0 Views

        งานชมดอกฉงฮวาที่หนึ่งปีมีหนึ่งครั้งก็ได้จัดขึ้นตามกำหนดการ

        และเพราะว่าอากาศตลอดปีของหนานเจียงล้วนอยู่ในเขตอบอุ่น ทำให้เวลาย่างเข้าเดือนสามในตอนนี้มีดอกไม้ผลิบานจำนวนมาก แสงอาทิตย์สาดส่องมาสร้างความอบอุ่นให้กับผู้คนโดยทั่ว

        ปีนี้งานชมดอกฉงฮวาได้จัดขึ้นโดยฮ่องเต้หญิงแห่งแคว้นป่ายฮวา เชื้อพระวงศ์และอ๋อง ขุนนางผู้มียศศักดิ์สูงของทั้งสามแคว้นล้วนนั่งเรียงกันตามลำดับที่กำหนดเอาไว้

        สิ่งที่ไม่เหมือนกับปีก่อนๆ คือการที่ด้านหลังของสกุลเซียวมีคนเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน นั่นก็คือเซียวซู่ซู่ซึ่งเป็นคุณหนูเล็กแห่งสกุลเซียวผู้มีสติฟั่นเฟืองยาวนานถึงสิบห้าปี และไม่เคยเผยโฉมหน้าให้ผู้คนพบเห็นมาก่อน

        กลุ่มคนของสกุลเซียวก็ถือได้ว่าใหญ่โตไม่น้อย แม้ว่างานชมดอกฉงฮวาจะถือเป็นวันสำคัญของหนุ่มสาวที่ไร้คู่ครอง แต่ว่าผู้คนจำนวนมากที่แต่งงานมีเรือนเป็นของตนเองแล้วก็มาคอยดูความครึกครื้นของงานเช่นกัน

        เซียวเหยียนและเซียวจู๋เองก็ถือเป็นสองคนในกลุ่มคนเหล่านั้น

        หนึ่งคือพวกนางกลัวว่าเซียวซู่ซู่จะทำให้สกุลเซียวขายหน้า สองคือเพราะว่าไม่มียศขุนนางทำให้พวกเขาว่างงานอยู่ที่จวน การมาร่วมงานเลี้ยงหรรษากับผู้คนก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่ไม่เลว อีกทั้งยังสามารถวางแผนอนาคตให้กับบุตรชายทั้งหลายของพวกนางอีกด้วย

        ฮูหยินเฒ่าแม้จะไม่ได้อยู่รวมกลุ่มกับพวกนาง แต่ว่านางก็ได้มาถึงสถานที่จัดงานชมดอกฉงฮวาอยู่ก่อนแล้วพร้อมทั้งยังรับหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของเหล่าเชื้อพระวงศ์ทั้งหลายอีกด้วย

        องค์ชายเก้าป๋ายหลี่ม่อพร้อมทั้งหนานกงม่อก็นั่งอยู่ที่นั่งแถวบน ด้วยฐานะของพวกเขาแล้ว พวกเขามิได้มาที่นี่เพื่อร่วมแข่งขันแต่กลับมาเพื่อเลือกสาวงาม สาวงามของสกุลใดถูกเลือกให้เป็นยอดบุปผา พวกเขาก็จะคิดหาทางรับตัวหญิงสาวผู้นั้นไป

        มีบุตรสาวชาวบ้านมากมายกำลังเฝ้ารอโอกาสเช่นนี้

        แต่วันนี้ ป๋ายหลี่ม่อนั้นกำลังรอให้สกุลเซียวขายหน้า ดูเหมือนว่าเขาจะทนรอไม่ไหวแล้ว เขาชะเง้อคอมองไปด้านหน้าไม่หยุด

        “องค์รัชทายาทแห่งแคว้นโยวเจิ้น สวี่เว่ยหราน เสด็จ”

        เสียงโห่ร้องและบรรยากาศตื่นเต้นดีใจบังเกิดขึ้นโดยไม่สนว่าฮ่องเต้หญิงเองก็กำลังประทับอยู่ที่นั่น แน่นอนว่าเสียงโห่ร้องอย่างตื่นเต้นของสตรีนั้นมิได้รวมไปถึงสตรีของแคว้นป่ายฮวา

        ข่าวลือว่ากันว่าสวี่เว่ยหรานนั้นเป็นบุรุษที่อ่อนโยนทั้งยังรู้จักเอาใจคนที่สุดในแผ่นดิน อีกทั้งโครงหน้าของเขายังงามสง่าดุจภาพวาด และยังมีท่าทีสุขุมอ่อนโยนต่อสตรีข้างกายทุกคนรวมไปถึงสตรีสามัญชนเขาก็ยังรู้จักเอาอกเอาใจพวกนางเสมอ

        แต่เขากลับไม่ใช่คนเจ้าชู้ อายุย่างเข้ายี่สิบ ทว่าในตำหนักตะวันออกก็มีเพียงพระชายาคนเดียวเท่านั้น

        การที่เขามางานชมดอกฉยงฮวานั้นย่อมทำให้หญิงสาวทั้งหลายรู้สึกตื่นเต้นดีใจเสมือนมีดอกไม้กำลังบานสะพรั่งอยู่ในหัวใจ

        บุรุษของแคว้นอ้าวอวิ๋นและโยวเจิ้นนั้นก็มาที่นี่เพราะตำแหน่งยอดบุปผาอย่างมิต้องสงสัย และสตรีของแคว้นป่ายฮวาก็มาเพื่อบุรุษที่ได้ครอบครองตำแหน่งยอดบุปผา

        เสียงโห่ร้องอย่างยินดีดังขึ้นอีกครั้งเมื่อสวี่เว่ยหรานปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับเสื้อผ้าสีขาวบริสุทธิ์ บนใบหน้ายังคงประดับรอยยิ้มที่แสนอบอุ่น เขาก้าวไปด้านหน้าก่อนจะโค้งแสดงความเคารพต่อฮ่องเต้หญิงของแคว้นป่ายฮวา “ถวายพระพรฮ่องเต้หญิง”

        “รัชทายาทมิต้องมากพิธี เชิญนั่ง” ฮ่องเต้หญิงแห่งแคว้นป่ายฮวา ฮวาหรูเสวี่ย ใกล้จะถึงวัยกลางคนแล้ว ทว่ากลับดูแลร่างกายของตนเป็นอย่างดี ผิวพรรณของนางขาวเนียนไม่มีริ้วรอยแม้แต่น้อย ในสิบส่วนที่นางแสดงออกต่อผู้คนนั้น สามส่วนคือความสูงส่ง สามส่วนคือความน่าเกรงขาม อีกสามส่วนคือความองอาจ และอีกหนึ่งส่วนสุดท้ายคือความอ่อนโยน

        ด้านหลังของนางมีบุรุษกำนัลนั่งอยู่สิบกว่าคน ทุกคนนั้นมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปแต่ก็ล้วนมีรูปโฉมงดงาม

        สวี่เว่ยหรานนั้นก็ก้าวไปนั่งลงที่ตำแหน่งของตนอย่างว่าง่าย พลางกวาดสายตาไปรอบๆ ครั้งหนึ่ง รอยยิ้มสดใสยังคงประดับอยู่บนใบหน้า ให้คนที่พบเห็นรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาในหัวใจ ก่อให้เกิดเสียงโห่ร้องอย่างดังสนั่นของสตรีจำนวนมาก

        “เจ้าสำนักเหลย เหลยอวี๊เฟิง มาถึงแล้ว”

        จากนั้นก็เกิดเสียงร้องตะโกนของเหล่าขุนนางหญิงดังตามมา เขามีท่วงท่าอิสระเสรีดุจสายลมที่ไม่อาจไขว่คว้า เขาเหาะเข้ามาในงานพร้อมกับชุดคลุมยาวสีม่วงโบกพลิ้วไปกับสายลม เมื่อเข้ามาถึงงาน เขาก็หยุดลงบนพื้นอย่างสง่างามที่เบื้องหน้าของฮ่องเต้หญิง

        ท่าทางมิได้ดูยิ่งยโสแต่กลับสง่างามน่านับถือ

        เขานั้นเป็นคนที่ชื่นชอบความครึกครื้น เพราะอย่างนั้น งานเลี้ยงประเภทนี้แน่นอนว่าจะขาดเขาไปมิได้

        อีกทั้งเมื่อยามอยู่ที่สำนักเหลย เขาก็ได้สมยานามว่าเป็นปรมาจารย์นักรัก มักจะคอย “หลอกล่อให้ผีเสื้อมาห้อมล้อม” เริ่งร่าท่ามกลางสวนบุปผาแห่งสาวงาม และแน่นอนว่าเขาเพียงแค่เริงร่าหยอกล้อกับพวกนาง มิเคยจริงจังเลยสักครั้ง

        เขาเพียงแค่ชื่นชอบความรู้สึกเช่นนั้น

        วันนี้เป็นวันที่สาวงามจากสามแคว้นจะมารวมตัวกัน ทำให้เขายิ่งต้องมาร่วมงานให้เป็นบุญตาเสียให้ได้

        เหลยอวี๊เฟิงมาที่นี่ทุกปี ทำให้ขุนนางหญิงหลายคนคุ้นชินเสียแล้ว แต่ว่าบุรุษผู้นี้ไม่มีใครกล้าเป็นปรปักษ์ด้วย ทุกคนล้วนแต่มีท่าทางเคารพนอบน้อมต่อเขา กระทั่งฮ่องเต้หญิงฮวาหรูเสวี่ยก็ได้ลุกขึ้นมาต้อนรับเขาเช่นกัน

        เพราะไม่ว่าอย่างไร ฐานะและอำนาจของสำนักเหลยก็ล้วนมิใช่สิ่งที่แคว้นแคว้นหนึ่งอย่างพวกเขาจะกล้ามีปัญหาด้วย

        โดยเฉพาะการที่หนานเจียงได้แบ่งการปกครองเป็นสามส่วน เดิมสถานการณ์ระหว่างพวกเขาก็ไม่ค่อยสงบสุขเท่าใดนัก จึงล้วนแต่คิดอยากจะดึงให้สำนักเหลยมาเป็นพรรคพวกสนับสนุนอยู่เบื้องหลังพวกเขา

        “มิได้พบกันนานเลย” เหลยอวี๊เฟิงยกมือขึ้นกอดฮ่องเต้หญิงพลางเอ่ยออกมาอย่างเอื่อยเชื่อย มุมปากของเขาประดับด้วยรอยยิ้มที่มีเลศนัย

        “เจ้าสำนักเหลยยังดูสง่างามมิเปลี่ยนเลย” ฮวาหรูเสวี่ยนั้นหาได้รู้สึกสนใจไม่ นางยิ้มตอบเขาก่อนจะกอดเหลยอวี๊เฟิงคืนเช่นกัน ท่าทางประหนึ่งมิตรสหายที่ไม่ได้พบกันนานหลายปี

         “ขอบพระทัยคำชมของฮ่องเต้หญิง ฮ่องเต้หญิงก็ยังคงงดงามมิเปลี่ยนเช่นกัน ทำให้คนที่พบเห็นอดมิได้ตกตะลึงในความงามของพระองค์เลยทีเดียว” เหลยอวี๊เฟิงในตอนนี้ไม่มีท่าทีเย็นชาและเคร่งเครียดเสมือนตอนที่อยู่ต่อหน้าซูฉีฉีแล้ว

        ฮ่องเต้หญิงตบมือลงบนบ่าของเหลยอวี๊เฟิงเบาๆ ก่อนจะเชิญเขาให้ไปนั่งด้านบน นั่งเคียงข้างกับนาง อยู่ในตำแหน่งเสมอภาคกัน

        ป๋ายหลี่ม่อและสวีเว่ยหรานล้วนเห็นเหตุการณ์นั้นกับตาของตนเอง พวกเขาล้วนกำลังแอบลอบดูสถานการณ์เงียบๆ อีกทั้งยังกำลังนึกคิดถึงความสัมพันธ์ของสำนักเหลยและแคว้นป่ายฮวา

        ปีก่อนๆ เชื้อพระวงศ์ของแคว้นอ้าวอวิ๋นและโยวเจิ้นนั้นไม่มีผู้ใดเข้าร่วมงานชมดอกฉยงฮวา ปีนี้มีโอกาสมาที่นี่เห็นทีจะได้รับรู้อะไรไม่น้อยเลย

        “ฮ่องเต้หญิงมีฝีมือไม่เลวจริงๆ ถึงขั้นสามารถมีความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกับเจ้าสำนักเหลยได้” หนานกงม่อขมวดคิ้วพลางเอ่ยขึ้น ทว่าดวงตาของเขายังคงไม่ละออกจากเหลยอวี๊เฟิง

        พวกเขาเองก็อยากจะพึ่งพาสำนักเหลย แต่ก็ติดตรงที่ไม่มีโอกาสเสียที ดูเหมือนว่า งานชมดอกฉยงฮวาในปีนี้จะยิ่งครึกครื้นมากขึ้นแล้ว

        “ทายาทสกุลเซียวมาถึงแล้ว”

        หลังจากที่บรรยากาศกลับมาเงียบสงบ ก็มีเสียงรายงานดังออกมาอีกครั้ง

        สกุลเซียวแม้จะไม่ได้เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้หญิง ทว่าอำนาจของพวกเขายังคงอยู่ ตำแหน่งของฮูหยินเฒ่าในราชสำนักนั้นก็ยังคงทำให้ผู้คนต้องหวั่นกลัวอยู่ถึงสามส่วน แม้ว่าจะไม่มีทายาทสืบทอด ทว่าในช่วงเวลาอันสั้นนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดสามารถรังแกพวกเขาได้

        เพราะฉะนั้นตำแหน่งของสกุลเซียวก็ยังคงอยู่ด้านบนเช่นกัน อยู่ต่ำกว่าฮ่องเต้หญิงและองค์ชายและรัชทายาทของทั้งสองแคว้นเท่านั้น

        และเพราะว่าจำนวนสมาชิกของสกุลเซียวมีมาก อีกทั้งเซียวซู่ซู่ก็ได้ถูกกลืนเข้าไปในผู้คนเหล่านั้นจนมองนางไม่ชัดแล้ว

        ป๋ายหลี่ม่อได้มองซ้ายมองขวาตลอดหลังจากที่มีเสียงรายงานดังขึ้น ก่อนจะส่ายศีรษะอย่างผิดหวังเล็กน้อย จากที่เขาคิดนั้นสกุลเซียวมิได้ทำตัวเอิกเกริกจะต้องเป็นเพราะกำลังปิดบังอะไรบางอย่างอยู่เป็นแน่ ดูเหมือนว่าสิ่งที่ตนคาดเดานั้นไม่ผิดแน่ สตรีในวันนั้นหาใช่เซียวซู่ซู่ไม่

        เซียวซู่ซู่ที่ก้าวเดินพร้อมกับผู้คนก็มิได้ตั้งใจเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ แต่กลับยังคงสีหน้าราบเรียบเช่นเดิม วันนี้นางสวมชุดสีม่วงอ่อน มิได้เป็นที่สะดุดตา ภายในกลุ่มคนที่มากมายนี้นางยังเทียบไม่ได้แม้แต่เซียวเหยียนหรือเซียวจู๋เสียด้วยซ้ำ

        ฮูหยินเฒ่าที่กำลังคุมองครักษ์ให้คุ้มครองบริเวณรอบๆ ก็เกิดความบีบรัดขึ้นในหัวใจ นางเงยหน้าขึ้นมองไปทางที่สกุลเซียวกำลังนั่งอยู่ บนใบหน้าก็ฉายแววแห่งความกังวลออกมาแวบหนึ่ง

        เมื่อคิดถึงว่าเซียวซู่ซู่พึ่งจะฟื้นได้ไม่นานนัก อีกทั้งทุกคนในจวนสกุลเซียวก็ล้วนมิกล้าเอ่ยถึงเรื่องที่นางสติไม่สบประกอบในอดีตอีก ทว่าวันนี้กลับต้องมาแสดงความสามารถต่อหน้าผู้คนมากมาย นางกลัวเหลือเกินว่าเซียวซู่ซู่จะรับความกดดันนั้นไม่ไหว

        คนในราชสำนักมากมายกำลังรอดูสกุลเซียวขายหน้ากันทั้งนั้น

        มิรู้ว่าเป็นเพราะใจสื่อถึงกันหรือไม่ ทำให้เซียวซู่ซู่ในตอนนี้ก็เงยหน้าขึ้นมองฮูหยินเฒ่าเช่นกัน ดวงตาสองคู่ประสานเข้าหากัน ทว่าในแววตาของเซียวซู่ซู่นั้นกลับเต็มไปด้วยความมั่นใจ ทำให้ฮูหยินเท่ารู้สึกตกตะลึงไม่น้อย

        นางบอกกับตนเองว่าต้องเชื่อว่าสาวน้อยผู้นี้สามารถทำได้ทุกอย่าง

        เหล่าขุนนางหญิงล้วนกำลังยุ่งกับการแจกจ่ายช่อดอกไม้ในมือของตน บุรุษและสตรีที่ขึ้นเวทีแสดงความสามารถนั้นหากมีฝ่ายใดชนะ ก็จะได้รับช่อดอกไม้ดอกหนึ่ง สุดท้ายก็จะนับจำนวนของช่อดอกไม้ ผู้ใดที่มีช่อดอกไม้เยอะที่สุดจะถือว่าเป็นผู้ชนะ

        นี่เป็นกฎที่ตั้งขึ้นมาตลอดหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมา

        ตอนนี้ก็ได้มีคนเริ่มทำการแสดงแล้ว การแข่งขันด่านแรก คือการแข่งขันประเภทพิณ

        บนโต๊ะนั้นมีพิณโบราณที่งดงามคันหนึ่งตั้งอยู่ เซียวซู่ซู่เบิกตาขึ้นมองไปทางพิณคันนั้น ทันใดนั้นก็มีภาพหนึ่งแวบเข้ามาในหัวของนาง ภาพนั้นมีนาง มีม่อเวิ่นเฉิน มีเฝินเหวิน…

        ในวินาทีนั้น สมองของนางก็สับสนเป็นอย่างมาก ครั้งนั้นนางดีดพิณก็เพื่อม่อเวิ่นเฉิน เพื่อที่จะช่วยชีวิตของเขา โดยที่นางยอมทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะ แต่สิ่งที่แลกกลับมาคือเหวลึกที่มองไม่เห็นก้นเหว

        ครั้งนี้นางจะทำการบรรเลงพิณเพื่อตัวเอง เพื่อสกุลเซียว เพื่อฮูหยินเฒ่า และเพื่อชีวิตใหม่ของนาง…

        บนเวทีก็เมีเสียงพิณของผู้คนเริ่มบรรเลงออกมาแล้ว

        เซียวซู่ซู่แหงนหน้าขึ้น ประสานเข้ากับแววตาที่ไม่ปรารถนาดีขององค์ชายเก้าป๋ายหลี่ม่อ ทว่านางกลับยิ้มตอบกลับเขา ในรอยยิ้มนั้นก็แฝงด้วยความไม่ปรารถนาดีเช่นกัน อีกทั้งยังมีความท้าทาย ความมั่นใจ ความหยิ่งทะนง และความเย็นชาเล็กน้อยอีกด้วย


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม