0 Views

        น้ำเสียงของซูฉีฉีนั้นนิ่งเรียบ สีหน้าเองก็ราบเรียบเช่นกัน วาจาการพูดของนางยิ่งมีมารยาท ไร้ข้อบกพร่อง มิได้ถ่อมตนจนเกินไป แต่ก็มิได้วางตัวเย่อหยิ่ง นางเอ่ยขึ้นขณะที่สายตาไม่ได้แม้แต่จะหันไปมององค์ชายเก้า

        “ซู่ซู่” ฮูหยินเฒ่านิ่งอึ้งไป เดิมนางกลัวว่าจะทำให้หลานสาวที่รักยิ่งของตนผู้นี้ต้องเสียใจ

        อย่างที่รู้กันว่าแคว้นป่ายฮวานั้นเห็นผู้หญิงเป็นใหญ่ ตลอดมานั้นมีแต่สตรีต้องการจะแต่งกับบุรุษ ไหนเลยจะได้รับการดูถูกเหยียดหยามเช่นนี้

        เซียวซู่ซู่หันไปสบตากับฮูหยินเฒ่า รอยยิ้มของนางก็ยิ่งเด่นชัดขึ้นก่อนที่จะส่ายศีรษะเบาๆ “ท่านยาย มิเป็นไรหรอก”

        เซียวซู่ซู่ยืนอยู่กลางห้องโถงใหญ่นิ่งเช่นนั้น ท่าทางของนางดูเด็ดเดี่ยวและสูงส่งเสมือนดอกเหมยที่เบ่งบานท่ามกลางพายุหิมะอันหนาวเหน็บอย่างมิหวั่นเกรง ชุดกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์แนบเข้ากับลำตัวอันผอมบางของนาง

        องค์ชายเก้ามิได้หันหน้ากลับไปมองแต่เขาก็ได้ยินเสียงที่นิ่งเรียบของสตรี ในน้ำเสียงมีความใสก้องกังวาลดุจนกขมิ้นแต่ในขณะเดียวกันก็แฝงไปด้วยอำนาจบารมี

        ซู่ซู่…

        ก็คือสาวน้อยที่ถูกกำหนดให้อภิเษกกับเขาเมื่อสิบห้าปีก่อน

        แม้ว่าเขาจะพยายามบังคับตัวเองให้สงบนิ่งแต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะตัวเกร็งขึ้นด้วยความตกใจ จากข่าวที่ได้รับมา คุณหนูเล็กแห่งสกุลเซียวนั้นมีสติไม่สมประกอบ อีกทั้งยังไม่เคยอ้าปากพูดจามาก่อน เช่นนั้นตอนนี้ สตรีที่ยืนอยู่ด้านข้างตนคือผู้ใดกัน?

        เมื่อเห็นสายตาที่แน่วแน่ของเซียวซู่ซู่และท่าทางเด็ดเดี่ยวของนาง ฮูหยินเฒ่าก็มิได้พูดอะไรต่ออีก นางรู้ว่านี่เป็นเรื่องของเซียวซู่ซู่ นางตัดสินใจแทนมิได้ นั่นเป็นสิ่งที่นางรู้ได้จากแววตาของเซียวซู่ซู่คู่นั้น

        ฮูหยินเฒ่ามิได้ถอนหายใจ ในทางกลับกันนางกลับเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจ เซียวซู่ซู่ หลานสาวของนางมิได้ด้อยไปกว่านาง อีกทั้งยังมีดูเหมือนจะเหนือกว่านางเสียอีก

         องค์ชายเก้ามองดูหยกสลักรูปหงส์ที่ยื่นมาเบื้องหน้าของตนพร้อมกับมือขาวเรียวยาวคู่นั้น เขาก็นิ่งเงียบไป มือของเขายังคงถือหยกสลักรูปมังกรเอาไว้ ในชั่วขณะนั้นเขากลับไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรต่อดี

        แต่เซียวซู่ซู่ก็มิได้ให้เวลาเขาคิดมากนัก นางวางหยกสลักรูปหงส์ไว้บนมือเขาพลางคว้าเอาหยกสลักรูปมังกรของตนกลับมา “องค์ชายเก้า หม่อมฉันน้อมส่งพระองค์ อนาคตคงมิได้พบกันอีกแล้ว” จากนั้นนางก็หมุนตัวจากไป

        หนานกงม่อซึ่งเป็นองครักษ์ข้างกายองค์ชายเก้านั้นก็ได้แต่มองไปทางเซียวซู่ซู่ที่ได้หายลับไปจากสายตาแล้วอย่างตกตะลึง

        เขาไม่อาจเชื่อได้ว่าสตรีผู้นั้นจะเป็นหลานสาวคนเล็กของสกุลเซียว แม้ว่าเขาจะมิได้มองเห็นใบหน้าของนางชัดเท่าใดนัก แต่ว่าท่วงท่าอันเปี่ยมด้วยบารมีของนางก็ได้สะกดไว้ในสมองของเขาแล้ว

        ท่าทางสงบนิ่งไม่ว่าจะเผชิญกับสถานการณ์อะไรกับบารมีส่องสว่างดุจจันทร์คืนเพ็ญเช่นนั้น กระทั่งบุรุษยังยากที่จะเทียบได้ หรือแม้แต่ฮ่องเต้หญิงผู้สูงศักดิ์เหนือผู้คนของแคว้นป่ายฮวาก็เกรงว่ายังไม่อาจเทียบกับนางได้

        หนานกงม่อมองดูเซียวซู่ซู่หายลับออกไปจากสายตาเช่นนั้น ในใจกลับรู้สึกโศกเศร้าขึ้นมาเล็กน้อย เสมือนว่าพวกเขาได้พลาดสิ่งสำคัญบางอย่างไป

        ผ่านไปเนิ่นนาน สีหน้านิ่งค้างขององค์ชายเก้าถึงจะดีขึ้น จากนั้นเขาก็แสดงความเคารพออกมาอย่างถูกต้องตามยศศักดิ์ของตน “เช่นนั้นข้าก็ไม่รบกวนฮูหยินเฒ่าแล้ว”

        คิดไม่ถึงว่า เขาต้องเดินออกจากประตูใหญ่ของจวนด้วยอารมณ์ที่ย่ำแย่ถึงเพียงนี้

        เซียวซู่ซู่กระตุกยิ้มเย็นขณะถือหยกสลักรูปมังกรเอาไว้ในมือ นางกำลังคิดไม่ตกว่าจะถอนหมั้นครั้งนี้อย่างไร คิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะเดินทางมาถอนหมั้นด้วยตัวเองถึงที่นี่

        เช่นนี้ แม้ว่านางเซียวซู่ซู่จะการเป็นที่ครหาของผู้คนทั่วแผ่นดิน แต่ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นการขัดราชโองการ สกุลเซียวเองก็จะไม่ต้องเดือดร้อนเพราะการนี้ด้วย

        องค์ชายเก้าป๋ายหลี่ม่อและหนานกงม่อออกจากจวนสกุลเซียวพร้อมกัน พลางเร่งรุดไปที่เรือนพักนอกราชวังของราชนิกุล

        “เมื่อครู่เป็นเซียวซู่ซู่ที่ปัญญาอ่อนผู้นั้นจริงหรือ?” องค์ชายเก้านั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้พลางเอ่ยถามออกมาอย่างคาดไม่ถึง

        หนานกงม่อเหมือนจะกำลังคิดอะไรอยู่ในหัวของเขา เมื่อครู่เขาได้สังเกตเซียวซู่ซู่โดยละเอียดแล้ว ท่วงท่าเช่นนั้น รูปโฉมเช่นนั้น ท่าทางการพูดจาของนาง ยังไงก็ไม่เหมือนข่าวลือที่บอกว่านางเป็นสตรีอายุสิบห้าปีผู้มีสติปัญญาฟั่นเฟือง

        หรือว่าข่าวลือจะผิดพลาด?

        เช่นนั้น…

        “จากที่ข้าคิด คนผู้นั้นไม่มีทางเป็นเซียวซู่ซู่อย่างแน่นอน” หนานกงม่อกำลังนึกย้อนกลับไปถึงเมื่อยามที่พวกเขาได้สอบถามกับผู้คนในแคว้นป่ายฮวา ไม่มีผู้ใดปฏิเสธว่าคุณหนูเล็กแห่งสกุลเซียวนั้นเป็นคนสติไม่สมประกอบ

        เพราะฉะนั้นข่าวคราวไม่น่าจะผิดพลาด

        เมื่อได้ยินที่หนานกงม่อพูดมาแล้ว องค์ชายเก้าก็กระตุกมุมปากขึ้นเช่นกัน “ใช่แล้ว เมื่อครู่ข้าคิดจริงๆ ว่าคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าข้านั้นคือเซียวซู่ซู่ ถ้าหากว่านางมีท่วงท่าสูงสง่าเช่นนั้น ต่อให้เป็นคนปัญญาอ่อน ข้าก็จะแต่งนางเข้าวังอยู่ดี”

        จากนั้นเขาก็ส่ายศีรษะอีกครั้ง “น่าเสียดาย คนปัญญาอ่อนไม่มีทางเป็นเช่นนั้น”

        หนานกงม่อหยักหน้า เขาเองก็เห็นด้วยกับคำพูดของป๋ายหลี่ม่อ “ก็จริง จะต้องเป็นเพราะสกุลเซียวรู้สึกเสียหน้า จึงได้หาคนมาแทนเซียวซู่ซู่ไว้ก่อนแล้วเพื่อให้องค์ชายเก้าต้องรู้สึกอับอาย”

        จากนั้นก็กำหมัดแน่น “ท่านก็น่าจะรู้ เซียวมี่ผู้นั้นไม่ได้เป็นจิ้งจอกชราธรรมดาทั่วไป นางสามารถคุมอำนาจทหารกว่าครึ่งของแคว้นป่ายฮวามาเป็นเวลาหลายปีก็จะต้องมีฝีมือไม่น้อย”

        ปีนั้น เชื้อพระวงศ์ของแคว้นอ้าวอวิ๋นถูกสกุลเซียวปฏิเสธการอภิเษกนั้นก็ถือเป็นการตบเข้าที่หน้าด้านซ้ายแล้ว ภายหลังยังรับปากจะให้คนปัญญาอ่อนมาทำการอภิเษกด้วยอีก อย่างนี้ถือเป็นการตบเข้าด้านซ้ายแล้วยังตบเข้าที่ด้านขวาต่ออีก

        ครั้งนี้ ป๋ายหลี่ม่อจะต้องนำความอัปยศทั้งหมดนั้นมอบคืนให้แก่สกุลเซียว และจะต้องตบหน้าของพวกเขาแรงๆ สักครั้งหนึ่ง

        “จริงด้วย” ป๋ายหลี่ม่อหรี่ดวงตาที่เรียวยาวดุจจิ้งจอกของตนเล็กน้อย “เจ้าคิดว่าควรทำเช่นไรดี?”

        ในเมื่อมาถึงแคว้นป่ายฮวาแล้วก็ไม่สมเหตุสมผลที่จะกลับไปมือเปล่า ครั้งนี้พวกเขาจะต้องทำให้สกุลเซียวกลายเป็นที่ครหานินทาของคนทั้งแผ่นดิน

        จะต้องเอาคืนกับเหตุการณ์เมื่อครู่ให้ได้

        หนานกงม่อในนามแล้วเป็นองครักษ์ข้างกายของป๋ายหลี่ม่อ แต่ความเป็นจริงแล้วพวกเขาเป็นสหายที่ดีของกันและกัน

        เพราะฉะนั้น ลับหลังคนอื่นนั้นพวกเขามักจะเรียกขานกันดุจพี่น้อง มิได้ยึดถือเรื่องขนบธรรมเนียมเท่าใดนัก

        “งานชมดอกฉงฮวา”

        หนานกงม่อเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะยิ้มออกมาอย่างชั่วร้าย “คนปัญญาอ่อนอย่างไรเสียก็ยังปัญญาอ่อนวันยังค่ำ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเมื่อถึงเวลานั้นแล้ว สกุลเซียวยังสามารถหาตัวแทนมาได้อีกครั้ง”

        ป๋ายหลี่ม่อปรบมือพลางยิ้มออกมาอย่างมีความสุข “เช่นนั้นก็ว่าตามนี้แล้วกัน”

        พูดเสร็จเขาก็ลุกขึ้นยืน “เช่นนั้นตอนนี้ข้าจะไปกราบทูลกับฮ่องเต้หญิงว่าขอให้พระองค์เชิญเซียวซู่ซู่ไปร่วมงานชมดอกฉงฮวา”

        เป็นการลงมืออย่างเหี้ยมโหดจริงๆ

        เมื่อราชโองการออกมา สกุลเซียวไหนเลยจะกล้าขัด ต่อให้เซียวซู่ซู่จะมีท่าทางปัญญาอ่อนดังเดิมก็ยังต้องไปร่วมงานอย่างไม่มีทางเลือก

        เมื่อได้ยินว่าองค์ชายเก้าเดินทางมาถอนหมั้น คนทั้งหลายในสกุลเซียวก็ลือกันไปต่างๆ นาๆ

        เซียวเหยียนและเซียวจู๋รู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่งกับเรื่องนี้ พร้อมกับพูดต่อว่าคนในราชวงศ์ของแคว้นอ้าวอวิ๋นว่ามีตาหามีแววไม่ ไม่รู้จักมองเห็นคุณค่าของสิ่งดีๆ แน่นอนว่าเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว สกุลเซียวก็จำเป็นต้องแบ่งอำนาจให้กับเซียวซู่ซู่อีกด้วย

        ตอนนี้อะไรก็ล้วนสายไปแล้ว นั่นล้วนแต่เป็นคำพูดที่พวกนางใช้ปลอบใจตนเองเพราะพวกนางรู้ดีอยู่แล้วว่าเซียวซู่ซู่ช้าเร็วก็ต้องแต่งออกจากสกุลเซียวไป

        เพียงแต่ว่าความหวังเพียงน้อยนิดนั้นก็ได้พังทลายไปแล้ว

        ในทางกลับกัน ผู้ชายสามพี่น้องสกุลเซียวนั้นก็ได้ตั้งความคาดหวังไว้ในตัวของเซียวซู่ซู่

        เมื่อเป็นอย่างนี้ ผู้ที่จะคุมกิจการของสกุลเซียวในอนาคตเกรงว่าจะต้องเป็นเซียวซู่ซู่แน่แล้ว เพราะถึงอย่างไรนางก็เป็นสาวอายุน้อย ทุกอย่างย่อมเป็นไปได้

        ตอนนี้สิ่งที่ราชสำนักของแคว้นป่ายฮวาขาดก็คือคนมีความสามารถ ถ้าหากว่าเซียวซู่ซู่นั้นมีคุณสมบัติเหมาะสม อนาคตของนางจะต้องสดใสแน่นอน

        เพราะว่าเซียวซู่ซู่พึ่งฟื้นได้ไม่นานนัก ฮูหยินเฒ่าจึงไม่ได้กดดันนางแม้แต่น้อย ต่อให้คิดอยากจะฝากความหวังทั้งหมดไว้กับนาง ก็จะต้องค่อยๆ ทำทีละก้าว ไม่สามารถบีบบังคับให้ได้โดยทันที

        วันเวลาค่อยๆ ผ่านไป เซียวซู่ซู่ก็ได้ฟื้นขึ้นมาเป็นเวลาหนึ่งเดือนกว่าแล้ว การถอนหมั้นนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ความรู้สึกนางแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน นางดูมีชีวิตชีวามากขึ้นเรื่อยๆ รอยยิ้มก็ค่อยๆ มีมากขึ้น

        กับคนในสกุลเซียวนั้นก็ยิ่งถือว่าเป็นน้ำหนึ่งเดียวกัน ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะนางไม่วางอำนาจ ไม่เจ้าอารมณ์ แม้ว่าจะมีนิสัยเย็นชาอยู่บ้างแต่ก็ทำให้นางเป็นที่เคารพนับถือของคนในจวน

        ชาตินี้ ซูฉีฉีจะต้องมีชีวิตที่สุขสำราญยิ่งกว่าผู้ใดบนโลกนี้

        เพียงแต่ว่าขณะที่คนสกุลเซียวคิดว่าเรื่องทุกอย่างได้ผ่านพ้นไปแล้วนั้น ก็มีราชโองการฉบับหนึ่งทำลายความสงบทั้งหมดไปจนสิ้น

        ฮูหยินเฒ่า เซียวเหยียน เซียวจู๋และบุรุษสามพี่น้องของสกุลเซียวนั้นก็ได้มารวมตัวกัน

        “ฮ่องเต้หญิงได้รับสั่งให้ซู่ซู่ต้องไปเข้าร่วมงานชมดอกฉงฮวาที่หนึ่งปีจะมีครั้ง นี่มิใช่เป็นการหาเรื่องให้สกุลเซียวเป็นที่จับตามองของผู้คนหรอกหรือ?” เซียวเหยียนรู้สึกโมโหพลางเอ่ยออกมาอย่างไม่สบอารมณ์

        เซียวจู๋ที่อยู่ด้านข้างก็มีสีหน้าคล้ำขึ้นเช่นกัน “แม้ว่าซู่ซู่ตอนนี้จะฟื้นแล้ว อีกทั้งโฉมหน้าของนางยังงดงามกว่าน้องสามในตอนนั้นอยู่มากนัก ทว่างานชมดอกฉงฮวานั้นล้วนแข่งกันที่ความสามารถ ตอนนี้มีเวลาเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น ซู่ซู่จะสามารถเรียนรู้อะไรได้? สำนวนกาพย์กลอน หรือว่าพิณหมากภาพอักษร? อย่างน้อยเป็นอย่างหนึ่งก็ยังดี” ฮูหยินเฒ่าในตอนนี้ก็มีสีหน้าหนักใจเช่นกัน

        หลายวันมานี้เพราะเรื่องในราชสำนักทำให้นางมิได้ไปหาเซียวซู่ซู่เหมือนเช่นวันก่อนๆ แม้ว่าทุกครั้งที่พูดคุยกันถึงเรื่องการเล่นพิณ การเดินหมาก การเขียนผู่กันหรือการวาดภาพนั้น เซียวซู่ซู่มักจะแสดงท่าทางชื่นชอบออกมา อีกทั้งยังตอบกลับตนได้เสมอ

        แต่ว่าถ้าหากเทียบกับชายหญิงผู้มากด้วยปัญญาของทั้งสามแคว้นที่งานชมดอกฉยงฮวาแล้ว เกรงว่าจะกลายเป็นตัวตลกให้พวกเขาต้องล้อเลียนกันเป็นแน่


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม