0 Views

          แววตาของเซียวซู่ซู่ทำให้ป๋ายหลี่ม่อนิ่งค้างอยู่ตรงนั้น วันนั้นเขามิได้เห็นหน้าของเซียวซู่ซู่ชัดเท่าใดนัก จึงไม่มั่นใจว่าสาวน้อยที่นั่งอยู่ในตำแหน่งหัวหน้าของสกุลเซียวนั้นจะใช่…ผู้ถูกลือว่าเป็นหญิงปัญญาอ่อนผู้นั้นหรือไม่

          ถ้าหากเป็นหญิงปัญญาอ่อนจริง นางจะสามารถมีบารมีและความโดดเด่นสง่างามรวมถึงแววตาเช่นนั้นได้อย่างนั้นหรือ?

          แววตานั้นของนางทำให้ในชั่วขณะหนึ่ง เขามิอาจลืมเลือนหรือละสายตาจากมันไปได้

        การที่ไม่อาจละสายตาไปได้นั้นหาได้เกี่ยวข้องกับรูปโฉมที่งดงามไร้ที่ติของเซียวซู่ซู่ไม่ แต่เป็นเพียงแค่แววตาของนาง

        แต่เซียวซู่ซู่มิได้แลมองไปทางเขาต่อ นางรีบดึงสายตาของตนกลับมา สิ่งที่นางต้องการก็คือการทำให้บุรุษผู้นี้นึกเสียใจกับการกระทำทั้งหมดของตน

        วันนี้นางมิได้ต้องการจะยื้อเอาการหมั้นหมายของคนทั้งสองกลับมา แต่กลับทำเพื่ออยากให้ป๋ายหลี่ม่อรู้ว่า สกุลเซียวนั้นมิใช่คนที่เขาจะมาหมิ่นหยามได้ง่ายๆ

        เสียงพิณค่อยๆ ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง หนุ่มสาวเดินขึ้นๆ ลงๆ สวนกันไปมา ท่าทางและสีหน้าของพวกเขาล้วนแตกต่างกันออกไป

        แต่ว่าสิ่งเหล่านั้นก็มิได้ส่งผลกระทบต่อผู้ที่กำลังชมการสดง เพราะสำหรับพวกเขาแล้ววันนี้นับว่าเป็นบุญตาอย่างมากแล้ว บุรุษสตรีที่มิได้มีรูปโฉมและฝีมือที่เก่งกาจก็ล้วนมิกล้ามาแสดงความสามารถให้ขายหน้าเช่นกัน

        เมื่อถึงคราของเหล่าบุรุษของสกุลเซียวนั้น บรรยากาศโดยรอบก็เงียบสงบผิดปกติ

        เหล่าขุนนางยศสูงของแคว้นป่ายฮวาล้วนหันไปมองทางเวทีกันอย่างพร้อมเพียง เป็นที่รู้กันว่าบุรุษสกุลเซียวนั้นถือเป็นตัวแทนทางด้านภาพลักษณ์ของเมืองอวิ๋นมาโดยตลอด พวกเขามิเพียงมีรูปร่างที่สูงโปร่ง โครงหน้าก็หล่อเหลากันทุกคน อีกทั้งความสามารถยังเหนือกว่าผู้อื่นถึงขั้นหนึ่ง

        ยอดบุปผาของกลุ่มบุรุษนั้นก็มักจะเป็นสกุลเซียวที่คว้าชัยไปได้

        วันนี้ผู้ที่มีหวังจะคว้าตำแหน่งยอดบุปผาก็คือบุตรชายคนโตของเซียวเหยียน เซียวเอิน เพราะฉะนั้นการปราฏตัวบนเวทีของเขาก็ถือเป็นที่จับตามองของผู้คน

        เซียวเอินดีดบรรเลงเพียงหนึ่งเพลงแล้วจึงค่อยๆ เดินลงจากเวทีไป ท่าทางบรรเลงของเขามิได้อ่อนนุ่ม แต่กลับแฝงด้วยความแข็งแกร่งของบุรุษอยู่ไม่น้อย ทำให้ผลคะแนนของเขาลดลงไปกว่าที่คาดไว้มาก

        ทว่าเขาหาได้ใส่ใจไม่ งานชมดอกฉงฮวานั้นมิเคยอยู่ในสายตาของเขามาก่อน โดยปกติแล้วสิ่งที่เขาให้ความสนใจนั้นมิใช่กาพย์กลอนพิณดนตรี แต่กลับเป็นศิลปะการต่อสู้

        แม้ว่าเซียวเหยียนจะคัดค้านต่อการฝึกฝนการต่อสู้ของเขาเป็นอย่างมาก ทว่าฮูหยินเฒ่ากลับให้การสนับสนุน เพราะฉะนั้น ยามว่างเขามักจะเอาเวลาไปฝึกฝนกระบวนดาบของตนอยู่เสมอ

        ท่าทางแข็งแกร่งของบุรุษเมื่อครู่ทำให้คะแนนของเขาลดต่ำไปมาก ทว่าก็ยังคงได้รับเสียงปรบมืออย่างดังสนั่นกลับมา

        โครงหน้าของเขาผสมผสานระหว่างความอ่อนโยนและแข็งแกร่ง ความสง่างามที่เผยออกมาโดยธรรมชาติก็ทำให้สตรีจำนวนไม่น้อยเกิดอาการหวั่นไหว

        เซียวซู่ซู่เห็นภาพเหล่านั้นกับตาของตน มุมปากที่กระดกยิ้มของนางก็พลอยเด่นชัดขึ้นไปด้วย พี่ชายผู้นี้ของนางช่างเป็นที่โปรดปรานของผู้คนเสียจริงๆ โดยปกติแล้วนางมิได้ทันสังเกตเท่าใดนัก

        เซียวเอินที่กลับมานั่งประจำที่ของตนแล้วก็ยกมือขึ้นลูบศีรษะเล็กๆ ของเซียวซู่ซู่เบาๆ “เจ้ายังจะยิ้มอยู่อีก…” ทำให้เซียวซู่ซู่หัวเราะออกมาเสียงดัง

        ในร่างของนางคือดวงวิญญาณของซูฉีฉี เดิมนางเกิดในแคว้นต้าเยียน แม้ว่าจะมาอยู่ที่นี่ได้เป็นระยะเวลาถึงสองเดือนแล้ว แต่ว่านางก็ยังคงไม่อาจยอมรับสถานภาพที่สตรีสูงส่งและบุรุษต่ำต่อยอยู่ดี เพราะว่ามันช่างต่างกับชีวิตในชาติก่อนของนางลิบลับ เรื่องนี้นางจำเป็นต้องใช้เวลาในการคุ้นชินกับมัน

        “รอจนน้องชายคนเล็กแสดงเสร็จก็จะถึงตาเจ้าแล้ว” เซียวเอินมีสีหน้าเอือมระอา สำหรับน้องสาวคนนี้ นอกจากความรักใคร่แล้วเขาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับนางได้อีก จึงได้แต่ยอมให้นางหัวเราะเสียงดังใส่ตน อย่างมากที่สุดเขาก็แค่กลายเป็นตัวสร้างเสียงหัวเราะให้กับนางเท่านั้นเอง

        เป็นดังที่คาดเอาไว้ บนเวทีได้มีเสียงประกาศ “เซียวซู่ซู่” สามคำนี้ดังขึ้น

        ชื่อของเซียวซู่ซู่ดังสนั่นก้องมากกว่าผู้อื่น เสมือนว่าจงใจให้เป็นเช่นนี้ ทำให้บรรยากาศโดยรอบที่กำลังครึกครื้นอยู่นั้นเงียบสนิทลงทันที

        ใครบ้างไม่รู้ว่าเซียวซู่ซู่นั้นปัญญาอ่อนมาเป็นเวลาสิบห้าปี เวลาถึงสิบห้าปีเต็ม นางไม่เคยแม้แต่จะเอ่ยคำใดออกมา ไม่ร้องไห้ ไม่ยิ้ม ไม่โวยวาย ไม่ส่งเสียง…แต่นางกลับมาร่วมงามชมดอกฉยงฮวานี้ได้ แน่นอนว่ามันทำให้คนที่อยู่ในงานล้วนเกิดอาการตกตะลึง

        หลังจากที่ตกตะลึงนั้นก็มีเสียงหัวเราะดังสนั่นไปทั่ว

        บุรุษสตรีทั่วทั้งแคว้นป่ายฮวาก็ล้วนแหงนหน้าขึ้นหัวเราะกันอย่างเสียงดัง อีกทั้งยังมีเสียงซุบซิบนินทาดังไม่หยุด ซึ่งแน่นอนว่าเสียงเหล่านั้นมิได้เกิดจากประชาชนชาวอ้าวอวิ๋นและโยวเจิ้น

        เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าสกุลเซียวมีคนปัญญาอ่อนเช่นนั้นอยู่

        และในขณะเดียวกัน คนในสกุลเซียวก็ล้วนเงียบสงบ พวกเขาล้วนมองไปทางเซียวซู่ซู่ ในแววตาเต็มไปด้วยความสนับสนุน ความรักใคร่ ความเชื่อมั่น และความสงสาร!

        เซียวซู่ซู่หุบรอยยิ้มของตนก่อนจะค่อยๆ ยืนขึ้น ก้าวขึ้นไปบนเวทีที่ทำจากหยกขาวช้าๆ ทีละก้าว ท่าทางของนางไม่รีบร้อนและไม่เชื่องช้า สีหน้าสงบนิ่ง ไร้ซึ่งอารมณ์ แต่กลับแฝงไปด้วยความมั่นใจ

        เมื่อนางเดินไปถึงบนเวทีแล้ว ก็ค่อยๆ หมุนตัวกลับมา เผชิญหน้ากลับเหล่าขุนนาง ลูกผู้ดีและเชื้อพระวงศ์ยศสูงจากทั้งสามแคว้น

        เซียวซู่ซู่ที่ยืนตระหง่านอยู่บนเวทีหยกขาวนั้นดูใสบริสุทธิ์ไร้มลทิน เสมือนเซียนหญิงลงมาจุติบนโลกมนุษย์ก็มิปาน ทำให้คนไม่กล้ามองนางด้วยสายตาหมิ่นหยาม ชุดกระโปรงสีม่วงอ่อนของนางพลิ้วไหวตามสายลม ผมยาวสลวยทิ้งตัวลงยาว ตรงเอวมีป้ายหยกสลักรูปมังกรแขวนไว้ป้ายหนึ่ง  ดูเรียบง่ายแต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความหรูหรา ดูงามสง่าอย่างมิอาจบรรยายออกมาได้ สูงส่งอยู่เหนือผู้คนทั้งมวล

        นางกวาดตามองคนรอบๆ แต่เพียงแค่แวบหนึ่งที่นางมองมานั้นก็ทำให้เสียงหัวเราะและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้านล่างเงียบลงในทันที สายตาของหนานกงม่อยิ่งหยุดค้างอยู่ตรงนั้น ที่แท้พวกเขาทั้งหมดล้วนคิดผิดไปแล้ว

        นางเพียงแค่ยืนอยู่บนเวทีเช่นนั้น ก็ดูเหนือกว่าบุรุษสตรีนับหมื่นเสียแล้ว บารมีและท่วงท่าอันสง่างามของเซียวซู่ซู่นั้นเสมือนว่านางเกิดมาก็เป็นเช่นนี้ ทำให้ผู้คนมิกล้าละสายตาไปจากนาง กระทั่งฮ่องเต้หญิงฮวาหรูเสวี่ยเองก็นิ่งอึ้งไป

        เมื่อใดกันที่สตรีปัญญาอ่อนของสกุลเซียวผู้นั้นมีรูปโฉมงดงามถึงเพียงนี้ อีกทั้งแววตาคู่นั้น บุคลิกเช่นนั้น มิใช่สิ่งที่คนปัญญาอ่อนจะมีได้อย่างแน่นอน

        ฮูหยินเฒ่าที่อยู่ท่ามกลางองครักษ์รักษาความปลอดภัยก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน แม้นางจะรู้สึกว่าเซียวซู่ซู่เปรียบเสมือนไข่มุขล้ำค่าในมหาสมุทร แต่กลับมิเคยรู้ว่าหลานสาวผู้นี้ของตนจะโดดเด่นได้ถึงเพียงนี้

        “นาง…” คำพูดของป๋ายหลี่ม่อเงียบหายไปเสียอย่างนั้น ตอนนี้เขามิได้รู้สึกเสียใจที่ถอนการหมั้น แต่ว่าเขากลับรู้สึกไม่อาจยอมรับได้อยู่บ้าง ความจริงแล้วตนเคยรู้สึกจงเกลียดจงชังสตรีปัญญาอ่อนผู้นั้นจริงหรือ?

        เมื่อได้ยินว่าคุณหนูเล็กแห่งสกุลเซียวนั้นเป็นคนปัญญาอ่อนที่สลบไม่ได้สติอยู่ถึงสิบห้าปีนั้น เขาก็โกรธแค้นจนถึงขั้นคิดอยากจะฆ่าคนในสกุลเซียวทิ้งไปเสียให้หมด เขารู้สึกว่าสกุลเซียวได้ทำการหมิ่นหยามราชสำนักของอ้าวอวิ๋นอีกครั้ง พวกเขาล้วนโทษสมควรตาย

        และในวันที่เขาได้คืนของหมั้นกลับไปนั้น แม้ว่าตนจะรู้สึกหงุดหงิดในหัวใจ แต่ก็รู้สึกว่าร่างกายผ่อนคลายโล่งสบายยิ่ง เพราะว่าในที่สุดเขาก็สามารถหลุดพ้นจากสตรีปัญญาอ่อนผู้นั้นได้แล้ว! แต่ว่าตอนนี้ ในใจของเขากลับมีความรู้สึกที่ยากจะอธิบายเกิดขึ้น

        เป็นความยินดีหรือความผิดหวังกันแน่? แม้แต่เขาก็ไม่อาจอธิบายออกมาได้

        หนานกงม่อไม่กล้าหันไปมองป๋ายหลี่ม่อ เขาเพียงแค่เหลือบตาไปมองเซียวซู่ซู่ สตรีผู้ที่ทำให้เขาต้องเกิดอาการตกตะลึงในวันนั้น นางกลับเป็นบุตรสาวคนเล็กของสกุลเซียว เซียวซู่ซู่จริงๆ

        เซียวซู่ซู่ที่ไม่มีสัมพันธ์ใดๆ ผูกมัดอีกต่อไปแล้ว เช่นนั้น…

        ป๋ายหลี่ม่อกำมือแน่น ก่อนจะจ้องไปที่เซียวซู่ซู่ที่ยืนอยู่บนเวที เขาเห็นเพียงแค่นางกำลังค่อยๆ เดินไปเบื้องหน้าโต๊ะพิณ ก่อนจะนั่งลงด้วยสีหน้าราบเรียบ และเริ่มดีดนิ้วมือลงบนสายพิณเบาๆ

        หลังจากที่นางปรับเสียงพิณแล้ว นิ้วมือเรียวยาวก็ค่อยๆ ลากผ่านหน้าพิณ สำหรับพิณ นางรักใคร่มันไม่เปลี่ยน อีกทั้งตั้งแต่เล็ก นางก็ได้ทุ่มเทฝึกฝนมาอย่างหนัก

        เสียงใสกังวานของพิณค่อยๆ ดังขึ้น ไม่นานมันก็เป็นเสมือนคลื่นน้ำที่แผ่กระจายไปบริเวณโดยรอบ ทำให้บรรยากาศรอบข้างอัดแน่นไปด้วยเสียงพิณที่บรรเลงขึ้นของนาง

        ในเสียงพิณนั้นเสมือนมีภูติสีขาวตัวน้อยกำลังร่ายระบำอยู่ ท่วงท่าของมันงดงามมีสง่า แต่ก็เป็นเสมือนทุ่งกุหลาบที่ค่อยๆ ผลิบานทีละดอก กระจายกลิ่นหอมไปพร้อมกับเสียงเพลงที่ดังขึ้น

        ความนุ่มนวลและเชื่องช้าของเสียงพิณ ผสมผสานกับความแข็งแกร่งรวดเร็วของเสียงพิณที่บรรเลงตามมานั้นเสมือนเสียงหยดน้ำค้างที่ตกกระทบใบบัว ใสบริสุทธิ์แต่ขณะเดียวกันก็ก้องกังวานไปทั่ว…

        ทำให้ใจของผู้ฟังนั้นก็เริ่มเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ

        อารมณ์ของผู้คนในที่นั้นได้ล่องลอยไปพร้อมกับเสียงพิณของนางแล้ว

        เหลยอวี๊เฟิงที่อยู่ข้างกายฮวาหรูเสวี่ยนั้นก็ขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น เดิมเขาก็รู้สึกชื่นชมต่อรูปโฉมที่งดงามไร้ที่ติของเซียวซู่ซู่ที่อยู่ๆ ก็ปรากฎตัวในที่แห่งนี้แล้ว แต่เมื่อนางมีฝีมือดีดพิณได้เก่งกาจถึงเพียงนี้ก็ยิ่งทำให้เขาจดจำนางมิลืม

        แต่ว่าเสียงพิณนี้กลับทำให้ผู้ที่รอบรู้ในพิณเช่นเขารู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด

        ตอนนี้เขากำลังพยายามคิดอยู่ว่าเขาเคยได้ยินเสียงพิณที่ใสกังวานนี้จากที่ใดมาก่อน…

        ในสมองก็มีเงาของคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้นมาจางๆ จากนั้นเขาก็รีบส่ายศีรษะของตน บังคับให้ตนไม่ต้องคิดเพ้อเจ้อ คนผู้นั้นได้เสียชีวิตไปนานแล้ว แม้ว่าจะหาศพมิพบ แต่ว่าทุกคนล้วนเชื่อกันว่านางได้ตายไปแล้วอย่างแน่นอน อีกทั้งสตรีที่อยู่บนเวทีในตอนนี้ก็ไม่มีเค้าโครงเหมือนนางแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นท่าทางหรือว่ารูปโฉม

        มีเพียงรัศมีบารมีที่แผ่ออกมานั้นกลับดูละม้ายคล้ายกันอยู่บ้าง แต่ว่าสตรีเบื้องหน้านี้กลับดูเจิดจรัส ผิดกับอีกผู้หนึ่งที่มีเพียงความสงบนิ่งอย่างเยือกเย็น

        เหลยอวี๊เฟิงส่ายศีรษะอีกครั้ง และบอกกับตนเองว่าให้สงบสติอารมณ์ลง

        เมื่อเขาแหงนหน้าขึ้นอีกครั้ง เซียวซู่ซู่ก็ได้ค่อยๆ ก้าวเท้าลงจากเวทีหยกขาวแล้ว สงบนิ่งเหมือนตอนที่นางก้าวขึ้นมา เสมือนเซียนหญิงที่มีเสน่ห์สะกดสายตาผู้คน


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม