0 Views

        ค่ำคืนปีใหม่ ม่อเวิ่นเฉินนั้นอยู่เป็นเพื่อนซูฉีฉีตลอดทั้งคืน จนกระทั่งฟ้าสาง ซูฉีฉีถึงได้เดินกลับห้องตนเองไปด้วยอาการมึนๆ เมื่อนางถึงห้องก็นอนหลับลงไปทันที

        หัวใจที่เดี๋ยวทุกข์เดี๋ยวสุขของนางนั้นก็ไม่อาจสงบได้อีก เขาทำได้แล้ว แต่ว่าทำไมเขายังต้องแต่งงานกับฮวาเชียนจืออีก

        ด้วยนิสัยของเขา ขอเพียงเขาไม่ยินยอม ฮ่องเต้ของแคว้นป่ายฮวามีหรือจะออกคำสั่งกับเขาได้ เพราะถึงอย่างไรเสียเขาก็เป็นท่านอ๋องของแคว้นต้าเยียน ไม่ใช่ท่านอ๋องของแคว้นป่ายฮวา

        เรื่องในตำหนักอ๋องนั้นซูฉีฉีได้จัดการจนคุ้นเคยแล้ว ชีวิตของนางจนท้ายที่สุดแล้วก็ยังคงราบเรียบ ไม่ได้มีเรื่องใดๆ มาวุ่นวายกับนาง ไม่เหมือนชีวิตของนางตอนที่อาศัยอยู่ที่โรงซักล้าง แต่นางก็ไม่มียศศักดิ์ดั่งเช่นที่พระชายาควรมี

        ชีวิตของนางแค่ข้องเกี่ยวกับม่อเวิ่นเฉินเท่านั้น อารมณ์ของนางก็เช่นกัน

        เพราะว่าม่อเวิ่นเฉินกำลังจะแต่งฮวาเชียนจือเข้ามา ทำให้ตำหนักอ๋องในช่วงระยะนี้วุ่นวายเป็นอย่างมาก อีกทั้งก็ยังทำให้ซูฉีฉียุ่งจนไม่มีเวลาทำอย่างอื่น แม้ว่านางจะไม่ยินดีกับงานแต่งครั้งนี้ แต่นางก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอันใดได้

        มิสู้ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ

        ม่อเวิ่นเสวียนที่อยู่ไกลถึงเมืองหลวงเองก็ได้ยินข่าวที่ม่อเวิ่นเฉินนั้นจะแต่งชายารอง ทว่าเขากลับไม่ยื่นมือมายุ่งเกี่ยว ทำเพียงแค่ส่งคนนำของขวัญมาให้ ตอนนี้ม่อเวิ่นเสวียนนั้นสำรวมเป็นอย่างมาก

        อย่างน้อย ในเวลาอันสั้นนี้เขาก็ไม่กล้าหาเรื่องม่อเวิ่นเฉินอีก

        งานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ของม่อเวิ่นเฉินนั้น แน่นอนว่ามีคนคนหนึ่งที่ขาดไม่ได้อย่างแน่นอน

        หลังจากปีใหม่ผ่านพ้นไป เหลยอวี๊เฟิงก็เดินทางมาตำหนักอ๋องด้วยตัวคนเดียวแล้ว อีกทั้งยังเดินไปมาอย่างชำนาญทางยิ่งกว่าสำนักเหลยของตนเสียอีก

        “ทำไมเจ้าถึงคิดตกแล้วตัดสินใจจะแต่งกับญาติผู้น้องที่รูปโฉมงดงามผู้นั้นกัน?” เหลยอวี๊เฟิงนอนพิงเข้ากับเก้าอี้ยาว ขาของเขายกขึ้นมาพาดขาอีกข้างหนึ่งไว้ ดวงตาทั้งสองหรี่ลงเล็กน้อยขณะมองสำรวจม่อเวิ่นเฉินขึ้นๆ ลงๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย

        “เสด็จน้าสั่งให้ข้าดูแลนางให้ดีๆ” ม่อเวิ่นเฉินนั้นไม่เคยมีเรื่องปิดบังเหลยอวี๊เฟิง มีอะไรก็จะพูดออกมา

        “ก็เลยต้องดูแลถึงบนเตียงงั้นหรือ” เหลยอวี๊เฟิงกระตุกมุมปากขึ้นอย่างไม่ค่อยพอใจ “เช่นนั้น ซูฉีฉีจะทำเช่นไร? ”

          เมื่อเอ่ยประโยคนี้ออกมานั้น ดวงตาของเขากลับมีประกายปรากฏขึ้น “ข้ามิเชื่อหรอกว่านางจะยินยอม ไม่หึงหวงเลย?” จากนั้นก็เอ่ยเสียงเบาเสมือนพูดกับตนเอง “นอกจากว่าในใจของนางจะไม่มีเจ้าอยู่ ถ้าเช่นนั้นการพนัน…ของพวกเรา…”

          จากนั้นใบหน้าของเขาก็ปรากฏรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้น

        ม่อเวิ่นเฉินที่เดิมมีสีหน้าราบเรียบนั้นก็ขมวดคิ้วที่เข้มดุจหมึกของตนนั้นเบาๆ ดวงตาที่สว่างดุจดวงดาวนั้นก็มีประกายปรากฏขึ้นแวบหนึ่งก่อนจะหายไปในเวลาอันสั้น

        “ตอนแรกที่เอ่ยถึงการพนันนั้น เจ้ามิได้พูดว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหนมิใช่หรือ” ตอนนี้สีหน้าของม่อเวิ่นเฉินนั้นมิได้ผ่อนคลายนัก ทว่าเขากลับเอ่ยประโยคที่ทำให้เหลยอวี๊เฟิงแทบจะกระอักเลือดออกมา

        เมื่อพูดเช่นนี้ เกรงว่าเหลยอวี๊เฟิงยากนักที่จะชนะแล้วเอาของจากเขาไปได้เสียแล้ว

        ม่อเวิ่นเฉินในทางกลับกันนั้น ขอเพียงเขามีเวลาเพียงพอ ผู้ชนะนั้นช้าเร็วก็ยังคงเป็นเขา

        ประโยคนี้ทำให้เหลยอวี๊เฟิงมีโทสะไม่น้อย เขาชี้นิ้วไปทางม่อเวิ่นเฉินแต่กลับไม่รู้จะพูดอะไรออกมา

        จริงอยู่ ที่ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เขาก็ไม่เคยเอาชนะม่อเวิ่นเฉินได้ แม้ว่าทุกครั้งจะแพ้เพราะเล่ห์เหลี่ยมและเขานั้นก็คอยระมัดระวังเป็นอย่างมาก แต่ว่าครั้งต่อไปเขาก็ยังตกหลุมพรางอยู่ดี

        ดวงตามืดสนิทของม่อเวิ่นเฉินนั้นมองไปในทิศทางอันไกลโพ้น มิได้สนใจเหลยอวี๊เฟิงที่กำลังมีโทสะแม้แต่น้อย “ดาบเสวียนหยวน ยังไงเสียก็ต้องเป็นของข้า”

          “ถ้าหากตลอดชีวิตของซูฉีฉีนั้นไม่มีทางรักเจ้า ข้าก็ต้องรอเจ้าไปตลอดชีวิตงั้นหรือ?” เหลยอวี๊เฟิงรู้สึกไม่พอใจ เขาชอบเจียวเหว่ยมากเหลือเกิน คิดหาวิธีมากมายแต่ก็ไม่สามารถได้มันมาเสียที

        ยอมไม่ได้ ยอมไม่ได้จริงๆ

        ม่อเวิ่นเฉินพยักหน้าเป็นการตอบว่าใช่ ก่อนที่ความเยือกเย็นจะปรากฏขึ้นบนใบหน้าเขา จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วเดินไปทางบานประตู “ใคร?”

       เสียงนั้นทุ้มเข้ม แฝงไปด้วยความอันตราย จากนั้นเหลยอวี๊เฟิงก็ลุกขึ้นเช่นกันและดีดตัวเหาะไปทางประตู

        แต่ว่าม่อเวิ่นเฉินและเหลยอวี๊เฟิงนั้นกลับไม่เห็นอะไรสักอย่าง แม้แต่เงาของคนก็ไม่เห็น คนทั้งสองหันมาสบตากัน

        ก่อนที่เหลยอวี๊เฟิงจะยักไหล่ “ที่ไหนมีคนกัน เจ้าก็ระวังตัวมากไปแล้ว ที่นี่เป็นถึงตำหนักอ๋องติ้งเป่ยโหว” เขาเอ่ยพลางเดินกลับไป เขานั้นยังคงจมอยู่กับความเศร้าโศก

        ในใจนึกเพียงแต่พิณเจียวเหว่ยของเขา

        คิ้วทั้งสองของม่อเวิ่นเฉินขมวดเข้าหากัน เขามิได้หมุนเดินกลับไปที่โถงรับรองแขกในทันที แต่กลับยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น

        เขารู้สึกว่าเมื่อครู่มีคนอยู่ตรงนี้เป็นแน่ แต่ว่าต้องเป็นคนที่มีความสามารถถึงขั้นไหนจึงทำให้เขาจับตัวเอาไว้ไม่ได้ ถ้าหากมียอดฝีมือเช่นนั้นจริง คงเป็นที่เลื่องลือในยุทธภพนานแล้วกระมัง

        ทันใดนั้นสมองเขาก็ผุดความคิดที่น่ากลัวออกมา เขารู้สึกว่า บางทีเมื่อครู่อาจมีคนอยู่จริงๆ…และเป็นคนที่เขาไม่หวังจะให้เป็นที่สุดผู้นั้น

        เมื่อครู่เขานั้นกำลังคุยอะไรกับเหลยอวี๊เฟิงอยู่?

          ม่อเวิ่นเฉินส่ายศีรษะ เขายืนอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานานจนในที่สุดก็เดินกลับไป บางทีอาจเป็นเพราะตนระแวงมากเกินไป ถ้าหากเป็นนางจริง ด้วยพื้นฐานที่ไม่เป็นวรยุทธ์แม้แต่นิดเดียวของนาง มีหรือจะหายตัวไปได้อย่างรวดเร็วเช่นนั้น

        “ไม่มีคนใช่หรือไม่” เหลยอวี๊เฟิงจ้องไปที่ม่อเวิ่นเฉินอย่างไม่สบอารมณ์ “เอาเถอะ พวกเรากำหนดเวลาหน่อยดีหรือไม่?”

        ประโยคหลังนั้นกลับเอ่ยออกมาอย่างมีเลศนัย พลางหันไปสบตากับม่อเวิ่นเฉิน

        ม่อเวิ่นเฉินยิ้มขณะมองไปที่เหลยอวี๊เฟิง ก่อนจะส่ายศีรษะ “เอาเถอะ เห็นแก่ท่าทีที่ซื่อตรงของเจ้า เวลาก็กำหนดไว้ในอีกครึ่งปีข้างหน้าแล้วกัน”

          เขานั้นมีความมั่นใจในตัวเองเต็มเปี่ยม

          เขารู้ว่าซูฉีฉีนั้นมีใจให้กับตน แม้ว่าจะไม่ได้เด่นชัดมาก แต่ก็ยังพอจะรู้สึกได้

        “แป๊ะ” เหลยอวี๊เฟิงตบมือเข้าด้วยกันก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดัง “ดี ดี อย่างนี้สิถึงจะพอรับได้”

          นอกห้องโถงใหญ่ ซูฉีฉีนั้นกำลังพิงเข้ากับหลังบานประตูเงียบๆ ไม่ขยับแม้แต่น้อย ดวงตาทั้งสองของนางปิดสนิท สีหน้าขาวซีด มือที่อยู่ใต้แขนเสื้อนั้นกำแน่นเข้าหากัน

        นางกัดริมฝีปากที่เรียวบางของตนแน่น นางได้ยินอะไร นี่เป็นคำถามที่นางถามตัวเองซ้ำๆ ที่แท้ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงแค่การพนัน

        ใจที่แต่เดิมกำลังว้าวุ่นนั้น ตอนนี้ก็ได้จมลึกถึงก้นบ่อ ต่อให้นางแข็งแกร่งแค่ไหนก็ไม่อาจยอมรับความจริงนี้ได้

        มิน่าละ เขาถึงจะแต่งฮวาเชียนจือเข้ามา สำหรับเขาแล้วนางก็เป็นเพียงแค่เครื่องมือในการชนะพนันเท่านั้น จะมีตัวตนหรือไม่มีก็ได้ หรือว่าจะเป็นแค่เครื่องมือที่เขาใช้รักษาชีวิตของตนเท่านั้น

        หรืออาจเป็นเพราะว่าเขาไม่อยากจะแพ้การพนันในครั้งนี้

        การช่วยเหลือและความอ่อนโยนในแต่ละครั้งนั้น แท้จริงแล้วล้วนไม่ใช่เรื่องจริง

        ล้วนไม่ใช่เรื่องจริง…

        นางพยายามห้ามน้ำตาของตัวเองไม่ให้ไหลออกมา แต่ว่านางกลับทำไม่ได้ ขนตาเรียวยาวกำลังสั่นขณะที่หยดน้ำตาค่อยๆ ไหลผ่านแก้มของนาง ซึมเข้าไปในปากทำให้มีรสชาติเค็มๆ ที่ปลายลิ้น

        นางทำเพียงแค่พิงอยู่ที่หลังบานประตู ปล่อยให้น้ำตารินไหลออกมา

        จนกระทั่งม่อเวิ่นเฉินและเหลยอวี๊เฟิงออกจากห้องไป นางถึงยกมือขึ้นค้ำกำแพงแล้วค่อยๆ ก้าวเท้าทีละก้าวกลับห้องพักของตน

        ความเจ็บปวดในหัวใจของนางค่อยๆ เด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ในสมองก็คิดถึงเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมาทั้งหลาย

        บางที ถ้านางพักอาศัยอยู่ที่โรงซักล้างตลอดไปนั้นคงจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เช่นนั้นก็จะไม่รู้สึกเจ็บปวดหัวใจเช่นนี้แล้ว อย่างมากที่สุด นางก็แค่ได้รับสายตาเหยียดหยามเท่านั้น

        นางอยากจะเสียใจกับการตัดสินใจของตน ทว่าตอนนี้นางรู้สึกว่าไม่ทันเสียแล้ว มารดาของตนไม่อยู่แล้ว สิ่งยึดมั่นอย่างเดียวที่ทำให้นางอยากมีชีวิตอยู่นั้นก็ได้มลายหายไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นกัน

        ซูฉีฉีนอนฟุบลงไปกับโต๊ะ ก่อนจะออกแรงเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของตน

        นางจะต้องมีชีวิตต่อไปอย่างกล้าหาญ เพราะนางยังต้องแก้แค้นให้กับมารดาของตนอยู่

        จะต้องทำให้ได้

        หลังจากผ่านปีใหม่ไป ตำหนักอ๋องก็ยังคงมีบรรยากาศครึกครื้น

        ม่อเวิ่นเฉิน เหลยอวี๊เฟิงและเหลิ่งเหยียนกำลังนั่งล้อมอยู่ใต้ต้นเหมย ดื่มด่ำรสชาติของชากันอยู่ แต่กลับไม่มีท่าทีผ่อนคลาย

        “ฮวาฉือได้ก่อตั้งพรรคเด็ดบุปผาใหม่แล้ว อีกทั้งยังจะรวมยุทธภพเป็นหนึ่ง เจ้าว่าโอกาสเป็นไปได้สูงหรือไม่? ” ชุดสีขาวของเหลยอวี๊เฟิงสะบัดไปตามสายลม สะท้อนกับดอกเหมยที่เบ่งบานเป็นสีแดงสดโดยรอบนั้นยิ่งทำให้เขาดูโดดเด่นเป็นอย่างมาก

        โครงหน้าที่งดงามนั้นแฝงด้วยความกระล่อนออกมาเล็กน้อย

        ม่อเวิ่นเฉินที่สวมชุดสีดำสนิทนั้นยังคงมีบารมีเสมือนราชาที่อยู่เหนือผู้คนเช่นนั้นเหมือนเช่นเดิม “เป็นไปได้ถึงสิบส่วน”

          เหลิ่งเหยียนมองไปที่คนทั้งสอง มิได้เอ่ยอะไรออกมา

        “ทำไมถึงคิดเช่นนั้น?” เหลยอวี๊เฟิงไม่ค่อยเข้าใจนัก แม้ว่าเขาจะไม่เคยต่อกรกับฮวาฉือ แต่ก็รู้ว่าความสามารถนั้นมิได้เหนือไปกว่าม่อเวิ่นเฉิน

        อีกทั้งเดิมยังเป็นแค่โจรป่า ไม่มีสติปัญญาเท่าไหร่นัก

        “คนนั้นไม่อาจตัดสินได้จากรูปลักษณ์” ม่อเวิ่นเฉินเอ่ยพร้อมรอยยิ้มบางๆ “บางที มีเพียงเขาเท่านั้นที่จะเป็นคู่ต่อสู้ที่มีฝีมือที่สุดของข้า”

           เหลยอวี๊เฟิงและเหลิ่งเหยียนล้วนมิได้เอ่ยต่อ พวกเขาเชื่อในคำพูดของม่อเวิ่นเฉิน เขานั้นไม่เคยมองคนผิดมาโดยตลอด

        เมื่อพูดเช่นนี้ พวกเขาคงต้องระวังฮวาฉือผู้นี้ให้มากเสียแล้ว

        เพราะว่าการต่อสู้ครั้งนั้นระหว่างม่อเวิ่นเสวียนและม่อเวิ่นเฉินนั้นได้ดึงคนในยุทธภพมาเกี่ยวข้องด้วย ทำให้ยุทธภพตอนนี้นั้นถือได้ว่าแตกกระจายไม่เป็นกลุ่มแล้ว ฮวาฉือถือโอกาสนี้ลงมือ เรียกได้ว่าเป็นคนมองการไกลและมีสายตาที่หลักแหลมมาก


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม