0 Views

        ฮวาเชียนจือหัวเราะออกมาเสียงดัง “คิดจะเอายังไง? แน่นอนว่าคิดอยากให้เจ้าตายยังไงล่ะ” พลางแหงนหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้า เสมือนว่ากำลังรออะไรอยู่

        ซูฉีฉีถูกบุรุษร่างใหญ่กดตัวของนางเอาไว้จนไม่อาจขยับตัวได้ นางทำได้เพียงแค่จ้องไปที่ฮวาเชียนจือด้วยสายตาเคียดแค้น “เจ้าก็รู้อยู่แล้วว่าสำหรับท่านอ๋องข้าไม่ได้มีสถานะอะไรทั้งนั้น เหตุใดจึงต้องคิดจะจัดการข้าให้ถึงตายด้วย?”

        แน่นอนว่านางไม่ยอมตายด้วยมือของสตรีผู้นี้เป็นแน่ แค้นอันใหญ่หลวงของนางยังมิได้ทำการชำระ

        นักฆ่าที่บุกโจมตีครั้งก่อนนั้นจะต้องเป็นฝีมือของสตรีผู้นี้เป็นแน่ เชื่อว่าม่อเวิ่นเฉินเองก็สามารถตรวจสอบได้อย่างแน่นอน ทว่าเขากลับไม่คิดจะจัดการ คงเป็นเพราะเขาไม่อาจหักห้ามใจทำร้ายฮวาเชียนจือได้กระมัง

        เพราะว่าเขายังคิดจะแต่งนางเข้ามาเป็นชายารอง อยู่ร่วมกันยันแก่เฒ่านี่ เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ในใจของซูฉีฉีก็เจ็บปวดเสมือนโดนเข็มทิ่มก็มิปาน

        ในหัวสมองของนางยังมีคำพูดระหว่างม่อเวิ่นเฉินและเหวยอวี๊เฟิงดังก้องอยู่ หัวใจของนางยิ่งเจ็บปวดจนยากจะทน ทว่านางยังคงพยายามบังคับตนเองให้แสดงท่าทีนิ่งเฉยขณะจ้องกลับไปที่ฮวาเชียนจือ

        “เหอะ ต่อให้เจ้าจะไม่ได้มีสถานะอะไร แต่เจ้าก็ได้ยึดครองตำแหน่งพระชายาเอาไว้” ฮวาเชียนจือเอ่ยออกมาเสียงเย็น นางตั้งใจแล้วว่าจะให้ซูฉีฉีหายสาบสูญไปจากโลกของม่อเวิ่นเฉินอย่างแน่นอน

        นางก็ดูออกเช่นกันว่าม่อเวิ่นเฉินนั้นมิได้มีท่าทีสนิทสนมกับซูฉีฉีมากนัก ทว่าในคืนวันปีใหม่คนทั้งสองกลับอยู่ด้วยกันตลอดคืน ไม่พรากจากกันเลย นั่นก็ทำให้นางเข้าใจในความคิดของม่อเวิ่นเฉินแล้วเช่นกัน

        ยังไงเสียซูฉีฉีก็เป็นหมอเทวดา ตอนนี้คนทั่วทั้งแผ่นดินไม่มีผู้ใดไม่รู้

        กับม่อเวิ่นเฉินนั้นนางเองก็ถือว่ามีประโยชน์มาก ฮวาเชียนจือผู้นี้เป็นคนที่คิดเล็กคิดน้อย ละเอียดรอบคอบ ต่อให้พวกเขานั้นจะไม่มีความสัมพันธ์รักใคร่กันแบบชายหญิง ทว่าความสัมพันธ์อย่างอื่นก็ไม่อาจยอมรับได้เช่นกัน

        เมื่อได้ยินคำพูดของนาง ซูฉีฉีก็ไม่รู้ควรจะเอ่ยอันใดออกมาอีก นางรู้ว่าต่อให้ตนเองพูดอะไรออกไป ฮวาเชียนจือก็จะไม่รามือเป็นแน่

        นางยอมกระทั่งทำลายงานแต่งของตนเอง อีกทั้งยังวางแผนอย่างรอบคอบในการจะสังหารตนทิ้ง เพราะฉะนั้นจะต้องไม่มีทางล้มเลิกแผนการได้อย่างง่ายดายแน่นอน อีกทั้งดูจากท่าทางของนางแล้ว เหมือนว่าจะมีความมั่นใจเป็นอย่างมาก

        บุรุษร่างใหญ่ที่กดซูฉีฉีเอาไว้นั้นมิได้ลงมือทำอะไร เขาเพียงแต่ยืนนิ่งๆ อยู่ตรงนั้น เสมือนกำลังรอฟังคำสั่งของฮวาเชียนจือ

        ตรงปลายขอบฟ้านั้นมีเงาของคนผู้หนึ่งเหาะมาด้วยความเร็วสูง มุมปากของฮวาเชียนจือก็กระดกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ จากนั้นก็ส่งสัญญาณผ่านทางดวงตาไปให้กับบุรุษร่างใหญ่ผู้นั้น

        มือของบุรุษผู้นั้นที่เดิมจับซูฉีฉีอยู่ก็ปล่อยออกโดยไม่สนใจนางแม้แต่น้อย จากนั้นก็เดินไปพร้อมกับบุรุษอีกคนไปยังเบื้องหน้าของฮวาเชียนจือ ก่อนจะหยิบเอาเชือกเส้นบางขนาดเท่านิ้วคนเส้นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อของตน แล้วเริ่มลงมือจับฮวาเชียนจือมัดไว้กับซากต้นไม้

        ซูฉีฉีที่อยู่ด้านข้างที่เห็นภาพตรงหน้านั้นก็นิ่งอึ้งไปเล็กน้อย นางมิได้สังเกตเงาของคนที่กำลังเหาะมาทางนี้

        ฮวาเชียนจือที่เมื่อครู่มีสีหน้าเย่อหยิ่งนั้น ตอนนี้กลับแสดงสีหน้าน่าสงสารออกมา ก่อนจะมองไปที่ซูฉีฉีพร้อมกับน้ำตาที่เอ่อคลอขึ้นรอบดวงตา “ขอร้องพวกท่าน…อย่าทำอย่างนี้…” ดูแล้วน่าสงสารเป็นอย่างยิ่ง

        ในช่วงพริบตาเดียวนั้น ซูฉีฉีก็รู้แล้วว่านางต้องการจะทำอะไร ช่างเป็นแผนการที่แยบยนจริงๆ ไม่เสียไพร่พลแม้แต่คนเดียวก็สามารถทำให้ซูฉีฉีนั้นตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่อาจมีทางรอดเหลืออยู่ได้อีก

        ในที่สุดนางก็มองไปยังทิศทางอันไกลโพ้น พลางเห็นเงาของคนกำลังเข้าใกล้มากขึ้นทุกที ซูฉีฉีเองก็สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าผู้ที่มานั้นคือม่อเวิ่นเฉิน

        ชุดคลุมสีแดงสดนั้นมิอาจปกปิดไอสังหารและความอาฆาตที่แผ่ออกมาจากตัวเขาได้ ดูเหมือนว่าเขาจะมีโทสะเป็นอย่างมาก แม้ว่าจะอยู่ห่างไกลนักแต่ซูฉีฉีก็ยังคงรู้สึกได้ถึงมันอย่างชัดเจน ทำให้ในใจของนางเองก็จมดิ่งลึกลงไปด้วยเช่นกัน วินาทีนี้ต่อให้นางอธิบายอะไรออกไปก็คงไม่เป็นผลเสียแล้ว

         บุรุษร่างใหญ่ทั้งสองคนนั้นได้เริ่มลงมือแล้ว ใบหน้าของพวกเขานั้นเต็มไปด้วยความชั่วร้าย เสียงร้องตะโกนของฮวาเชียนจือนั้นยิ่งแผ่วเบาลงไปเรื่อยๆ ทว่าม่อเวิ่นเฉินที่อยู่ห่างไกลออกไปนั้นได้ยินมันอย่างชัดเจน

        ซูฉีฉีสีหน้าราบเรียบขณะยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น นางปล่อยให้ลมที่พัดโหมกระหน่ำนั้นโบกสะบัดฉายกระโปรงของตนอย่างแรง พัดใส่หน้าของนางจนสร้างความเจ็บปวด มือของนางนั้นยังคงกำเข็มทองไว้เล่มหนึ่ง ทว่านางกลับไม่อาจขยับตัวได้

        ภาพตรงหน้านี้ทำให้นางไม่อาจยอมรับได้

        ฮวาเชียนจือ เจ้านี่ร้ายจริงๆ

        เสื้อคลุมตัวนอกของฮวาเชียนจือนั้นได้ร่วงหล่นลงกับพื้นแล้ว ทว่าบุรุษร่างใหญ่ทั้งสองนั้นกลับไม่กล้าลงมือจริงๆ พวกเขาทำเพียงแค่เล่นละครเท่านั้น

        ม่อเวิ่นเฉินที่อยู่กลางอากาศนั้นปรากฏความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งขึ้นในดวงตา เขามิได้หันไปมองบุรุษทั้งสองที่กำลังรังแกฮวาเชียนจืออยู่ในตอนแรก แต่กลับมองดูซูฉีฉีที่ยืนอยู่ท่ามกลางสายลมอย่างเงียบสงบจนน่ากลัวแทน

        สีหน้าของเขานั้นเยือกเย็นมากขึ้น เขานั้นคาดเดาได้แล้วว่าคนที่ยืนอยู่ด้านนอกห้องโถงในวันนั้นเป็นใคร จะต้องเป็นซูฉีฉีอย่างแน่นอน

        คำพูดที่เขาเอ่ยกับเหลยอวี๊เฟิง นางได้ยินมันอย่างชัดเจนถึงได้กล้าทำเรื่องอันตรายเช่นนี้ขึ้นกระมัง

        “ซูฉีฉี ข้ามองเจ้าผิดไปแล้ว”

         เขาตีลังกากลางอากาศก่อนจะรีบลงมายืนขั้นกลางระหว่างซูฉีฉีและฮวาเชียนจือ ม่อเวิ่นเฉินนั้นได้ดึงดาบยาวในมือของตนออกมาแล้ว ก่อนจะฟันบุรุษทั้งสองให้ล้มลงไปกองกับพื้น โลหิตพุ่งกระจายไปรอบทิศ ไหลอาบลงที่พื้นดินทั่วบริเวณ

        เขามิได้มองไปที่ซูฉีฉีอีกแต่กลับเอ่ยทิ้งประโยคนั้นเอาไว้

        ซูฉีฉีที่ยืนอยู่ท่ามกลางสายลมนั้นเหมือนจะคาดเดาเรื่องนี้ได้อยู่ก่อนแล้ว ทว่าเมื่อได้ยินประโยคนั้นก็ยังรู้สึกเจ็บจนหายใจได้อย่างยากลำบาก นางมิได้อธิบาย แม้แต่คำเดียวนางก็ไม่พูดออกมา

        ฮวาเชียนจือนั้นพิงเข้ากับอ้อมกอดของม่อเวิ่นเฉินด้วยท่าทีน่าสงสาร ลำตัวของนางสั่นเทาขณะที่ดวงตาของนางเอ่อคลอด้วยน้ำตา เครื่องประทินโฉมงดงามบนใบหน้านั้นได้ถูกหยดน้ำตาชำระไปหมดแล้ว

        “พี่เวิ่นเฉิน” นางร้องไห้พลางเอ่ยเรียกม่อเวิ่นเฉินเบาๆ “ช่างเถิด ข้าก็มิได้รับบาดเจ็บอะไร…อย่าลงโทษพระชายาเลย…”

        ถ้าหากม่อเวิ่นเฉินมิได้นึกไปถึงว่าผู้ที่อยู่หลังประตูในวันนั้นเป็นซูฉีฉีแล้ว ในเวลานี้เขาจะต้องคิดพิจารณาถึงเหตุการณ์นี้อย่างรอบคอบเป็นแน่

        แต่เมื่อเขาคิดไปถึงว่าซูฉีฉีนั้นได้ยินบทสนทนาระหว่างเขากับเหลยอวี๊เฟิงแล้ว ด้วยนิสัยของนางจะต้องไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ไปอย่างแน่นอน นางทำเรื่องอย่างนี้ขึ้นนั้นเป็นการกระทำที่สมเหตุสมผลเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนั้นเขาจึงมิได้คิดอะไรมากนัก

        ม่อเวิ่นเฉินกอดฮวาเชียนจือไว้แน่น ตั้งแต่ต้นจนจบนั้นก็มิได้หันไปมองซูฉีฉีแม้แต่ครั้งเดียว ก่อจะสบถออกมาเสียงเย็น “ให้นางกลับไปที่โรงซักล้างดังเดิมก็แล้วกัน”

          เมื่อคิดว่าซูฉีฉีได้ทำเรื่องเช่นนี้ขึ้น ใจของเขาก็เจ็บปวดมากเช่นกัน แม้ว่าเขาจะมิได้ทำอะไรให้นางมากมายดั่งเช่นที่นางทำ ทว่าเพื่อซูฉีฉีเขาเองก็ได้เปลี่ยนแปลงตนเองไปมากมาย

        ท้ายที่สุดแล้ว ระหว่างพวกเขาแม้แต่ความเชื่อใจเพียงน้อยนิดก็ยังไม่มี

        วันนี้ที่เหลยอวี๊เฟิงเอ่ยออกมานั้น เขาก็ทำเพียงแค่ตอบกลับตามนั้นเท่านั้น ถ้าหากพูดว่าเมื่อตอนเริ่มแรกนั้นเป็นเพราะว่าการพนัน ตอนนี้ก็เหลือเพียงเพราะว่าเขารู้สึกหวั่นไหวกับนางไปตั้งนานแล้ว

        ที่แลกกลับมานั้นกลับไม่ใช่ความรักที่ลึกซึ้ง แต่กลับเป็นความไม่เชื่อใจ

        “ม่อเวิ่นเฉิน” ในที่สุดซูฉีฉีก็ไม่อาจนิ่งเงียบต่อไปได้อีก

        ม่อเวิ่นเฉินที่โอบฮวาเชียนจือขณะเดินไปด้านหน้านั้นหยุดฝีเท้าลง ทว่ายังคงไม่หันกลับมา

        ซูฉีฉีนั้นค่อยๆ ก้าวเท้าไปด้านหน้า นางรู้สึกว่าเท้าของตนนั้นทุกย่างก้าวนั้นหนักอึ้ง ลมพัดอย่างแรงทำให้ร่างกายของนางโคลงเคลงเล็กน้อย เมื่อไหร่กันที่นางนั้นอ่อนแอจนต้านทานไม่ได้แม้แต่แรงของลมพัดกัน

        นางยิ้มออกมาอย่างเจ็บปวด ก่อนจะยืนอยู่เบื้องหน้าม่อเวิ่นเฉิน “ดาบเสวียนหยวนของท่านไม่อยากได้แล้วหรือ?”

        เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้ เหตุใดจึงไม่พูดทั้งหมดออกมาให้ชัดเจนกัน ในเมื่อเขามิเชื่อใจในตัวนาง อธิบายไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร

        เดิมคิดว่าหลังจากนี้สองสามีภรรยาจะได้อยู่รักใคร่กันจนแก่เฒ่า แต่ท้ายที่สุดแล้วกลับเป็นเพียงแค่การพนัน เป็นแค่การเล่นละครเท่านั้น

        ร่างของม่อเวิ่นเฉินนิ่งเกร็งขึ้น ดวงตาสีดำสนิทที่นิ่งเรียบไร้อารมณ์ของเขานั้นก็จมลึกลงไปมากขึ้น ก่อนจะมองซูฉีฉีอย่างเย็นชา ในที่สุดนางก็พูดเรื่องทั้งหมดออกมา

        และเพราะว่าเรื่องเหล่านี้ นางถึงได้กระทำต่อฮวาเชียนจืออย่างโหดร้ายเช่นนี้กระมัง

        นางไม่ได้มองไปที่ม่อเวิ่นเฉิน แต่กลับมองไปที่ฮวาเชียนจือ “ดีมาก เจ้าชนะแล้ว ทว่าสักวันหนึ่งเจ้าจะต้องเสียใจ”

        ตอนนี้หัวใจของนางนั้นได้ตายไปแล้ว ทว่านางกำลังพยายามบังคับตัวเองให้เผชิญหน้าต่ออย่างกล้าหาญ จากนั้นนางก็สะบัดแขนเสื้อ เตรียมหมุนตัวจากไป

        โรงซักล้างแล้วอย่างไร ครั้งนี้นางจะไม่จมอยู่กับความเศร้าโศกอีก นางจะต้องตั้งสติให้ดี

        “อ๊า…”

        ในขณะที่นางหมุนตัวนั้น ฮวาเชียนจือที่อยู่ในอ้อมกอดของม่อเวิ่นเฉินก็ส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวดออกมา เข็มทองที่เด่นเป็นสง่าเล่มหนึ่งได้ปักเข้าไปบนลำคอของฮวาเชียนจือแล้ว

        “ซูฉีฉี” ม่อเวิ่นเฉินหลุบตาลงต่ำขณะตะโกนออกมาอย่างมีโทสะ และก้าวไปด้านหน้าก้าวหนึ่งอย่างรวดเร็ว

        เข็มทองนั้นมีเพียงซูฉีฉีเท่านั้นถึงจะมีได้

        หลังจากที่ฮวาเชียนจือกรีดร้องอย่างเจ็บปวดแล้ว กลับยิ้มเย็นออกมาเมื่อเห็นว่าม่อเวิ่นเฉินกำลังจ้องไปที่ซูฉีฉี รอยยิ้มนั้นไม่มีผู้ใดเห็น ทันใดนั้นก็มีมีดสั้นปรากฎขึ้นในมือของนาง ก่อนที่จะออกแรงแทงไปทางซูฉีฉีที่อยู่เบื้องหน้า

        ซูฉีฉีนั้นไม่รู้ว่าเหตุใดม่อเวิ่นเฉินถึงมีโทสะขึ้นมากะทันหัน ในวินาทีที่นางหมุนตัวนั้นก็เห็นมีดสั้นกำลังพุ่งมาทางตน เข็มทองที่อยู่ในมือนั้นก็ถูกซัดออกไปอย่างไม่ลังเล

        “พี่เวิ่นเฉิน ช่วยข้าด้วย” ฮวาเชียนจือร้องออกมาอย่างโหยหวนอีกครั้ง มีดสั้นที่กำอยู่ในมือนั้นได้ถูกเก็บไปอย่างรวดเร็ว

        ดวงตาของม่อเวิ่นเฉินมีประกายปรากฎขึ้นแวบหนึ่ง ก่อนจะสะท้อนเห็นเพียงเข็มทองในมือของซูฉีฉี เขาคิดที่จะใช้มือรับ ทว่าดาบที่อยู่ในมือนั้นกลับยกขึ้นไปเองโดยธรรมชาติ

        เขารู้ถึงความโหดของซูฉีฉี กระทั่งกับเขาแล้วยังทำเช่นนี้ นับประสาอะไรกับศัตรู เพราะฉะนั้นเขาเองก็มิได้คิดอะไรมากนัก และในขณะที่ดาบได้ถูกยกขนานขึ้นนั้น ฮวาเชียนจือก็ขยับร่างกายของตนเบาๆ ทำให้ข้อมือของม่อเวิ่นเฉินก็ขยับตามไปด้วย…

        “อ๊ะ…” ซูฉีฉีร้องออกมาอย่างเจ็บปวดเบาๆ เข็มทองในมือได้ทิ่มเข้าไปบนแขนของม่อเวิ่นเฉินแล้ว และในขณะเดียวกันนั้นดาบในมือของม่อเวิ่นเฉินเองก็ได้แทงเข้าทะลุหัวใจของตน!


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม