างของฮวาเชียนจือขยับอย่างรวดเร็ว นางได้ยกพู่กันเขียนต่อกลอนท่อนแรกเป็นที่เรียบร้อย และก็มีคุณหนูสกุลผู้ดีหลายคนล้วนเขียนประโยคต่อกันจนครบ แล้วจึงก้าวลงจากเวทีหยกขาวไป

        เซียวเอินและเซียวซู่ซู่เดินขึ้นเวทีไปพร้อมกัน ต่างฝ่ายต่างเขียนประโยคคำกลอนต่อเนื่องกันคนละแบบ ทั้งสองหันหน้ามาสบตากันครั้งหนึ่งก่อนจะส่งมอบรอยยิ้มให้กำลังใจกันและกัน จากนั้นพวกเขาก็หยิบเอาพู่กันที่ชุ่มไปด้วยหมึกสีดำเข้ม แล้วเริ่มโบกสะบัดมันออกไป

        เมื่อรอจนสองพี่น้องก้าวลงจากเวทีแล้ว ผู้คนทั้งหลายถึงจะได้มองดูผลงานของพวกเขาโดยละเอียด

        ที่แท้เซียวซู่ซู่ก็ได้เลือกต่อบทกลอนชื่อดังท่อนที่ยากที่สุด โดยท่อนบนเขียนว่า ผีผาบรรเลงครึกครื้น อ๋องทั้งแปดล้วนสูงส่งงามสง่าเหนือผู้คน

        เซียวซู่ซู่เขียนท่อนล่างว่า ท่ามกลางผีสางปีศาจ ผีน้อยทั้งสี่ล้วนสร้างความวุ่นวายไม่รู้จบ

        เป็นการต่อประโยคกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้เกิดเสียงถกเถียงพูดคุยของผู้คนขึ้นอีกครั้ง

        ความจริงแล้วการแข่งขันบทกลอนในวันนี้ มิสู้เรียกว่าเป็นการแข่งการต่อท่อนล่างของโคลงกลอนจะเหมาะสมมากกว่า แต่ว่าทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงแค่ชื่อเรียกที่ใช้ในงานชมดอกฉงฮวาเท่านั้น

        สำหรับกลอนคู่นี้ถือเป็นกลอนคู่ที่เก่าแก่โบราณเป็นอย่างมาก วีรบุรุษและบัณฑิตผู้มากความสามารถจำนวนมากล้วนพ่ายแพ้ต่อมันมาแล้วทั้งนั้น

        วันนี้เซียวซู่ซู่กลับไม่ต้องใช้แม้แต่เวลาตริตรอง นางหยิบพู่กันขึ้นมาก็ลงมือเขียนลงไปทันที ทำให้ความรู้สึกนับถือของผู้คนที่มีต่อนางเพิ่มขึ้นอีกครั้ง พวกเขารู้สึกว่านางคือสิ่งมหัศจรรย์อย่างแท้จริง

        ยังมิต้องพูดถึงว่าผลลัพธ์เป็นอย่างไร แค่ตอนนี้เซียวซู่ซู่ก็ได้ชนะใจและรับคำชื่นชมมาจากทุกคนในงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

        “ต่อได้ดี” สวี่เว่ยหรานยกนิ้วโป้งขึ้นมาให้กับเซียวซู่ซู่ ความสนใจของเขาที่มีต่อนางเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ

        “สมบูรณ์แบบจริงๆ อีกทั้งความหมายคำเปรียบเปรยยังสอดคล้องกันอีกด้วย” เฮ้ออี้เทียนมิได้มีรอบรู้ด้านกาพย์กลอนมากนัก จึงทำได้เพียงแค่ออกความคิดเห็นเช่นนี้พลางหันไปมองทางเซียวซู่ซู่ที่ได้กลับไปนั่งประจำตำแหน่งเช่นกัน “น่าเสียดายที่เป็นสตรีของแคว้นป่ายฮวา”

        “ทำไมหรือ? พี่เฮ้อคิดว่ามีอันใดไม่เหมาะ?” สวี่เว่ยหรานยิ้มออกมาจางๆ ก่อนจะดึงสายตาของตนกลับมามองทางเฮ้ออี้เทียน

        เฮ้ออี้เทียนเองก็อายุย่างเข้าสามสิบแล้ว นอกจากไออาฆาตที่กระจายอยู่บนใบหน้าและบุคลิกของจอมยุทธ์แล้ว เขาก็ถือได้ว่าเป็นบุรุษรูปโฉมหล่อเหลาผู้หนึ่ง

        เพียงแต่ว่าเขาท่องเที่ยวยุทธภพมาเป็นเวลานาน ทำให้ไม่สนใจความรู้สึกรักใคร่ของหนุ่มสาวแล้ว เขามุ่งมั่นเพียงแต่จะมีชื่อเสียงโด่งดังในโลกของมือสังหาร แต่กลับเป็นเพราะม่อเวิ่นเฉินทำให้เขาชื่อเสียงของเขาพังทลายไปอย่างย่อยยับภายในค่ำคืนเดียว

        ตอนนี้ได้ยินสวี่เว่ยหรานเอ่ยถามเช่นนั้น ใบหน้าของเขากลับขึ้นสีแดงระเรื่อ

        คนเช่นนี้ มิได้มีเล่ห์เหลี่ยมอันใดมากนัก ชอบก็คือชอบไม่อ้อมค้อม เป็นคนที่คู่ควรแก่การฝากเนื้อฝากตัวมากเสียยิ่งกว่าบุรุษที่ทำให้หญิงสาวนับหมื่นต้องหวั่นไหวอย่างอดไม่ได้แบบสวี่เว่ยหรานอยู่มากนัก

        แต่ว่าในโลกที่กว้างใหญ่เช่นนี้ เขากับเซียวซู่ซู่กลับไร้ซึ่งโอกาสที่จะเกี่ยวพันธ์กัน

        เฮ้ออี้เทียนที่ใบหน้ายังคงมีสีแดงระเรื่ออ้ำอึ้งอยู่นาน ก่อนจะแหงนหน้าขึ้นแล้วยกมือขึ้นเกาหัวของตน “เพียงแต่ว่าน่าเสียดายที่เป็นสตรีแคว้นป่ายฮวา”

        ก่อนจะเอ่ยเสริมออกมาอีกประโยคหนึ่ง

        ทำให้สวี่เว่ยหรานอดมิได้ที่จะหัวเราะออกมาเสียงดัง “นั่นสินะ น่าเสียดายอยู่บ้างจริงๆ”

        อย่างที่รู้กันว่า นอกจากการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างแคว้นแล้ว สตรีของแคว้นป่ายฮวานั้นล้วนแต่งสามีเข้าเท่านั้น

        บุรุษแคว้นโยวเจิ้นและแคว้นอ้าวอวิ๋นล้วนจะไม่ทำการผูกสัมพันธ์รักใคร่กับสตรีของแคว้นป่ายฮวาโดยง่าย

        เซียวซู่ซู่ เขาสวี่เว่ยหรานนั้นนึกสนใจ แต่ก็เป็นเพียงแค่ความสนใจเท่านั้น

        สำหรับเขา สตรีนั้นมิใช่สิ่งที่เขาจะผูกใจรักใคร่อย่างแท้จริงมาโดยตลอด ทุกอย่างทำเพื่อผลประโยชน์เท่านั้น

        “ข้าเสียใจกับการกระทำของตนเองแล้ว” เมื่อเห็นท่อนล่างของกลอนที่ดูธรรมชาติไร้กฏเกณฑ์ดุจสายลมของเซียวซู่ซู่แล้ว องค์ชายเก้าป๋ายหลี่ม่อก็เอ่ยออกมาเบาๆ เขามิได้หันไปมองหนานกงม่อ เสมือนว่าประโยคเมื่อครู่เขาเอ่ยให้ตัวเองฟัง

        หนานกงม่อนิ่งอึ้งไป คนที่เย่อหยิ่งอย่างป๋ายหลี่ม่อกลับพูดประโยคเช่นนั้นออกมา ดูเหมือนว่า เขาจะถูกเสน่ห์ของเซียวซู่ซู่ทำให้ลุ่มหลงแล้วจริงๆ

        แน่นอนว่า ใจของเขาเองก็ลุ่มหลงนางมาตั้งแต่แรกแล้ว ความสามารถที่เก่งกาจเช่นนั้นประกอบกับความงดงามดุจเทพเซียนก็มิปาน จะมีสักกี่คนที่ไม่หวั่นไหวต่อนางกัน

        ป๋ายหลี่ม่อกำหยกสลักรูปหงส์ของตนไว้แน่น ใบหน้าของเขาเป็นสีขาวซีดเล็กน้อย

        “ท่านคิดจะทำอย่างไร?” หนานกงม่อมองดูการกระทำของเขาก่อนจะเอ่ยถามออกมาเบาๆ

        “ข้าคิดจะขอคืนคำพูดที่ถอนหมั้นเซียวซู่ซู่กลับมา” องค์ชายเก้าป๋ายหลี่ม่อเอ่ยแต่ละคำออกมาอย่างชัดเจน สายตาของเขาจับจ้องไปที่เซียวซู่ซู่ที่กำลังเอ่ยพูดคุยกับเซียวเอินอย่างสนุกสนาน

        เดิมเขาก็เป็นคนที่ตัดสินคนจากภายนอกอยู่แล้ว

        หนานกงม่อยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น เขาคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าป๋ายหลี่ม่อจะเอ่ยประโยคเช่นนี้ออกมา “แต่ว่า…”

        “ข้ารู้ ตอนนั้นคนที่ตัดสินใจจะถอนหมั้นก็คือข้า แต่ว่าตอนนี้ข้าต้องการให้ฮ่องเต้หญิงฮวาหรูเสวี่ยถอนคำสั่งกลับคืนมา” ป๋ายหลี่ม่อกลับได้ตัดสินใจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สีหน้าของเขาเด็ดเดี่ยวและมั่นคงมาก

        เขาไม่คิดที่จะทำให้การผิดพลาดเพียงก้าวเดียวของตนทำให้เขาพลาดไปชั่วชีวิต ฮ่องเต้หญิงฮวาหรูเสวี่ยเป็นคนเช่นไร ป๋ายหลี่ม่อนั้นรู้ดี

        สถานการณ์ของทั้งสามแคว้นอันตรายถึงเพียงนี้ ขอเพียงมีสองแคว้นร่วมมือกัน ก็จะสามารถทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไปได้

        เซียวซู่ซู่ผู้นี้จะต้องกลายเป็นหมากตัวหนึ่งในมือของฮวาหรูเสวี่ยอย่างแน่นอน เช่นนั้นเขาป๋ายหลี่ม่อก็จะต้องแย่งหมากตัวนั้นมาไว้ก่อน

        ตอนนี้หนานกงม่อนั้นไม่รู้จะเอ่ยคำใดออกมาอีก แม้ว่าเขาเองก็อยากจะทำดั่งป๋ายหลี่ม่อ แต่ก็รู้ว่าตนนั้นทำไม่ได้

        เขาเป็นเพียงแค่ขุนนางคนหนึ่ง ไม่มีสิทธิ์อะไรจะไปแย้งกับองค์ชาย ทำได้เพียงแค่มองไปทางเซียวซู่ซู่ที่เจิดจรัสอยู่ห่างๆ แม้ว่าภายในใจจะรู้สึกไม่ยินยอมก็ตาม

        “ป๋ายหลี่ม่อจะต้องไม่ยอมรามือแน่ เพราะฉะนั้นพวกเราก็ต้องเริ่มลงมือแล้ว” และตอนนี้สวี่เว่ยหรานก็มิได้เอ่ยหยอกล้อเฮ้ออี้เทียนอีก แต่กลับพูดอย่างจริงจังออกมากะทันหัน

        “อะไรนะ?” เฮ้ออี้เทียนตอนนี้รู้สึกงุนงงอยู่ไม่น้อย

        “เจ้าลืมแล้วหรือ จุดประสงค์ที่พวกเรามาที่นี่” สวี่เว่ยหรานมีสีหน้าจริงจัง แววตาแฝงไปด้วยความชั่วร้าย

        “ให้การร่วมมือระหว่างแคว้นป่ายฮวาและแคว้นอ้าวอวิ๋นล้มเหลว” เฮ้ออี้เทียนเองก็มีสีหน้าจริงจังขณะเอ่ยตอบสวี่เว่ยหราน เป็นความจริงที่ว่าตอนแรกที่มีคนเอาความลับไปบอกป๋ายหลี่ม่อว่าคุณหนูเล็กแห่งสกุลเซียวนั้นเป็นสตรีปัญญาอ่อน ซึ่งนั่นก็ล้วนเป็นสิ่งที่สวี่เว่ยหรานได้วางแผนเอาไว้

        จุดประสงค์ในตอนแรกคือการทำลายรูปแบบการร่วมมือหนึ่งร้อยปีระหว่างแคว้นป่ายฮวาและแคว้นอ้าวอวิ๋น


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม