0 Views

        มือทั้งสองของนางกำแน่นไปที่ปลายดาบในมือของม่อเวิ่นเฉิน โลหิตแดงไหลออกมาจากฝ่ามือ ค่อยๆ หยดลงไปบนผืนดินที่อยู่เบื้องล่าง

        มุมปากของนางมีเลือดไหลซึมออกมาน้อยๆ พลางจับจ้องไปที่ม่อเวิ่นเฉิน ดวงตาของนางเผยความรู้สึกที่เหลือเชื่อและความโศกเศร้าจนแทบจะขาดใจ แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือการยากจะยอมรับ…

        มือที่ถือดาบของม่อเวิ่นเฉินนั้นกำลังสั่น เขาเองก็จ้องไปทางซูฉีฉีที่อยู่เบื้องหน้าไม่กล้าขยับ เขากลัวว่าถ้าตนขยับแม้แต่นิดเดียว ดาบเล่มนั้นก็จะทิ่มแทงเข้าไปในร่างกายของซูฉีฉีมากขึ้น

        เขาคาดคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าดาบของตนจะแทงเข้าไปในร่างกายของนาง

        เขาโกรธนาง กล่าวโทษนาง แต่มิเคยคิดที่จะฆ่านางมาก่อน

        เมื่อครู่เพราะความโกรธทำให้เขาไล่นางกลับไปที่โรงซักล้าง แค่อยากจะให้นางมีสติขึ้นมา ให้นางรู้ชัดถึงทุกสิ่งอย่างที่เขาม่อเวิ่นเฉินทำให้กับนาง เขาเพียงแค่อยากจะกันเข็มทองที่นางซัดออกมาจากมือเท่านั้น

        เพราะถึงอย่างไรฮวาเชียนจือนั้นก็เป็นญาติผู้น้องของตน เขาได้รับปากเสด็จน้าแล้วว่าจะดูแลนางเป็นอย่างดี…

        ริมฝีปากของเขาเองก็กำลังสั่น “ฉีฉี…”

          น้ำเสียงของม่อเวิ่นเฉินนั้นแผ่วเบาและอ่อนโยนมาก เสมือนเขากลัวว่าถ้าเสียงดังเกินไปนั้นจะทำให้ซูฉีฉีรู้สึกตกใจได้ก็มิปาน

        ฮวาเชียนจือที่อยู่ในอ้อมกอดของม่อเวิ่นเฉินนั้นไม่ได้ขยับ ในดวงตาของนางเต็มไปด้วยความสะใจและตื่นเต้น แผนการของนางนั้นสำเร็จไปได้ดีจนเกินคาด

        “ม่อเวิ่นเฉิน ที่แท้ท่านก็เกลียดข้าถึงเพียงนี้…” ซูฉีฉีกล่าวเน้นย้ำออกมาทีละคำ ก่อนที่โลหิตจะพุ่งออกมาจากปากของนาง มือทั้งสองออกแรงดึงดาบที่แทงทะลุหัวใจของตนออก

        มือทั้งสองในตอนนี้อาบไปด้วยโลหิตสีแดงสด นางใช้แรงเฮือกสุดท้ายในการก้าวถอยไปด้านหลังช้าๆ ในดวงตานั้นเหลือไว้เพียงแต่ความสิ้นหวัง

        แผลบริเวณหน้าอกนั้นมีโลหิตไหลออกมาไม่หยุด นางรู้สึกได้ว่าชีวิตของตนค่อยๆ หายไปทีละน้อย ร่างกายค่อยๆ เย็นลงเรื่อยๆ แต่ว่าต่อให้หนาวเย็นสักเพียงใดก็เทียบมิได้กับความสิ้นหวังที่ต้องเผชิญอยู่ในขณะนี้

        นางไม่อาจยอมรับได้ ยอมรับไม่ได้จริงๆ

        สุดท้ายแล้ว นางกลับตายด้วยมือของเขา

        ม่อเวิ่นเฉินโยนดาบยาวในมือทิ้งก่อนจะเหวี่ยงฮวาเชียนจือออกจากอ้อมกอดของตน เขาก้าวเท้าไปด้านหน้าก้าวใหญ่ “ฉีฉี…” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง แฝงไปด้วยความเจ็บปวดและความโศกเศร้าสะเทือนใจ

        บนร่างกายและมือของเขาล้วนเต็มไปด้วยเลือดของซูฉีฉี

        เหลยอวี๊เฟิงที่ตามมาภายหลังนั้นได้แต่นิ่งอึ้งอยู่ตรงนั้น สายตาจับจ้องไปที่ภาพเหตุการณ์เบื้องหน้า

        เขามองไปที่ซูฉีฉีที่บัดนี้ร่างกายอาบไปด้วยเลือดนั้นค่อยๆ ก้าวถอยไปเรื่อยๆ นางตะโกนเสียงต่ำออกมาอย่างไร้เรี่ยวแรง “ไม่ต้องก้าวเข้ามา…”

        เป็นเสียงตะโกนที่กำลังพูดกับม่อเวิ่นเฉิน เสียงนั้นเต็มไปด้วยความสิ้นหวังที่กระทั่งเหลยอวี๊เฟิงยังรู้สึกได้

        เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เขารู้แต่เพียงว่าซูฉีฉีนั้นไม่อาจมีชีวิตรอดต่อไปได้แล้ว ดาบแทงทะลุหัวใจ ต่อให้เป็นเทพเซียนก็ไม่อาจช่วยนางได้

        เขาเพียงแต่ไม่เข้าใจว่า ซูฉีฉีที่เป็นเช่นนี้ยังคงพยายามบังคับตัวเองไม่ให้ล้มลง ผมยาวสลวยที่ยุ่งเหยิงของนางโบกสะบัดไปตามแรงลม เสื้อสีแดงเปียกเป็นแถบใหญ่ ซึ่งเหลยอวี๊เฟิงก็รู้ดีว่านั่นคือเลือดของนาง

        “ฉีฉี อย่าถอยต่อไปอีกเลย” ม่อเวิ่นเฉินไม่กล้าขยับอีกแต่กลับตะโกนเสียงดังออกมา

        ด้านหลังนั้นคือเหวลึก ในเวลานี้ใจของม่อเวิ่นเฉินนั้นเจ็บปวด เหมือนมีมีดค่อยๆ กรีดเนื้อเขาออกทีละชั้นๆ เจ็บจนรู้สึกด้านชา ความสิ้นหวังในใบหน้าของซูฉีฉีนั้นเขาเห็นมันอย่างชัดเจน ในเวลานี้ม่อเวิ่นเฉินเองก็สิ้นหวัง

        ซูฉีฉีค่อยๆ หันกลับมา ดวงตาของนางนั้นค่อยๆ ว่างเปล่าแล้ว นางใช้แรงเฮือกสุดท้ายในการหนีออกไปจากตรงนี้ นางอยากจะหนีให้พ้นจากม่อเวิ่นเฉิน อยากจะหนีให้พ้นจากทุกสิ่งอย่างที่เขาให้กับนางในชาตินี้

        ความเจ็บปวด ความอ่อนโยน ความสุข ความสิ้นหวัง ความไม่ยินยอม อีกทั้งความหวัง นางล้วนอยากจะหนีพ้นจากพวกมัน ถ้าหากเป็นไปได้ ชาติหน้านางยอมเกิดเป็นวัวเป็นควายยังดีกว่าต้องกลับมาเป็นสตรีข้างกายของม่อเวิ่นเฉินอีกครั้ง…

        ความสิ้นหวังเช่นนี้เจ็บปวดเข้ากระดูกยิ่งกว่าความเคียดแค้นเสียอีก

        ด้านหลังของนางเป็นเหวลึก ซูฉีฉีที่อยู่ท่ามกลางสายสมนั้นก็จ้องไปที่ม่อเวิ่นเฉินอีกครั้ง จากนั้นนางก็ค่อยๆ หลับตาลง รับแรงลมที่กระทบมาที่ร่างตนพร้อมกับการดิ่งลงเหวลึก

        “อย่า!” ม่อเวิ่นเฉินรีบเหาะตัวไปด้านหน้า เมื่อครู่ที่เขาไม่กล้าขยับตัวไปด้านหน้าก็เพราะว่ากลัวซูฉีฉีจะตกลงไปในเหวลึก ทว่าตอนนี้นางกลับกระโดดลงไปเอง!

          “ซูฉีฉี!” เหลยอวี๊เฟิงเองก็ตะโกนออกมาเสียงดัง เขารีบดีดตัวไปด้านหน้า แต่เพราะว่าอยู่ห่างไกลเกินไปนัก แม้แต่ชายเสื้อของนางเขาก็ยังสัมผัสไม่โดน

        และม่อเวิ่นเฉินที่อยู่กลางอากาศนั้นกลับรู้สึกว่าร่างกายของตนถูกดึงรั้งเอาไว้ แรงดึงรั้งนั้นมาจากสายรัดเสื้อคลุมของตนนั้นได้พันติดเข้ากับร่างของฮวาเชียนจือ

        เขาสะบัดแขนอย่างแรงทำให้สายรัดของตนนั้นฉีกขาด ก่อนจะรีบพุ่งตัวไปที่ยอดเขาพลางยื่นมือออกไปคว้าร่างของซูฉีฉีเอาไว้

        กลางอากาศนั้น ลมแรงเป็นอย่างมากทำให้คนทั้งหลายล้วนมองเห็นภาพตรงหน้าไม่ชัดนัก แรงเมื่อครู่ของม่อเวิ่นเฉินนั้นคว้าได้เพียงแค่ชายกระโปรงที่โบกสะบัดของซูฉีฉีเท่านั้น

        “แคว่ก!”

         ร่างของซูฉีฉีร่วงลงไปด้านล่างแล้ว และในมือของม่อเวิ่นเฉินนั้นเหลือไว้เพียงแค่ชายกระโปรงที่เขาดึงจนขาดของนางเท่านั้น เศษผ้าชิ้นนั้นมีสีแดงสดดุจโลหิตก็มิปาน

        ภายใต้ความตื่นตระหนกของเหลยอวี๊เฟิง เมื่อเขาคว้าตัวซูฉีฉีเอาไว้ไม่ทันนั้นก็ทำการดึงม่อเวิ่นเฉินที่อยู่ขอบเหวกลับมาแทน เขากลัว กลัวว่าจะเสียบุรุษผู้นี้ไปอย่างกะทันหันเฉกเช่นเดียวกับซูฉีฉีที่กระโดดลงเหวไป…ม่อเวิ่นเฉินยืนนิ่งอยู่ที่ปลายเขา เขามิได้รีบร้อนจะกระโดดตามลงไป เขานั้นเป็นคนที่มีสติที่สุดอยู่เสมอ แน่นอนว่าจะไม่โง่เขลาถึงขนาดกระโดดตามลงไป

        อีกทั้งเขาก็รู้ว่า ต่อให้ซูฉีฉีมีชีวิตรอดนั้นก็คงสิ้นหวังอย่างถึงที่สุดแล้ว ต่อให้นางไม่กระโดดลงเหวไป ก็คงไม่อาจมีชีวิตรอดอยู่ดี

        “เวิ่นเฉิน” เหลยอวี๊เฟิงมองลงไปทางเหวลึกเช่นกัน เหวนั้นลึกจนมองไม่เห็นก้นเหว เขากำลังคิดว่า ม่อเวิ่นเฉินอาจจะทำทุกวิถีทางให้คนค้นหาศพของซูฉีฉีให้พบกระมัง

        “ไป”

        ม่อเวิ่นเฉินมิได้เอ่ยอะไรออกมามากกว่านั้น เขาโยนเศษชายกระโปรงสีแดงสดของตนลงไปที่เหวลึกเช่นกันก่อนจะหมุนตัวจากไป

        แผ่นหลังของเขานั้นดูอ้างว้างและเศร้าโศก ฝีเท้าหนักอึ้ง…

        เขามิได้บอกเหลยอวี๊เฟิงว่าที่เขาไม่ให้คนไปค้นหาศพของซูฉีฉีที่ด้านล่าง เป็นเพราะว่าเขากลัวที่จะต้องเห็นศพของนาง ถ้าเขาไม่ห็นศพของนาง เขาก็สามารถปลอบใจตัวเองได้ สามารถบอกกับตัวเองว่าซูฉีฉียังมีชีวิตอยู่ มีชีวิตอยู่สักมุมหนึ่งของโลกใบนี้…

        ทั้งที่เขารู้อยู่แล้วว่าดาบได้แทงทะลุหัวใจชองซูฉีฉี ต่อให้ไม่ได้ตกลงไปในเหวลึกก็ยังต้องตายอยู่ดี ทว่าเขาก็ยังคงหลอกตัวเอง เสมือนว่ามีเพียงทำเช่นนี้ หัวใจของเขาถึงจะไม่ได้เจ็บปวดมากถึงขนาดนั้น

        หลังจากนั้นฮวาเชียนจือก็ได้ถูกองครักษ์ที่ตามมาพยุงเอาไว้

        และหลังจากที่ซูฉีฉีหายออกไปจากสายตาของทุกคนนั้น ม่อเวิ่นเฉินก็มิได้หันไปมองฮวาเชียนจืออีกแม้แต่นิดเดียว เขาทำเหมือนนางไม่มีตัวตน

        ม่อเวิ่นเฉินเดินไปด้านหน้าด้วยความโดดเดี่ยวและอ้างว้างเช่นนั้นคนเดียว

        เหลยอวี๊เฟิงมองลงไปที่ก้นเหวอีกครั้ง มันลึกเสียจนไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ ต่อให้เขากระโดดลงไปก็เกรงว่าจะไม่มีชีวิตรอดกลับมาเช่นกัน

        เมื่อคิดถึงครั้งแรกที่พบซูฉีฉีและท่าทางที่เด็ดเดี่ยวของนาง แม้ว่าจะไม่ได้มีรูปโฉมที่งดงามสะดุดตา แต่กลับมีท่วงท่าที่ทำให้เขาไม่อาจละสายตาจากนางไปได้

        เพราะฉะนั้นเขาเลยได้ช่วยเหลือนางและมอบยาให้กับนาง แต่กลับไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีก

        บางครั้ง เขารู้ว่าตนเองนั้นโหดร้ายกว่าม่อเวิ่นเฉิน เขารู้ดีอยู่แล้วว่าฮวาเชียนจือนั้นชั่วร้ายและโหดเหี้ยมถึงเพียงใด กระทั่งยังเคยเห็นด้วยตาตนเอง แต่เขาก็ทำเพียงแค่มองนิ่งๆ อยู่ด้านข้าง

        เมื่อมองดูซูฉีฉีรอดตายอย่างหวุดหวิดทุกครั้ง เขายังไม่เคยมีแม้แต่ความรู้สึกเจ็บปวดใจและสงสารนาง แต่เมื่อครู่ตอนที่ซูฉีฉีค่อยๆ ตกลงไปในเหวลึกนั้น เขากลับรู้สึกเจ็บปวดใจ เจ็บปวดจริงๆ แล้ว…

        ฮวาเชียนจือที่กำลังจะจากไปนั้นก็หันกลับมามองอีกครั้ง ในดวงตาของนางยังคงมีภาพซูฉีฉีที่ทั้งร่างอาบไปด้วยโลหิตนั้นหลงเหลืออยู่ ในแววตาของนางก็ปรากฏความไม่สบายใจขึ้นมาน้อยๆ

        นางทำสำเร็จแล้ว จากนี้ไปสตรีข้างกายของม่อเวิ่นเฉินจะมีเพียงนางเท่านั้น

        ตำแหน่งพระชายาแม้จะไม่ได้เป็นของฮวาเชียนจือ ทว่าจากนี้ไปก็จะไม่มีพระชายาอีก ในตำหนักอ๋องนี้ นางก็ยังคงมีครองอำนาจอยู่เช่นเดิม

        นางคิดว่ามีเพียงฐานะเช่นนางเท่านั้นถึงจะเหมาะสมกับม่อเวิ่นเฉิน อีกเพียงไม่นาน นางจะต้องทำให้ฐานะองค์หญิงแคว้นป่ายฮวาของตนเป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คนให้ได้ สิ่งที่นางอยากได้ จะต้องเอามาให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตาม

        บนยอดเขานั้นกลับมาเงียบสงบดังเดิม นอกจากศพของบุรุษร่างใหญ่ทั้งสองที่นอนนิ่งอยู่ตรงนั้น ทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติเสมือนไม่เคยเกิดเรื่องอะไรขึ้น

        ใต้เหวลึกนั้นมีหมอกปกคลุมอย่างหน้าแน่น ลมหนาวพัดผ่านทำให้บรรยากาศโดยรอบนั้นหนาวเย็นเข้าถึงกระดูก…


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม