0 Views

        เหลยอวี๊เฟิงเองก็แอบลอบยิ้ม แคว้นเล็กๆ อย่างแคว้นป่ายฮวานี้หาได้อยู่ในสายตาของเขาไม่ คนที่เขาอยากได้ จะต้องเอามาให้ได้

        แน่นอนว่าฮวาหรูเสวี่ยเองก็เข้าใจถึงจุดนี้ แต่ว่านางยังไม่อยากเอาไพ่ไม้ตายของตนเองแสดงออกมาให้คนเห็นเร็วถึงเพียงนี้ นางยังอยากจะดูอยู่ว่าเซียวซู่ซู่ผู้นี้จะมีความสามารถถึงเพียงใด

        ถ้าหากมีเพียงแค่ความสามารถทางการแสดงฝีมือเช่นนี้ นางก็สามารถหักห้ามใจยกนางให้ผู้อื่นได้

        งานชมดอกฉงฮวาได้กลายเป็นงานเลี้ยงสำหรับเซียวซู่ซู่เพียงคนเดียวแล้ว ตอนนี้ผู้ที่มาร่วมงานล้วนเฝ้ารอการแสดงของนาง ล้วนเฝ้ารอความประหลาดใจที่นางจะนำมาให้กับพวกเขา หลังจากที่นางลงจากเวที หนุ่มสาวที่จะต้องขึ้นเวทีหยกขาวต่อก็มีสีหน้าซีดขาวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

        เพราะฉะนั้น ตอนนี้เซียวซู่ซู่กำลังได้รับความสนใจจากท่านอ๋อง องค์ชายและขุนนางยศสูงจำนวนมาก ซ้ำยังรวมไปถึงรัชทายาทจากทั้งสองแคว้น และองค์ชายผู้เป็นที่โปรดปรานของแคว้นหนึ่งอีกด้วย แต่ว่าเหนือกว่าสิ่งเหล่านั้นคือสายตาอิจฉาริษยาที่ส่งมาจากคนหนุ่มสาวทั้งหลายในงาน

        ทว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนไม่อยู่ในสายตาของเซียวซู่ซู่ นางเดินมาถึงจุดนี้แล้ว มีเพียงแต่ต้องเดินต่อไปเท่านั้น

        นางมิได้รู้สึกเสียใจกับการที่ทำให้ตนเองโดดเด่นเป็นที่จับตามอง เพราะว่าชาตินี้นางจะต้องมีชีวิตอย่างโดดเด่นเป็นสง่า สามารถมีพลังอำนาจอยู่ในกำมือของตนเอง และตอนนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น

        วันนั้นจวนสกุลเซียวได้จัดงานเลี้ยงใหญ่โต ทั้งหมดนั้นก็เพียงเพื่อฉลองชื่อเสียงอันเลื่องลือเป็นที่ประจักษ์ของเซียวซู่ซู่ และเซียวซู่ซู่เองก็ร่วมฉลองกับคนในครอบครัวอย่างมีความสุข มิได้มีท่าทีถ่อมตนหรือหยิ่งทะนงทั้งสิ้น

        การแข่งขันประเภทที่สี่คือฝีมือการวาดภาพ

        “วันนี้ข้าก็ยังคงตั้งตารอดูการแสดงของนางเช่นเคย” สวี่เว่ยหรานยังคงสวมใส่เสื้อขาวสะอาด บริสุทธิ์ไม่มีสิ่งใดแปดเปื้อน พร้อมท่วงท่าที่สง่างามเปี่ยมเสน่ห์

        แต่ในประกายในดวงตากลับสะท้อนความคิดที่แฝงอยู่ในใจของเขาออกมา เขากำลังพินิจพิจารณาดูเซียวซู่ซู่ และยิ่งได้สั่งคนออกไปตรวจสอบเรื่องราวเกี่ยวกับนาง เขาอยากจะรู้เสียจริงว่า นางผู้ที่พึ่งฟื้นขึ้นมานี้ เหตุใดถึงได้มีความสามารถที่เก่งกาจเหนือผู้คนได้

        “ได้ยินมาว่ามีคนคิดอยากจะท้าทายนางอยู่” บุรุษชุดดำที่อยู่ด้านข้างสวี่เว่ยหรานเอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้มจางๆ “หลายวันมานี้ชื่อเสียงของนางโด่งดังเกินไปแล้ว”

       “พี่เฮ้อคงมิรู้ ว่านิสัยพื้นเดิมของหนานเจียงเป็นพวกเปิดกว้างมาโดยตลอด เรื่องเช่นนี้ถือเป็นสิ่งที่ปกติเป็นอย่างมาก” สวี่เว่ยหรานส่ายศีรษะ ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างมิถือเป็นเรื่องใหญ่อันใด

        คนที่อยู่ข้างกายเขาก็คือประมุขหอเงาคม เฮ้ออี้เทียน

        ตอนแรกเขาได้นำนักฆ่าจำนวนมากบุกเข้าสังหารตำหนักอ๋องติ้งเป่ยโหว แต่สุดท้ายกลับต้องจากไปด้วยความโกรธแค้น

        ตั้งแต่สมรภูมิครั้งนั้น ชื่อเสียงของเขาที่ต้าเยียนก็พังยับเยินไม่มีชิ้นดี เพราะไร้ซึ่งหนทางอื่นทำให้เขาต้องเคลื่อนย้ายหอเงาคมมาที่หนานเจียง

        เมื่อมาถึงหนานเจียง เขาก็ได้รับความชื่นชมและดูแลเป็นอย่างดีจากรัชทายาทแคว้นโยวเจิ้น สวี่เว่ยหราน กลายเป็นข้ารับใช้ภายใต้องค์รัชทายาท

        แน่นอนว่า ในทางเปิดเผยนั้นไม่มีผู้ใดรู้ถึงฐานะที่แท้จริงของเฮ้ออี้เทียน เขามีตัวตนอยู่ในฐานะองครักษ์ข้างกายของรัชทายาทแคว้นโยวเจิ้นเท่านั้น

        หอเงาคมของเขาได้ทำงานลับๆ ให้แก่สวี่เว่ยหราน และในขณะที่คนทั้งสองกำลังพูดคุยกันก็มีหญิงสาวกว่าสิบคนเดินขึ้นไปบนเวทีหยกขาว หนึ่งในนั้นก็คือเซียวซู่ซู่

        ไม่ว่านางจะแต่งตัวเรียบง่ายไม่โดดเด่นสักเพียงใด แต่แค่เพียงมองผ่านๆ ก็สามารถมองเห็นนางได้โดยทันที เพราะว่านางมีบารมีที่สูงส่งเหนือผู้คนแผ่ออกมา

       “ฮวาเชียนจือ…” เฮ้ออี้เทียนตื่นตกใจพลางตะโกนออกมาเสียงต่ำ

        ทำให้คนรอบข้างมองเขาด้วยสายตาไม่สบอารมณ์

        สวี่เว่ยหรานเองก็หันไปมองทางสตรีที่เฮ้ออี้เทียนนั้นมองอยู่ ดวงตาของเขาก็มีประกายปรากฏขึ้น แม้ว่าฮวาเชียนจือจะไม่ได้มีบารมีที่สง่างามดุจเซียวซู่ซู่ และไม่มีรูปโฉมที่งามสะกดสายตาผู้คนเช่นเซียวซู่ซู่ แต่นางก็จัดว่าเป็นสาวงามเปี่ยมเสน่ห์ผู้หนึ่งของแผ่นดิน

        “ฮวาเชียนจือ…แซ่ฮวานี้ถือเป็นแซ่ประจำแคว้นมิใช่หรือ” สวี่เว่ยหรานมองไปที่เฮ้ออี้เทียนด้วยสีหน้าเรียบนิ่งพลางเอ่ยออกมาเบาๆ

        “ใช่แล้ว” เฮ้ออี้เทียนเหมือนจะนึกอะไรออกมาได้พลางยกมือขึ้นลูบคางของตัวเองเบาๆ “ถ้าเป็นเช่นนั้น…ก็แสดงว่านางคือธิดาของฮ่องเต้หญิง…แต่ว่า ทำไมหลายปีมานี้ นางถึงได้อาศัยอยู่ที่ตำหนักอ๋องติ้งเป่ยโหว…”

        เพียงประโยคเดียวก็จุดประกายในดวงตาทั้งสองของสวี่เว่ยหรานขึ้น “เจ้าหมายความว่า ฮ่องเต้หญิงเกี่ยวข้องกับอ๋องติ้งเป่ยโหว…”

        เพียงชั่วพริบตาเดียว ก็มีเรื่องให้ต้องตกตะลึงไม่น้อย

        อำนาจของอ๋องติ้งเป่ยโหวนั้น ไม่มีผู้ใดบนแผ่นดินนี้ไม่รู้ ต่อให้อยู่ที่หนานเจียง พวกเขาก็รู้ว่าการมีตัวตนของเขาเป็นดุจเทพแห่งสงครามก็มิปาน และในขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกัน สาวงามบนเวทีก็ได้เริ่มฝนหมึก ลงมือวาดภาพกันแล้ว

        เสียงด้านล่างเวทีนั้นเบามาก แน่นอนว่าคนที่ทุกคนให้ความสนใจที่สุดยังคงเป็นเซียวซู่ซู่

        เซียวซู่ซู่นั้นมิได้รับเสียงโห่ร้องชื่นชมดั่งเช่นการแข่งขันสามประเภทก่อนหน้านี้ แต่กลับวาดภาพดอกโบตั๋นที่มีคะแนนเสมอกับภาพของฮวาเชียนจือ

        การปรากฏตัวของฮวาเชียนจือทำให้เซียวซู่ซู่ตกตะลึงไม่น้อย แต่นางกลับไม่ได้แสดงท่าทีอันใดออกมา

        ในตอนที่เซียวซู่ซู่ก้าวเท้าขึ้นเวทีหยกขาว เมื่อแหงนหน้าขึ้นมองก็พบว่าสตรีที่สวมชุดสีแดงสดที่ยืนอยู่ข้างตนคือฮวาเชียนจือ นางยังคงมีท่าทียิ่งยโส สายตาไม่มีผู้ใดเช่นเคย มีเพียงแววตาคู่นั้นที่แฝงด้วยความโศกเศร้าเล็กน้อย

        เซียวซู่ซู่อยากจะรู้จริงๆ ว่างานแต่งงานของนางเป็นเช่นใดบ้าง?

        เช่นนั้น การที่นางปรากฏตัวที่นี่ ก็แสดงว่าม่อเวิ่นเฉินก็ต้องปรากฎตัวด้วยเช่นกันใช่หรือไม่

        เมื่อคิดว่าถึงตรงนี้ มือของนางก็สั่นออกมาอย่างควบคุมไม่อยู่ ทำให้ภาพดอกโบตั๋นมีจุดบกพร่องเล็กน้อย มิอาจคว้าชัยชนะได้เหมือนดั่งครั้งก่อน

        แต่ก็ยังคงทำให้คนที่อยู่โดยรอบรู้สึกชื่นชมออกมาจากใจจริง ภาพโบตั๋นภาพนั้นวาดด้วยฝีมือปรานีต แฝงด้วยจิตวิญญาณของดอกไม้ ลายเส้นพลิ้วไหวละเอียดอ่อน เป็นผลงานชั้นเยี่ยม ทำให้ดอกโบตั๋นในภาพดูเหมือนดอกโบตั๋นที่เบ่งบานในทุ่งดอกไม้จริงๆ หาใช่แค่ภาพวาด

        และภาพวาดของฮวาเชียนจือคือภาพวาดของสาวงามกำลังเล่นน้ำ ลายเส้นพลิ้วไหลดุจมีชีวิต ทุกรายละเอียดถูกวาดออกมาอย่างไม่ขาดหาย ทำให้ภายดูงดงามราวกับมีชีวิต อีกทั้งรูปแบบของภาพวาดนี้ยังต้องใช้ฝีมือเป็นอย่างมาก ซ้ำยังยากที่จะวาดให้งดงามได้ถึงเพียงนี้

        สี่วันมานี้ หญิงอัจฉริยะที่ถูกผู้คนของหนานเจียงเอ่ยชมไม่ขาดปากก็ได้ถูกฮวาเชียนจือที่พึ่งปรากฏตัวเอาชนะไปได้ นี่ก็ทำให้คนที่อยู่ในงานรู้สึกแปลกใจมิน้อย อีกทั้งพวกเขายังเริ่มคาดเดากันต่างๆ นาๆ ว่าสตรีที่พึ่งปรากฏตัวผู้นี้เป็นใครกันแน่

        อีกทั้งนางยังนั่งอยู่ด้านข้างของฮ่องเต้หญิงฮวาหรูเสวี่ยอีกด้วย ดูจากรูปโฉมของนางแล้วช่างละม้ายคล้ายกับองค์ชายเพียงผู้เดียวของแคว้นป่ายฮวา

        แน่นอนว่า ตั้งแต่ฮวาเชียนจือปรากฎตัว ฮวาเชียนเย่ก็สำรวมตัวขึ้นมาก ตำแหน่งทีนั่งของเขาก็ห่างจากฮ่องเต้หญิงฮวาหรูเสวี่ยไกลกว่าเดิมไม่น้อย ทั่วทั้งร่างเขาแผ่ไอแห่งความขุ่นมัวและเยือกเย็นออกมา ทำให้ผู้คนไม่กล้าที่จะเข้าใกล้ และก็ทำให้ผู้คนไม่คิดที่จะเข้าใกล้ด้วย

        เซียวซู่ซู่นั้นรู้ถึงฐานะของฮวาเชียนจือมาตั้งแต่แรกแล้ว เพียงแต่ว่าการปรากฏตัวของฮวาเชียนจือทำให้นางตกใจไม่น้อย แต่ที่มากกว่านั้นคือความเกลียดแค้น แน่นอนว่าคนที่นางเกลียดแค้นมากกว่านั้นคือม่อเวิ่นเฉิน บางที อาจเป็นเพราะยิ่งรักมากเท่าใด ก็ยิ่งเกลียดมากเท่านั้นกระมัง

        “ฮวาเชียนจือ”

        ป๋ายหลี่ม่อเองก็เอ่ยคำสามคำนั้นออกมาซ้ำๆ เบาๆ แซ่ฮวา ทุกคนล้วนรู้กันว่าแซ่นั้นเป็นแซ่ของแคว้นป่ายฮวา และการที่ฮวาเชียนจืออยู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นนั้นหมายความว่าอย่างไร ทุกคนเองก็ย่อมจะเข้าใจ

        หลายปีมานี้ การแก่งแย่งชิงดีในวังหลวงมีมาไม่หยุดหย่อน เพียงเพราะฮวาหรูเสวี่ยไม่มีธิดา เช่นนั้น ตอนนี้ฮวาเชียนจือยืนอยู่ตรงนี้แล้ว อีกทั้งยังทำตัวโดดเด่นสะดุดตาผู้คนเช่นนี้ นี่ก็ถือเป็นการประกาศแล้วว่า ผู้ที่จะมารับตำแหน่งผู้ดูแลแคว้นป่ายฮวาในอนาคตนั้นมีตัวตนมาโดยตลอด

        แน่นอนว่า สายตาของคนส่วนมากยิ่งหันไปจับจ้องทางด้านฮวาเชียนเย่

        แม้ว่าเขาจะเป็นบุรุษ แต่ว่าแคว้นโยวเจิ้นและแคว้นอ้าวอวิ๋นก็ล้วนให้ความสนใจในตัวเขา ไม่ว่าจะเป็นการใช้แผนการหรือว่าการลงมือดำเนินการ ใช้วิธีชั่วร้าย ก็ยากที่จะมีใครมาเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้ การมีอยู่ของเขาทำให้แคว้นทั้งสองรู้สึกหวั่นระแวงอยู่ไม่น้อย แต่ตอนนี้ ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปแล้ว

        “ดูเหมือนว่า แคว้นป่ายฮวาจะมีละครสนุกให้ดูเสียแล้ว” หนานกงม่อเองก็ยิ้มออกมา แต่รอยยิ้มของเขากลับดูไม่ค่อยหวังดีเท่าใดนัก สำหรับแคว้นที่เห็นสตรีสูงส่งกว่าบุรุษนั้น พวกเขามิเคยรู้สึกเห็นดีเห็นงามด้วยมาโดยตลอด

        ถ้าหากมิใช่เพราะรากฐานที่มั่นคงที่ทางบรรพบุรุษสร้างมา และการควบคุมของวัดคลื่นจันทราแล้ว แคว้นป่ายฮวาก็ไม่มีทางจะอยู่ยืนหยัดได้ถึงหนึ่งพันปีนี้อย่างแน่นอน

        “อืม ฮวาเชียนจือผู้นี้ก็ไม่ใช่คนที่จะรับมือได้โดยง่าย เกรงว่าจะต้องยากลำบากไม่น้อย” แต่ป๋ายหลี่ม่อกลับหันไปมองทางเซียวซู่ซู่ ดูสีหน้าที่ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะก็สงบนิ่งของนาง ความรู้สึกนับถือในใจก็ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น

        สี่วันมานี้ เขากำลังอยู่ในอารมณ์ที่ขุ่นมัวเสมอ เพราะเขารู้สึกว่าการที่เซียวซู่ซู่สามารถมีชื่อเสียงโด่งดังได้ก็เป็นเพราะว่านางเปลี่ยนจากสตรีปัญญาอ่อนกลายเป็นหญิงอัจฉริยะมากความสามารถ แต่ตอนนี้ เขารู้สึกจริงๆ แล้วว่าสตรีเช่นนี้ ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็ล้วนโดดเด่นเป็นสง่า นางเกิดมาก็เพื่อเป็นเหมือนสมบัติล้ำค่าที่ผู้คนต้องชื่นชม

        หนานกงม่อหรี่ตาลงเล็กน้อย “ทว่า ควรจะตรวจสอบเสียหน่อย เกี่ยวกับอดีตทั้งหมดของนาง”

        คนที่อยู่ในงาน ผู้ที่รู้จักฮวาเชียนจือดีที่สุดนั้นมีเพียงเซียวซู่ซู่และเหลยอวี๊เฟิง เพราะฉะนั้นคนทั้งสองถึงได้มีท่าทีสงบนิ่งที่สุด

        แน่นอนว่าในใจของเซียวซู่ซู่ก็ยังคงมีคำถาม ดูจากการแต่งตัวของฮวาเชียนจือแล้ว ไม่เหมือนกับสตรีที่ออกเรือนแล้ว เช่นนั้น…

        เซียวซู่ซู่ส่ายศีรษะ ก่อนจะยิ้มเย้ยหยันตัวเอง นางกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ ต่อให้ฮวาเชียนจือไม่อาจแต่งงานกับม่อเวิ่นเฉินได้แล้วจะอย่างไร ทุกอย่างก็ไม่เกี่ยวข้องกับนางอยู่ดี

        “ซู่ซู่…เจ้าไม่สบายหรือ?” มิรู้ว่าฮูหยินเฒ่าเดินมาตั้งแต่เมื่อไหร่ นางมองไปที่เซียวซู่ซู่พลางยกมือขึ้นตบลงบนไหล่ของเซียวซู่ซู่เบาๆ

        วันนี้เซียวซู่ซู่ดูไม่ค่อยเหมือนเช่นปกติเท่าใดนัก คนอื่นดูไม่ออก แต่ความเปลี่ยนแปลงแม้เพียงน้อยนิดของเซียวซู่ซู่ก็ไม่อาจรอดพ้นจากสายตาของฮูหยินเฒ่าไปได้


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม