0 Views

       เมื่อม่อเวิ่นเฉินที่เดินมาพร้อมกับเหลิ่งเหยียนหันไปเห็นซูฉีฉีที่เหม่อลอยนั้น ตนก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติจึงเดินไปด้านหน้าหานาง “ฉีฉี เจ้าเป็นอะไรไป?”

       เม่อเวิ่นเฉินมีสีหน้าอ่อนโยนอ่อนโยนพร้อมมีรอยยิ้มประดับเล็กน้อย ท่าทีประหนึ่งคนที่กำลังจะมีเรื่องมงคลจริงๆ

       ซูฉีฉีนิ่งอึ้งไปก่อนจะรีบก้มหน้าลง มือของนางกำดอกเหมยทั้งสองดอกไว้แน่น “ที่แท้เป็นท่านอ๋องนี่เอง ข้า…ไม่เป็นอะไร”

       สำหรับท่าทีห่างเหินของซูฉีฉีนั้น ม่อเวิ่นเฉินมิได้เก็บมาใส่ใจนัก นางเป็นเช่นนี้มาโดยตลอด ถ้าจะเปลี่ยนคงต้องใช้เวลา

       เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ ม่อเวิ่นเฉินก็หันไปส่งสายตาให้กับเหลิ่งเหยียนเพื่อให้ออกไปก่อน จากนั้นเขาก็มายืนอยู่ข้างกายซูฉีฉีพลางหันไปมองดอกเหมยที่บานเด่นอยู่บริเวณนั้น “หลังจากปีใหม่ผ่านไป ข้าจะแต่งฮวาเชียนจือมาเป็นชายารอง เรื่องนี้ให้เจ้าเป็นคนจัดการก็แล้วกัน”

         ประโยคนี้ของเขาหมายความว่าจะมอบอำนาจของนายหญิงตำหนักอ๋องให้กับนางอย่างนั้นหรือ

       แต่ว่าสิ่งที่นางซูฉีฉีต้องการไม่ใช่สิ่งเหล่านี้ นางไม่ได้สนใจมันแม้แต่น้อย

       แต่ว่านางยังจะสามารถพูดอันใดได้อีก ทำได้เพียงแค่พยักหน้าแสดงท่าทีประหนึ่งไม่ใส่ใจ “เจ้าค่ะ ท่านอ๋อง”

         สำหรับความนิ่งเฉยและเย็นชาของซูฉีฉีนั้นทำให้ม่อเวิ่นเฉินขมวดคิ้วเข้าหากันเบาๆ เดิมเขาคิดว่าแม่หนูคนนี้จะรู้สึกเศร้าใจหรือแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยออกมา ทว่านางกลับไม่มีท่าทีอันใดเลย

       เขาถอนหายใจ “เจ้าเรียกข้าว่าม่อเวิ่นเฉินดั่งเดิมดีกว่า” อยู่ๆ เขาก็รู้สึกเบื่อไม่น้อย

       ซูฉีฉีนั้นมีความสามารถที่โดดเด่นไร้ผู้เทียบเทียม ทว่าความสงบนิ่งและนิสัยที่ไม่ชิงดีชิงเด่นกับใครนั้นทำให้คนรู้สึกเบื่อหน่าย กระทั่งม่อเวิ่นเฉินยังรู้สึกเช่นนั้น

       นางไม่เหมาะสมที่จะเป็นภรรยา เหมาะสมเพียงแค่จะเป็นมือแขนของเขาเท่านั้น ช่วยเขาวางแผนปกครองบ้านเมือง ทำการใหญ่โตนั้นนางถือว่าเป็นคนที่เหมาะสมที่สุด

       แต่ว่าเขาได้ให้คำสาบานกับฮ่องเต้องค์ก่อน ตราบใดที่ม่อเวิ่นเสวียนยังมีชีวิตอยู่ เขาจะไม่สร้างสงครามภายในให้กับต้าเยียน จะทำเพียงแค่ช่วยม่อเวิ่นเสวียนเท่านั้น และเพราะว่าประโยคนี้ ทำให้ท้ายที่สุดเขาก็ยังไม่ตั้งตัวเป็นศัตรู มิได้ใช้พลังอำนาจของตนโค่นล้มม่อเวิ่นเสวียน

       ม่อเวิ่นเฉินเอ่ยทิ้งแล้วจึงหมุนตัวออกไป สิ่งที่เหลือไว้ให้ซูฉีฉีเห็นนั้นมีเพียงแผ่นหลังที่เด่นเป็นสง่าของเขา เขายังคงสวมใส่เสื้อคลุมตัวยาวสีดำ บารมีดุจกษัตริย์ของเขากระจายออกมาอย่างปิดไม่มิด

       ตอนนี้ซูฉีฉีรู้สึกว่าขาทั้งสองข้างของตนไม่มีแรงจะก้าวเดินต่อไปแล้ว นางทำเพียงแค่ใช้มือหนึ่งจับก้านของต้นไม้ไว้อย่างนั้นขณะมองแผ่นหลังของม่อเวิ่นเฉินที่จากไปเงียบๆ จนกระทั่งเขาหายไป นางก็ยังคงยืนอยู่ท่านกลางสายลม

       ม่อเวิ่นเฉิน ม่อเวิ่นเฉิน คำสามคำนี้ได้สลักเข้าไปในกระดูกของซูฉีฉีแล้ว ชื่อของเขาได้ดังสะท้อนอยู่ในหัวใจของนางไม่หยุด ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่น้ำตาของนางก็ได้ไหลอาบเต็มหน้าเสียแล้ว

       นางนั้นเปราะบางมาก ไม่กล้าแก่งแย่งชิงดีกับใครทั้งนั้น ทำเพียงแค่มองอยู่อย่างนั้นเฉยๆ

       ต้องมอบอำนาจในมือตนให้ซูฉีฉี แน่นอนว่าฮวาเชียนจือนั้นไม่ยินยอม แต่เมื่อคิดไปถึงว่านางกำลังจะได้เป็นเจ้าสาว ไม่เหมาะสมที่จะจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเอง

       ทว่านางก็ยังรู้สึกไม่พอใจอยู่ดี

       เพราะฉะนั้นหลังจากที่เรื่องทุกอย่างนั้นถูกส่งต่อไปให้กับซูฉีฉีแล้ว นางก็ได้สั่งลูกน้องที่สนิทไปว่าไม่สนว่าจะเป็นเรื่องใดก็ล้วนห้ามให้ความร่วมมือกับซูฉีฉีโดยเด็ดขาด

       เพราะว่านางกำลังจะได้เป็นชายารองของตำหนักอ๋องแล้ว ดังนั้นพวกคนใช้ทั้งหลายยิ่งรีบเอาอกเอาใจนาง แน่นอนว่าพวกเขานั้นเชื่อฟังนางเป็นอย่างดี

       เพราะว่าใกล้จะถึงช่วงข้ามปีใหม่แล้ว ซูฉีฉีนั้นก็ยุ่งเป็นอย่างมาก นางไม่เคยดูแลจัดการธุระในบ้านมาก่อน โดยเฉพาะตำหนักอ๋องที่ใหญ่โตเช่นนี้ เรื่องทุกอย่างล้วนต้องให้นางจัดการ ภายในช่วงเวลาอันสั้นนั้นนางไม่รู้จะทำเช่นไรดี ทว่านางก็ไม่อาจยอมแพ้ได้ จึงได้แต่อดทนทำมันต่อไป

       ความทุกข์ในใจนั้นยังคงอยู่ แต่นางก็รู้ว่าตนแก้ไขอะไรไม่ได้ จึงไม่ได้คิดอะไรต่ออีก ชีวิตนี้ของนาง ถูกกำหนดให้เป็นเช่นนี้ไว้แล้ว

       ทว่า เมื่อตอนที่นางกำลังจะต้องเตรียมของสำหรับงานปีใหม่นั้น ผู้คุมบัญชีกลับให้โจทย์ยากกับนาง เขาบอกนางว่าตัวเลขในบัญชีนั้นไม่ถูกต้อง ต้องตรวจสอบเสียก่อนถึงจะถอนเงินออกมาได้

       นางย่อมไม่เชื่อแน่นอน ฮวาเชียนจือนั้นย่อมไม่ยอมมอบอำนาจให้นางอย่างง่ายดายเป็นแน่ ทว่าซูฉีฉีนั้นกลับไม่หาเรื่องทะเลาะวิวาทกับผู้คุมบัญชี นางเพียงพูดว่าหลังจากนี้อีกสามวัน นางจะเป็นคนตรวจบัญชีด้วยตนเอง

       คำพูดของนางมิได้หาเรื่องหรืออ่อนข้อให้ ทุกอย่างดูเห็นควรและเหมาะสม   แต่นั่นกลับทำให้ผู้คุมบัญชีไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรต่อดี

       ฮวาเชียนจือที่กำลังจมอยู่กับความสุขนั้น เมื่อได้ยินรายงานของผู้คุมบัญชี นางก็ได้คิดแผนการให้กับเขา

       เมื่อกำหนดการสามวันมาถึง ซูฉีฉีก็เห็นสมุดบัญชีที่กองทะเนินอยู่บนโต๊ะ คิ้วเรียวงามก็ขมวดเข้าหากันน้อยๆ ทว่าสีหน้าของนางยังคงไม่เปลี่ยน

       นางรู้ ว่าถ้าหากจัดการเรื่องนี้ได้ไม่เรียบร้อย คนอื่นก็ยิ่งจะเอ่ยดูถูกเย้ยหยันนาง อีกทั้งยังไม่ให้ความร่วมมืออีกด้วย

       แม้ว่านางจะไม่เคยดูสมุดบัญชีมาก่อน แต่ว่านางนั้นก็ได้อ่านหนังสือมานับไม่ถ้วน และยิ่งรู้ถึงพื้นฐานของการคิดคำนวณ เพราะนั่นคือความรู้ที่จำเป็นสำหรับการเขียนใบสั่งยา

       นางคว้าสมุดบัญชีเล่มหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะก่อนจะกวาดตาอ่านมันอย่างรวดเร็วรอบหนึ่ง

       แขนเสื้อสีขาวสะอาดของซูฉีฉีนั้นก็เปรอะเปื้อนไปด้วยเศษฝุ่นจำนวนไม่น้อย ทว่านางก็หาได้ใส่ใจไม่ เพราะมีเพียงแต่หาเรื่องมาเบี่ยงเบนสมาธิของตนเท่านั้นที่จะทำให้นางไม่ไปคิดถึงเรื่องงานแต่งระหว่างม่อเวิ่นเฉินและฮวาเชียนจือมากนัก

       “รายได้ของห้องยานั้นมีมากกว่ารายจ่ายถึงสามเท่า และยิ่งมีภาษีที่ดินที่เรียกเก็บ ตอนที่ข้าและท่านอ๋องเดินทางไปเมืองหลวง แม้ว่าค่าใช้จ่ายจะเยอะอยู่บ้างแต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่รายจ่ายจะมีเยอะกว่ารายได้ ถ้าเช่นนั้น ขอถามเจ้าหน่อยว่าจำนวนเงินที่เหลือนั้นเจ้าเก็บกลับบ้านไปแล้วหรือว่าเหลือทิ้งไว้ให้คุณหนูฮวากันล่ะ?” ซูฉีฉีมิได้อ้อมค้อม นางเอ่ยถามออกมาตรงๆ ก่อนจะจ้องไปที่ผู้คุมบัญชีที่อยู่เบื้องหน้า

       นางรู้อยู่แล้วว่าคนผู้นี้กำลังหาปัญหาที่ยุ่งยากมาให้กับตน และนางเองก็รู้ว่าหากตนนั้นทนต่อไปแล้วจะยิ่งกลายมาเป็นตัวตลกของผู้คนมากขึ้น หรือกระทั่งว่าในอนาคตนั้นนางก็จะไม่มีฐานะอยู่ในตำหนักอ๋องนี้อีกต่อไป

       ในเมื่อม่อเวิ่นเฉินนั้นคิดจะมอบทุกอย่างให้นางเป็นคนจัดการ นางก็จะตั้งใจทำมันเป็นอย่างดี

       “ใส่ร้ายป้ายสี” ผู้คุมบัญชีนั้นแสดงท่าทีโมโหออกมา เขาคิดว่ามีฮวาเชียนจือเป็นคนคอยสนับสนุนจึงกล้ากำเริบถึงเพียงนี้

       “พูดออกมาว่าเงินที่เหลืออยู่นั้นไปอยู่ที่ใดแล้ว” ซูฉีฉีขยับแขนเสื้อเบาๆ ขณะนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวยาว เสียงของนางราบเรียบ เอ่ยออกมาอย่างไม่รีบไม่ร้อน

       นางมองไปที่ผู้คุมบัญชีซึ่งมีอายุมากแล้วอย่างเย็นชา

       “เจ้า…” ผู้คุมบัญชีไม่รู้จะอธิบายออกมาเช่นใดดี เขาคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าซูฉีฉีนั้นจะดูสมุดบัญชีรู้เรื่อง กระทั่งฮวาเชียนจือที่คุมตำหนักอ๋องมาตั้งหลายปีนั้นก็ยังไม่เคยดูสมุดบัญชีเหล่านั้นด้วยตนเอง เพราะว่านางดูไม่รู้เรื่องแม้แต่น้อย

       “ข้าเป็นพระชายาของท่านอ๋อง” เสียงของซูฉีฉีดังขึ้น ดวงตาของนางยังคงนิ่งสงบดังเดิม

       ผู้คุมบัญชีเมื่อได้ยินที่นางเอ่ยขึ้นก็เหมือนสะดุ้งตื่นออกมาจากความฝัน จริงสิ ไม่ว่าอย่างไรซูฉีฉีก็ถือว่าเป็นพระชายาที่ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งขึ้น

       ผู้คุมบัญชีรีบคุกเข่าลงอย่างรู้สถานการณ์ “ขอพระชายาทรงลงโทษด้วย”

       “ต้องลงโทษแน่” ซูฉีฉีนั้นหยิบเอาสมุดบัญชีขึ้นมายกสูงพลางเอ่ยออกมานิ่งๆ “พรุ่งนี้ เจ้าเบิกเงินในบัญชีของค่าแรงเดือนหนึ่ง แล้วกลับบ้านเก่าไปพักผ่อนเสียเถิด”

       น้ำเสียงของนางไม่สูงมาก แต่ก็ไม่มีท่าทีล้อเล่นแม้แต่น้อย

       ผู้คุมบัญชีในตอนนี้รู้สึกนิ่งอึ้งไปในทันที ก่อนจะรีบโคกศีรษะลงกับพื้น:] “ขอพระชายาโปรดเมตตาด้วย…” ซูฉีฉีนั้นหมุนตัวออกไปโดยไม่หันกลับไปมองสักนิด

       นี่เป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู แม้ว่านางจะรู้สึกสงสารอยู่บ้าง ทว่ากลับจำเป็นต้องทำเช่นนี้

       จนกระทั่งร่างของซูฉีฉีได้หายไปจากสายตาแล้ว ผู้คุมบัญชีถึงลุกขึ้นยืนอีกครั้งก่อนจะเดินไปทางเรือนพักของฮวาเชียนจือ มีเพียงแต่ต้องขอร้องนางให้ช่วยเท่านั้นแล้ว

       ฮวาเชียนจือกำลังแต่งหน้าทำผมอยู่หน้ากระจกพลางลองสวมใส่เครื่องประดับที่ส่งมาจากแคว้นป่ายฮวา สีหน้าสดใสเริงร่าเป็นที่สุด

       เมื่อนางเห็นผู้คุมบัญชีมีสีหน้าอมทุกข์นั้น คิ้วของนางก็ขมวดเข้าหากันอย่างไม่พอใจ “ทำหน้าอมทุกข์นั้นให้ใครดูกัน?”

         ผู้คุมบัญชีนั้นค่อยๆ เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ฮวาเชียนจือฟังอย่างระมัดระวัง

       เมื่อได้ยินเรื่องเล่าทั้งหมดนั้น คิ้วของฮวาเชียนจือก็ขมวดเข้าหากันมากขึ้น โครงหน้าที่งดงามได้รูปของนางบิดเบี้ยวเข้าหากันจนเสียรูป ก่อนที่นางจะกัดฟันแน่น “ไม่เลวนี่ซูฉีฉี ข้าดูเบาเจ้าไปเสียแล้ว”

       พูดพลางโยนเสื้อเจ้าสาวในมือของตนทิ้งและยืนขึ้น “คอยดูแล้วกัน”

       จากนั้นนางก็หมุนตัวจากไป มุ่งหน้าไปที่เรือนพักของซูฉีฉีในทันที

      ซูฉีฉีขยับมือเขียนพู่กันพลางครุ่นคิดว่าจะทำเช่นไรให้สมุดบัญชีของตำหนักอ๋องนั้นรวบรัดมากขึ้น นางนั้นได้นำความสนใจทั้งหมดมาทุ่มเทให้กับการจัดการเรื่องในตำหนัก

        ซูฉีฉีเห็นฮวาเชียนจือรีบวิ่งก้าวมาทางนี้ ทว่านางยังคงไม่หยุดการกระทำของตน นางกวาดสายตาเยือกเย็นมองไปรอบหนึ่งก่อนจะทำงานในมือของตนต่อ

      “ซูฉีฉี เจ้าอย่าคิดจะรังแกคนให้มันมากนัก” ฮวาเชียนจือเดินเข้ามาถึงก็ตะโกนออกมาเสียงดังพลางยกมือทั้งสองขึ้นเท้าเอว

       ม่อเวิ่นเฉินที่อยู่ห้องพักด้านข้างในเรือน เมื่อได้ยินเสียงนั้นก็ยื่นศีรษะออกมาดู ทว่าเขากลับไม่ได้ขยับตัว เขากำลังคิดว่าเรื่องเล็กแค่นี้คงทำอะไรซูฉีฉีไม่ได้

       “ไม่รู้ว่าคำพูดนี้ของคุณหนูฮวานั้นหมายความว่าอย่างไร” น้ำเสียงของซูฉีฉีนั้นยังคงราบเรียบ ไม่แฝงด้วยอารมณ์ใดๆ

       เมื่อเห็นซูฉีฉีเป็นเช่นนี้ ฮวาเชียนจือก็ได้แต่กัดฟันพลางกระทืบเท้าอย่างแรง “เหล่าจ้าวทำอะไรผิดเจ้าถึงสั่งให้เขากลับบ้านเก่าไปพักผ่อน นี่มันเป็นการกลั่นแกล้งคนอย่างเห็นได้ชัด”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม