0 Views

        ความเปลี่ยนแปลงของซูฉีฉีนั้นม่อเวิ่นเฉินเห็นมันกับตา เขารู้สึกว่าสิ่งที่เขาคาดเดาในวันนั้นไม่ได้ผิดพลาด

        คนที่ยืนอยู่ด้านหลังประตูในวันนั้นจะต้องเป็นซูฉีฉีอย่างแน่นอน ถ้าเช่นนั้นประโยคที่เขาพูดกับเหลยอวี๊เฟิง นางคงได้ยินหมดแล้ว

        เขาอยากจะไปอธิบาย แต่ว่าเขาม่อเวิ่นเฉินนั้นไม่เคยสนใจจะอธิบายเรื่องใดให้กับใคร โดยเพราะกับเรื่องนี้

        เขานั้นคิดว่าตนเองได้ทำมาพอแล้ว มิจำเป็นต้องพูดอะไรเยอะอีก

        วันแต่งงานใกล้เข้ามาทุกที ซูฉีฉีนั้นยุ่งผิดปกติ นางตื่นเช้าและนอนดึก นำเอาความทุ่มเทและกระตือรือร้นออกมาใช้อย่างเต็มที่

        ในเมื่อทุกอย่างนางไม่มีทางได้รับมัน เช่นนั้นนางก็จะพยายามอยู่เป็นแขนซ้ายขวาให้กับเขา รอจนเขาสามารถช่วยนางแก้แค้นให้กับมารดาของตนได้

        และทั้งหมดนี้ ฮวาเชียนจือผู้กำลังหลงอยู่ในความสุขสำราญนั้นมิได้สังเกตเห็น

        นางไม่เพียงแต่จมอยู่กับความคิดเรื่องงานแต่งงานระหว่างนางกับม่อเวิ่นเฉิน แต่ยังจมอยู่กับแผนการที่ตนคิดจะดำเนินการ เมื่อเวลาค่อยๆ ผ่านไปนั้น แผนการของนางก็ยิ่งมีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จมากขึ้น

        ต่อให้ต้องทำลายทั้งหมดนั้นนางก็ไม่เสียใจ เพราะว่านางไม่สามารถยอมรับการมีอยู่ของซูฉีฉีได้อีก

        โดยเฉพาะเมื่อตอนนี้ม่อเวิ่นเฉินนั้นได้เห็นถึงความสำคัญของซูฉีฉี ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองก็มีท่าทีดีขึ้น ทำให้นางไม่สามารถทนดูอยู่เฉยๆ ได้ เพราะต่อให้ตนนั้นแต่งให้เขาเป็นชายารองก็เกรงว่าจะเป็นแค่ในนามเท่านั้น

        ผ้าคลุมสีแดงสดปกปิดใบหน้าที่งดงามไร้ที่ติของนางเอาไว้ ระฆังดังสนั่นนอกตำหนักอ๋องพร้อมกับเสียงประทัดที่ดังอย่างต่อเนื่อง ภายในตำหนักอ๋องนั้นตกแต่งไปด้วยผ้าหลากสี บรรยากาศเป็นมงคลยิ่ง พรมแดงได้ถูกปูจากประตูใหญ่ของตำหนักอ๋องไปตลอดทางเดินทั่วทั้งตำหนัก กระทั่งถนนทางเล็กๆ ก็ยังมิละเอาไว้

        บริเวณโดยรอบนั้นเต็มไปด้วยสายตาอิจฉาริษยา

        ตั้งแต่เช้ามืด ซูฉีฉีก็ได้คอยจัดการงานแต่งงานให้กับสามีของตน และเพราะว่าช่วงนี้นางยุ่งเป็นอย่างมากทำให้สีหน้าขาวซีดผิดปกติ นางเองก็สวมชุดกระโปรงสีแดงทำให้โครงหน้าที่สะอาดบริสุทธิ์นั้นดูมีเสน่ห์มากขึ้นไม่น้อย

        เมื่อถึงฤกษ์งามยามดี ซูฉีฉีก็ได้ทำการสั่งให้คนใช้ในบ้านเริ่มขนย้ายของ

        “พระชายา ท่านอ๋องเรียนเชิญท่าน” มีคนรับใช้คนหนึ่งวิ่งมาก่อนจะเอ่ยกับนางอย่างมีมารยาท

        ทำให้ซูฉีฉีนั้นต้องนิ่งอึ้งไปก่อนจะมองคนรับใช้ผู้นั้นขึ้นๆ ลงๆ ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยคุ้นเคยกับเขาเท่าใดนัก นางนั้นพักเรือนเดียวกับม่อเวิ่นเฉินมาโดยตลอด กับคนรับใช้ในเรือนนั้นนางก็คุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง

        เมื่อคนรับใช้ผู้นั้นเห็นซูฉีฉีมองสำรวจตน เขาก็ก้มหน้าลงน้อยๆ “พระชายา ใกล้ถึงฤกษ์มงคลแล้ว ท่านอ๋องเชิญท่านไปพบเพราะมีเรื่องจะปรึกษา”

          เสมือนกำลังปกปิดอะไรอยู่

        เมื่อเห็นทุกอย่างถูกเตรียมพร้อมไว้แล้ว ในใจของซูฉีฉีก็รู้สึกจุดแน่นอยู่น้อยๆ งานแต่งงานของตนนั้นก็เอิกเกริกเช่นนี้เช่นกัน แต่สุดท้ายแล้วกลับกลายเป็นฉากอันน่าเศร้าขึ้นได้

        ในใจของนางรู้สึกไม่ค่อยสงบขึ้นมาชั่วขณะ

        นางอยากจะมองข้ามเวลาไป แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเลยเวลาฤกษ์แล้วนั้น ม่อเวิ่นเฉินก็มิได้มีนางเป็นชายาเพียงคนเดียวอีกต่อไป

        แต่ถึงกระนั้น ต่อให้นางเป็นเพียงแค่ชายาในนาม นามก็ยอม

        “ได้”

        เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ ซูฉีฉีก็พยักหน้า พลางวางงานในมือลงและเดินเข้าไปในเรือน

        ทว่ายังมิรอให้ซูฉีฉีเดินไปถึงด้านหน้าเรือน นางก็รู้สึกเจ็บที่ท้ายทอยจากนั้นก็หมดสติไป

      ทางห้องโถงด้านหน้านั้นเต็มไปด้วยแขกเหรื่อ คึกคักผิดปกติ

       แม่สื่อได้ตะโกนแจ้งว่าถึงเวลาฤกษ์มงคลแล้ว ทว่ากลับไม่เห็นเจ้าสาวปรากฏตัวมาเสียที

        ม่อเวิ่นเฉินที่นั่งอยู่ตำแหน่งประธานนั้นได้สวมชุดเจ้าบ่าวสีแดงสด สีหน้ายังคงราบเรียบเหมือนเดิม ทว่าตอนนี้คิ้วของเขากลับขมวดเข้าหากันแน่น

        เหลยอวี๊เฟิงที่อยู่ด้านข้างก็พยายามชะเง้อคอออกไปมองด้านนอกประตู

        เขาเชื่อว่าซูฉีฉีจัดการดูแลเรื่องนั้นไม่มีทางเกิดข้อผิดพลาดได้ ทว่าทำไมเจ้าสาวถึงไม่ปรากฏตัวเสียที? เขาคิดพลางส่ายศีรษะ ดูเหมือนว่านางเองก็สามารถทำเรื่องผิดพลาดได้เช่นกัน

        ให้ใครทำเรื่องที่ตนไม่ยินยอมนั้น เกรงว่าคงเป็นเช่นนี้ด้วยกันทั้งนั้น

        เสียงซุบซิบในห้องโถงใหญ่ค่อยๆ ดังขึ้น แม่สื่อเองก็ได้ตะโกนออกมาถึงสามครั้งแล้ว ทว่าตรงขอบประตูนั้นก็ยังไร้ซึ่งเงาของคน

        ในขณะที่แม่สื่อกำลังจะตะโกนเป็นครั้งที่สี่นั้น ด้านนอกก็มีคนรับใช้ผู้หนึ่งวิ่งเข้ามา ท่าทางตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก ก่อนจะคุกเข่าลงพลางยื่นจดหมายให้ม่อเวิ่นเฉินฉบับหนึ่ง “ท่านอ๋อง…พระชายาฝากจดหมายเอาไว้…”

          เมื่อได้ยินคำว่าพระชายา ม่อเวิ่นเฉินก็ลุกขึ้นยืนทันที เขาไม่อาจมีท่าทีสงบนิ่งได้อีก

         ก่อนจะคว้าเอาจดหมายในมือของคนรับใช้ผู้นั้นขึ้นมาอ่านโดยเร็ว สีหน้าที่แต่เดิมไร้ซึ่งอารมณ์นั้นก็เข้มขึ้นเรื่อยๆ เสมือนกำลังจะมีพายุโหมกระหน่ำก็มิปาน เดินก็เป็นช่วงฤดูหนาวอยู่แล้ว ทว่าคนในห้องโถงกลับรู้สึกหนาวเย็นมากขึ้นกว่าเดิม

        ต้องรู้กันว่าในเมืองอ้าวนั้น ม่อเวิ่นเฉินเป็นเสมือนท้องฟ้าที่ปกคลุมทุกสิ่ง เพราะฉะนั้นตอนนี้ทุกคนล้วนเงียบสนิท เสียงแม้แต่นิดเดียวก็ไม่กล้าปล่อยออกมา

        แม่สื่อนั้นอยู่ใกล้กับม่อเวิ่นเฉินที่สุด เมื่อเห็นสีหน้าของเขาแล้วก็อดจะสั่นกลัวไม่ได้ กระทั่งจะหายใจดังๆ ยังไม่กล้า

        คนรับใช้ที่คุกเข่าอยู่ที่พื้นนั้นตัวสั่นไม่หยุด เขาไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้น

        “ได้มาจากที่ใด?” ทันใดนั้นม่อเวิ่นเฉินก็ขยำกระดาษนั้นจนเป็นผุยผง ก่อนจะเอ่ยถามคนรับใช้ที่อยู่แทบเท้าตนอย่างเสียงดัง ดวงตาเสมือนมีไฟแห่งโทสะที่พร้อมจะระเบิดออกมาทุกเมื่อ กระทั่งเหลยอวี๊เฟิงก็ไม่เข้าใจว่าเกิดเหตุอันใดขึ้น

        เขาขมวดคิ้วขณะมองเหตุการณ์ทุกอย่าง

        “ที่ ที่…” คนรับใช้นั้นหวาดกลัวไม่น้อย กระทั่งจะคำพูดยังเอ่ยออกมาได้ไม่ลื่นไหลนัก

        ม่อเวิ่นเฉินยกเท้าขึ้นเตะคนรับใช้ผู้นั้น ทำให้เขาลอยจากห้องโถงออกไปด้านนอกทันที เสียงร้องแห่งความเจ็บปวดดังก้องออกมา

        ดูเหมือนว่าม่อเวิ่นเฉินนั้นจะมีโทสะจริงๆ เสียแล้ว มิเช่นนั้นเขาจะไม่มีทางทำร้ายคนต่อหน้าประชาชนเป็นแน่ เชื่อว่าคนรับใช้ผู้นั้นอาจจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานเสียแล้ว

        หลังจากที่เตะคนรับใช้ผู้นั้นเสร็จ ม่อเวิ่นเฉินก็มิได้เอ่ยคำใดออกมา แต่กลับเหาะตัวออกจากห้องโถงใหญ่อย่างรวดเร็วดุจสายลมก็มิปาน

        ไม่นานหลังจากนั้นเหลยอวี๊เฟิงก็ตามไปด้วย ทิ้งไว้เพียงเสียงซุบซิบเบาๆ ของผู้คนในห้องโถง ทว่าพวกเขากลับคาดเดาไม่ออกว่าเกิดเหตุอันใดขึ้น

        ในวันวิวาห์ เจ้าสาวกลับไม่ปรากฏตัวขึ้นเสียที และจดหมายเพียงฉบับเดียวกลับทำให้ท่านอ๋องมีโทสะได้ถึงเพียงนี้ มีคนคาดเดาว่างานแต่งในวันนี้เกรงว่าจะไม่อาจจัดได้อีกแล้ว

        แน่นอนว่าเหลิ่งเหยียนเองก็ตามไปด้วย ทว่าเขาได้สั่งให้คนจัดการดูแลแขกรับเชิญให้เรียบร้อยก่อนถึงจะจากไป

        ซูฉีฉีนั้นรู้สึกว่าร่างกายหนาวเย็นไม่น้อย นางค่อยๆ ลืมตาขึ้นก่อนจะนวดไปที่ท้ายทอยที่เจ็บปวดของตน ทว่านางกลับพบว่าตนกำลังยืนอยู่ใต้ภูเขาร้างแห่งหนึ่ง ลมเย็นพัดจากบริเวณโดยรอบมาไม่หยุด

        ชุดกระโปรงสีแดงบนตัวของนางนั้นบางไม่น้อย นางลองยกมือขึ้นกอดไหล่ของตน ทว่าก็ยังคงรู้สึกหนาวเย็น นางนั้นไม่ได้ถูกมัดมือมัดเท้าเอาไว้ อีกทั้งยังไม่มีคนมาข่มขู่นาง แต่กลับถูกทิ้งไว้ที่ภูเขาร้างนี้อย่างน่าประหลาด

        ซูฉีฉีลองก้าวไปข้างหน้าไม่กี่ก้าว พยายามบังคับตนเองให้สงบสติอารมณ์ลง นางจำได้ว่าก่อนหน้านี้มีคนใช้ผู้หนึ่งบอกกับตนว่าท่านอ๋องเรียนเชิญนาง

        ตอนนี้แม้ว่านางจะไม่กล้าคาดหวังที่จะได้รับความรักของม่อเวิ่นเฉิน และยิ่งรู้ดีถึงฐานะของตน ตนนั้นเป็นเพียงแค่เครื่องมือของการพนันเท่านั้น ทว่าต่อให้เป็นเช่นนั้น นางก็เชื่อว่าม่อเวิ่นเฉินนั้นจะไม่ทิ้งนางไว้ในสถานที่รกร้างเช่นนี้

        ถ้าเช่นนั้นก็มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะทำได้

        มุมปากของนางกระตุกยิ้มเย็นขึ้น ซูฉีฉีนั้นรู้สึกเย้ยหยันในตนเองไม่น้อย ด้วยฐานะเช่นนี้ของนาง ไม่มีทางสร้างผลกระทบต่อสตรีผู้นั้นได้แน่ แต่ว่าคนผู้นั้นก็ยังคงไม่ล้มเลิกความคิดที่จะทำให้ตนถึงที่ตาย

        ในขณะที่นางกำลังคิดนั้น ก็ได้เห็นว่าในทิศทางไม่ไกลนักมีฮวาเชียนจือผู้สวมชุดเจ้าสาวสีแดงสดยืนยิ้มขณะมองมาที่ตนอยู่ รอยยิ้มนั้นเสมือนท่าทีของผู้ชนะและยิ่งยโสไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา

        นางนั้นเป็นถึงองค์หญิง ไม่เคยเห็นซูฉีฉีผู้เป็นเพียงแค่บุตรสาวของอัครมหาเสนาบดีอยู่ในสายตาอยู่แล้ว

        ยิ่งในเวลานี้ด้วยแล้ว

        “เจ้าคิดจะทำอะไร?” ซูฉีฉีเดินก้าวไปข้างหน้าไม่กี่ก้าวก่อนจะเอ่ยถามเสียงเย็น “เพื่อจะกำจัดข้าแล้ว ถึงขั้นเลือกใช้วันดีของตนเอง”

         ดวงตานั้นแฝงด้วยความไม่พอใจอยู่บ้าง

        “ขอเพียงจัดการเจ้าได้แล้ว หลังจากนี้ทุกวันนั้นล้วนเป็นวันที่ดี” ฮวาเชียนจือนั้นหัวเราะออกมาอย่างภาคภูมิใจ ภายใต้เครื่องประทินโฉมที่งดงามนั้นกลับซ่อนใบหน้าที่บิดเบี้ยวเอาไว้

        นางหัวเราะออกมาอย่างชั่วร้าย

        “ก็ไม่แน่” ซูฉีฉีเองก็เอ่ยตอบกลับเสียงเย็น นางมองไปที่บริเวณรอบๆ นางมิได้คุ้นเคยกับภูมิประเทศของเมืองอ้าวนัก แต่ก็ไม่คิดจะอยู่เสียเวลากับสตรีผู้นี้ต่อไป

        นางตัดสินใจแล้วว่าก่อนที่สตรีผู้นี้จะหาเรื่องตนนั้น นางจะต้องหลบหนีไปก่อน

        ซูฉีฉีนั้นกำเข็มทองในมือของตนแน่น เตรียมพร้อมจะรับมือกับฮวาเชียนจือ แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่การเอาไข่กระทบหิน แต่นางก็ยังคงคิดจะลองดู นางไม่ใช่คนที่จะนั่งรอความตายอยู่เฉยๆ

        แม้ว่าวันนี้จะเป็นวันมงคลของม่อเวิ่นเฉิน แต่ว่าเข็มทองของนางก็ยังคงพกติดตัวไว้อยู่เสมอ

        “อยากจะไป ไม่ง่ายนักหรอก” มิต้องรอให้ซูฉีฉีหมุนตัว ก็มีบุรุษผู้หนึ่งดึงแขนของนางเอาไว้ก่อนจะเปลี่ยนเป็นบีบที่ลำคอของนาง การกระทำนั้นรวดเร็วมาก และเหมือนเขาจะรู้ว่าในมือของซูฉีฉีนั้นมีเข็มทอง จึงได้ทำการพลิกตัวหลบเข็มที่พุ่งหมายปลิดชีวิตของนางได้อย่างทันการ

        เข็มที่ซูฉีฉีทิ่มออกไปนั้นหยุดค้างอยู่กลางอาการ ร่างกายนางเสมือนถูกควบคุมไว้ ไม่สามารถขยับตัวได้ ก่อนที่นางจะหันไปจ้องฮวาเชียนจือด้วยสายตาโกรธแค้น “เจ้าคิดจะเอายังไงกันแน่?”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม