0 Views

        เพราะว่าเซียวซู่ซู่ฟื้นขึ้นมากะทันหัน ทำให้จวนสกุลเซียวที่แต่เดิมเงียบสงบนั้นก็ครึกครื้นขึ้นมาอีกครั้ง

        แม้ว่าเซียวซู่ซู่จะสลบไม่ได้สติมาโดยตลอด แต่ว่าที่พักของนางก็ถูกตกแต่งอย่างหรูหรา หลายปีมานี้ฮูหยินเฒ่าก็ล้วนเอาสิ่งที่ดีที่สุดมาให้กับเซียวซู่ซู่ ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน ที่พักของใช้ก็ล้วนมีคุณภาพเป็นเลิศ

        เรือนที่นางพักอยู่นั้นเป็นเรือนพิงนลินซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในจวนสกุลเซียว อีกทั้งยังพำนักอยู่ในห้องพักหลักของตัวเรือนอีกด้วย

        ซึ่งเป็นห้องที่อยู่ติดกับฮูหยินเฒ่า

        ทุกวันฮูหยินเฒ่าจะแวะมาดูนางครั้งหนึ่ง ต่อให้นางจะแค่นั่งนิ่งโง่ๆ อยู่อย่างนั้น ฮูหยินเฒ่าก็ยังคงมาเพื่อพูดคุยกับนาง ตอนนี้นางฟื้นขึ้นมาแล้ว ฮูหยินเฒ่าก็มาอยู่กับนางตลอดทั้งวัน ไม่อาจหักห้ามใจที่จะจากไปได้

        นางยังคงมีความคุ้นชินที่จะพูดคุยกับเซียวซู่ซู่

        แต่นางกลับพบแล้วว่าหลานสาวคนนี้ของตนเมื่อฟื้นขึ้นมาก็เข้าใจในกาพย์กลอน อีกทั้งยังเข้าใจถึงดนตรี ภาพวาด หมากและอักษรพู่กันเป็นอย่างดี ทุกครั้งที่นางเอ่ยขึ้น เซียวซู่ซู่ก็สามารถตอบกลับได้ไม่มีขาด

         “ซู่ซู่…หลายปีมานี้ คำพูดที่ยายเอ่ยกับเจ้านั้น เจ้าล้วนฟังได้ยินใช่หรือไม่?” ทันใดนั้นฮูหยินเฒ่าก็คว้ามือของเซียวซู่ซู่เอาไว้และเอ่ยออกมาด้วยความตื่นเต้น ดวงตาทั้งสองจับจ้องไปที่เซียวซู่ซู่

        ความจริงแล้วเซียวซู่ซู่เพียงอยากจะเผยความสามารถของตนเองต่อหน้าฮูหยินเฒ่าเท่านั้น นางอยากให้ตนเองมีวันที่จะสามารถเชิดหน้าชูตาได้

        นางไม่อยากจะเป็นเหมือนกับอดีตที่คอยแต่หลบอยู่ด้านหลังผู้คนอีกแล้ว

        เมื่อได้ยินฮูหยินเฒ่าเอ่ยเช่นนี้ เซียวซู่ซู่ก็เป็นกังวลอยู่บ้าง ทว่าไม่นานนัก นางก็ยิ้มพลางพยักหน้าตอบกลับไป ฮูหยินเฒ่าผู้นี้แม้แต่ข้ออ้างดีๆ ก็ได้หาไว้ให้กับนางแล้ว “ใช่แล้ว ท่านยาย หลายปีมานี้ ซู่ซู่แค่เพียงแต่ไม่อยากเผชิญหน้ากับความจริง เรื่องทั้งหมดนั้นซู่ซู่ล้วนรู้และเข้าใจเป็นอย่างดี…”

        นางได้รู้เรื่องราวต่างๆ โดยมากของจวนสกุลเซียวมาจากปากของพวกคนใช้แล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่กลัวว่าจะแสดงพิรุธออกไป

        เพราะถึงอย่างไรเสีย ร่างกายนี้ก็เป็นของหลานสาวสกุลเซียวของพวกเขาจริงๆ

        เมื่อฮูหยินเฒ่าได้ยินเช่นนี้ นางก็ดึงเซียวซู่ซู่เข้าไปกอดอย่างแน่น ก่อนที่น้ำตาจะค่อยๆ รินไหลออกมาจากดวงตาของนาง “ข้ารู้อยู่แล้วว่าวิญญาณของหน่วนซินนั้นจะต้องคุ้มครองพวกเรา รู้อยู่แล้วว่าสักวันหนึ่งเจ้าจะฟื้นขึ้นมา…”

        เมื่อเผชิญหน้ากับฮูหยินเฒ่าที่มีท่าทีอ่อนโยนเช่นนี้ หัวใจของเซียวซู่ซู่ก็รู้สึกอบอุ่นขึ้น ความอ้างว้างโดดเดี่ยวในอดีตก็ได้มลายหายไปในทันที ในที่สุดนางก็สามารถรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นของครอบครัวแล้ว

        แม้ว่าเซียวเหยียนและเซียวจู๋จะมีอคติกับนางเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่กล้าแสดงออกมาอย่างชัดเจน ต่อหน้านั้นพวกเขาก็ยังคงเป็นมิตรและดีกับนางมากนัก สิ่งนี้ล้วนเป็นสิ่งที่นางไม่มีวันได้รับยามอยู่ที่จวนอัครมหาเสนาบดี

        ตอนนั้น ต่อให้เป็นความห่วงใยรักใคร่ที่จอมปลอม พวกเขาก็ยังไม่มีให้กับนาง

        สรุปแล้ว จวนสกุลเซียวนั้นถือว่าเป็นครอบครัวใหญ่ที่อบอุ่นครอบครัวหนึ่ง

        เซียวซู่ซู่เองก็กำลังซึมซับความรู้สึกอบอุ่นนี้อยู่เช่นกัน

        “ฮูหยินเฒ่า คนของแคว้นอ้าวอวิ๋นมาถึงแล้ว” ขณะที่ฮูหยินเฒ่าและเซียวซู่ซู่กำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนานนั้น ผู้เป็นพ่อบ้านก็ได้เดินเข้ามาและเอ่ยรายงานด้วยสีหน้าตึงเครียดเล็กน้อย

        แคว้นอ้าวอวิ๋นและแคว้นป่ายฮวานั้นอยู่ติดกัน หนึ่งร้อยปีมานี้ แคว้นทั้งสองได้มีสัมพันธ์อันดีต่อกัน

        ความจริงแล้วแคว้นนี้อยู่ในเขตแดนหนานเจียงซึ่งอยู่ทางแถบใต้ และต้าเยียนก็อยู่ในเขตแดนเป่ยม่อซึ่งอยู่ทางแถบเหนือ

        ฝั่งเหนือและฝั่งใต้นั้นมีสำนักเหลยเป็นเขตแบ่งแดน

        ทางเป่ยม่อนั้นมีราชวงศ์ม่อแห่งต้าเยียนเป็นผู้คุมทั้งหมด แต่ทางหนานเจียงกลับถูกแบ่งออกเป็นสามแคว้นเล็ก ซึ่งได้แก่แคว้นป่ายฮวา แคว้นอ้าวอวิ๋นและแคว้นโยวเจิ้น

        แคว้นป่ายฮวา แคว้นอ้าวอวิ๋นและแคว้นโยวเจิ้นอยู่เรียงขนานกัน อำนาจของทั้งสามแคว้นนั้นต่างไม่มีใครด้อยไปกว่ากัน อีกทั้งเหนือแคว้นทั้งสามยังมีวัดคลื่นจันทรา เรียกได้ว่ามี่เพียงมหาปุโรหิตของวัดคลื่นจันทราเท่านั้นถึงจะเป็นผู้ที่ควบคุมหนานเจียงอย่างแท้จริง

        และผู้ที่จะมาเป็นมหาปุโรหิตนั้นจะมีการเปลี่ยนทุกๆ สิบปี โดยมีแคว้นทั้งสามเวียนกันส่งรายชื่อผู้เข้าร่วมที่เหมาะสม จากนั้นก็มีมหาปุโรหิตคนก่อนเป็นคนทำการเลือกผู้สืบทอด

        อำนาจของพวกเขานั้นยิ่งใหญ่มาก เพียงแค่ประโยคเดียวก็สามารถทำลายหนานเจียงทั้งหมดเลยก็ว่าได้

        แน่นอนว่าอำนาจของพวกเขาก็ได้รับมาจากแคว้นทั้งสามนี้

        และที่สำคัญยิ่งกว่าคือการที่วัดคลื่นจันทรานั้นมีธนูจันทรภพที่สามารถผนึกแคว้นทั้งสามได้

        แต่ว่าพันปีมานี้ ไม่มีผู้ใดดึงธนูคันนั้นได้ เพราะฉะนั้นความลึกลับของวัดคลื่นจันทราจึงได้หยุดไว้เพียงเท่านี้ อำนาจของพวกเขาก็ค่อยๆ น้อยลงไปทุกวัน

        ความสงบของแคว้นทั้งสามก็เริ่มเกิดความเปลี่ยนแปลง

        ทางแคว้นป่ายฮวาและแคว้นอ้าวอวิ๋นก็ได้เขียนสัญญาสงบศึกกันเป็นเวลาหนึ่งร้อยปี โดยข้อแม้ก็คือการที่แคว้นป่ายฮวาจะต้องส่งคนไปอภิเษกกับแคว้นอ้าวอวิ๋น

        ปีนั้นก็ได้กำหนดแล้วว่าให้คุณหนูสามแห่งสกุลเซียวแต่งงานกับองค์ชายเก้าแห่งแคว้นอ้าวอวิ๋น แต่คาดไม่ถึงว่าคุณหนูสามจะมีนิสัยดื้อรั้น ไม่ยินยอมต่อข้อตกลง อีกทั้งยังได้ขัดราชโองการของฮ่องเต้หญิง และแต่งงานให้กับคุณชายใหญ่แห่งสกุลหลี่ที่มีอำนาจเทียบเท่ากับสกุลเซียวในตอนนั้น

        และเพราะว่าสกุลหลี่และสกุลเซียวเกี่ยวดองกันทำให้ฮ่องเต้หญิงมิกล้าที่จะออกราชโองการลงโทษ

        จากนั้นคุณหนูสามแห่งสกุลเซียวก็ได้ให้กำเนิดธิดาแล้วก็จากโลกนี้ไป คุณชายใหญ่แห่งสกุลหลี่เองก็ได้เสียชีวิตลงในสมรภูมิรบ ทำให้ฐานอำนาจของสกุลหลี่และสกุลเซียวนั้นลดน้อยลง ฮ่องเต้หญิงเห็นดังนั้นจึงได้ออกราชโองการอีกฉบับหนึ่งให้ธิดาที่พึ่งถือกำเนิดจากคุณหนูสกุลเซียวนั้นเป็นตัวแทนในการอภิเษกกับองค์ชายเก้าแห่งแคว้นอ้าวอวิ๋น

        ตอนนี้สกุลเซียวก็ไม่มีอำนาจพอที่จะขัดราชโองการได้อีก

        การที่คนของแคว้นอ้าวอวิ๋นเดินทางมาถึงก็ทำให้บรรยากาศในสกุลเซียวตกอยู่ในสภาวะตึงเครียด

        สำหรับเรื่องนี้ เซียวซู่ซู่เองก็รู้ วินาทีนี้นางเองก็ลุกขึ้นเช่นกัน ก่อนจะมองไปที่พ่อบ้านและเอ่ยเน้นย้ำออกมาทีละคำ “ข้ายังมิได้ผ่านพิธีปักปิ่น”

        นางยังไม่เคยคิดถึงเรื่องแต่งงาน ที่นี่ยังคงมีสิ่งที่นางไม่อาจตัดใจได้

        ฮูหยินเฒ่ารีบยกมือขึ้นกดลงบนไหล่ของเซียวซู่ซู่ “เด็กน้อย อย่าพึ่งตื่นตกใจไป ให้ยายไปพบกับพวกเขาก่อนเถิด”

        จะร้ายหรือจะดีนั้นก็ล้วนหนีไม่พ้น หลายปีมานี้ฮูหยินเฒ่าได้เผชิญกับเรื่องราวมานับไม่ถ้วน นางนั้นรู้สึกเฉยชากับเรื่องทั้งหมดแล้วจึงมีท่าทีนิ่งสงบขณะรับมือกับทุกสิ่งอยู่เสมอ

        เมื่อเซียวซู่ซู่รู้สึกได้ถึงแรงกดของฮูหยินเฒ่า นางเองก็มีท่าทีสงบลง ชาติก่อนนางมักจะสงบนิ่งอยู่เสมอ สำหรับทุกเรื่องที่เกิดขึ้นนางก็มักจะยอมรับมันด้วยท่าทีนิ่งเฉย

        ตอนนี้กลับเป็นเพราะสภาพแวดล้อม ผู้คนและเรื่องราวต่างๆ ทำให้นางได้รับการดูแลเป็นอย่างดี แต่กลับสูญเสียความสงบนิ่งของตนไป

        เมื่อเห็นฮูหยินเฒ่าหายออกไปจากเรือน เซียวซู่ซู่จึงค่อยๆ ก้าวเท้ากลับห้องของตน ความเยือกเย็นในดวงตาปรากฏขึ้นอีกครั้ง นิสัยของนางไม่ว่าอย่างไรก็ยังคงไว้ซึ่งความเย็นชา

        ห้องโถง หน้าจวน

        องค์ชายเก้าแห่งแคว้นอ้าวอวิ๋น ป๋ายหลี่ม่อนั่งนิ่งอยู่ตรงกลางห้อง เมื่อเห็นฮูหยินเฒ่าก้าวเข้ามาแล้ว เขาก็ยืนขึ้นแสดงความเคารพ ท่าทางของเขานั้นนอบน้อมมาก ใบหน้าที่ผอมซูบเล็กน้อยประกอบกับโครงหน้าที่งดงามราวกับงานแกะสลักชั้นเลิศ ทำให้เขาดูน่าเคารพและน่าเกรงขามเป็นอย่างมาก

         “คารวะฮูหยินเฒ่า”

         ฮูหยินเฒ่าเองก็เงยหน้าขึ้นน้อยๆ พลางส่งยิ้มบางๆ ให้ “องค์ชายเก้ามากพิธีแล้ว” จากนั้นจึงเดินไปนั่งที่ตำแหน่งประธาน

        หนานกงม่อที่เป็นผู้ติดตามข้างกายองค์ชายเก้านั้นก็จ้องไปที่ฮูหยินเฒ่าแวบหนึ่ง สายตาเหมือนจะแฝงด้วยความไม่พอใจอยู่บ้าง

        แต่องค์ชายเก้าก็ได้ส่งสัญญาณผ่านทางสายตาไปให้กับเขา เพื่อสื่อว่าอย่าทำอะไรวู่วาม

        “มิทราบว่าองค์ชายเก้าเดินทางมาไกลเช่นนี้ มีเรื่องอันใดหรือ?” ฮูหยินเฒ่าเองก็เอ่ยออกมาตรงๆ ไม่อ้อมค้อม เพราะว่าการที่เซียวหน่วนซินได้ปฏิเสธการอภิเษกไปในตอนนั้น ทำให้สกุลเซียวไม่กล้ามีปากเสียงกับราชสำนักของแคว้นอ้าวอวิ๋นมาโดยตลอด

        อีกทั้งยังได้รับการกดขี่ข่มเหงจากฮ่องเต้หญิง ทำให้สกุลเซียวในตอนนี้เรียกได้ว่าไร้ผู้สนับสนุนแล้ว

        แต่เพราะว่าฮูหยินเฒ่านั้นมีทหารจำนวนมากในมือ เสมือนว่าอำนาจทหารกว่าครึ่งของแคว้นป่ายฮวานั้นอยู่มือของนาง ทำให้ราชสำนักของแคว้นป่ายฮวาไม่กล้าทำตัวเป็นศัตรูกับสกุลเซียวโดยตรง

        องค์ชายเก้ารู้ว่าฮูหยินเฒ่าเป็นคนที่ชอบทำอะไรให้เสร็จโดยเร็ว ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่อ้อมค้อมอีก เขารับเอาหยกสลักรูปมังกรมาจากมือขององครักษ์คนหนึ่ง จากนั้นก็ลุกขึ้นและเดินไปข้างหน้าสามก้าว ก้มศีรษะของตนเล็กน้อย “ได้ยินมาว่าสกุลเซียวไม่ค่อยพอใจถึงการอภิเษกระหว่างสองแคว้นเท่าใดนัก แคว้นอ้าวอวิ๋นของพวกเราก็จะไม่บีบบังคับผู้ที่ไม่ยินยอม วันนี้ที่ข้ามาที่นี่ก็เพื่อจะถอนการหมั้นครั้งนี้ เสด็จพ่อของข้าก็ได้แจ้งเรื่องไปให้กับราชสำนักของแคว้นป่ายฮวาแล้วเช่นกัน”

        หยกสลักรูปมังกรนี้เป็นของหมั้นที่สกุลเซียวมอบให้กับองค์ชายก้าว ตอนนี้ถูกส่งคืนกลับมา ทำให้สกุลเซียวเสียหน้าไม่น้อย

        สีหน้าของฮูหยินเฒ่าคล้ำลงไปในทันที นางรู้ว่าปีนั้นที่สกุลเซียวปฏิเสธการอภิเษกทำให้องค์ชายเก้านึกแค้นอยู่ในใจ ตอนนี้จะต้องมีข่าวว่าเซียวซู่ซู่นั้นเคยมีสติปัญญาฟั่นเฟืองกระจายไปถึงแคว้นอ้าวอวิ๋นแล้วเป็นแน่

        ถ้าหากเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อสิบวันก่อน ฮูหยินเฒ่าจะต้องระเบิดโทสะออกมาแน่ แต่ว่าตอนนี้นางแค่มีสีหน้าคล้ำขึ้นเท่านั้น

        เซียวซู่ซู่ที่ไม่อาจวางใจอยู่ในห้องพักต่อไปได้ก็ตัดสินใจไปพบองค์ชายเก้าด้วยตนเองสักครั้ง เมื่อเข้าไปที่ห้องโถงก็ได้ยินคำพูดเมื่อครู่ขององค์ชายเก้า

        ความไม่สงบในใจก็ได้หายไปทันที นางรีบก้าวเท้าไปด้านหน้าก่อนจะดึงเอาหยกสลักรูปหงส์ที่แขวนไว้บนเอวของตนออกมา จากนั้นก็ยกมันขึ้นเหนือหัวด้วยมือทั้งสองเพื่อเป็นการแสดงความเคารพ “ในเมื่อองค์ชายเก้าพูดเช่นนี้แล้ว ท่านยาย สกุลเซียวของเราก็ไม่สะดวกที่จะเอ่ยค้านอะไรอีก สิ่งนี้เป็นของหมั้นที่ทางราชสำนักอ้าวอวิ๋นมอบให้แก่หม่อมฉัน ตอนนี้จะขอส่งคืนให้แก่พระองค์”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม