0 Views

        สำหรับสีหน้าของฮวาเชียนจือนั้น ซูฉีฉีคาดเดาได้ตั้งแต่แรกแล้วเพราะฉะนั้นนางเลยมิได้ใส่ใจอะไร นางหลบได้คนหนึ่ง กลับต้องมาเผชิญหน้ากับอีกคนหนึ่งทำให้นางรู้สึกเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย

        ฮวาเชียนจือยืนอยู่ตรงขอบประตูใหญ่ของตำหนักอ๋อง สีหน้าของนางคล้ำเข้ม ริมฝีปากแดงสดเม้มเข้าหากัน ในดวงตานั้นมีความอาฆาตเผยออกมาอย่างปิดไม่มิด เพราะว่านางเห็นซูฉีฉีและม่อเวิ่นเฉินเดินเข้าไปในเรือนหลักด้วยกัน เสมือนว่าตั้งแต่ซูฉีฉีรักษาอาการบาดเจ็บของท่านอ๋องแล้ว ฐานะของนางก็ค่อยๆ สูงขึ้นไปเรื่อยๆ

        นี่คือสิ่งที่ฮวาเชียนจือคาดคิดไม่ถึง ตอนนี้นางเลือกที่จะลงมือก็เพราะว่าตนนั้นทนรอดูต่อไปไม่ได้แล้ว

        นางรอมาตั้งหลายปี กลับรอจนกระทั่งมีซูฉีฉีมาปรากฏตัว เดิมคิดว่าด้วยรูปโฉมของนางแล้ว ยังไงเสียตนเองก็สามารถเอาชนะซูฉีฉีผู้ที่ฮ่องเต้ได้สะบัดทิ้งอย่างไม่ไยดีผู้นี้ได้

        และยิ่งควรจะจัดการนางให้ถึงที่ตายเสียตั้งแต่ตอนที่อยู่โรงซักล้าง น่าเสียดายที่โชคชะตาไม่เข้าข้าง

        เมื่อกลับมาถึงห้องพักแล้ว ความว้าวุ่นในใจของซูฉีฉีถึงจะสงบลงได้เสียที ใช่แล้ว ตอนนี้นางพักมาอยู่เรือนเดียวกันกับม่อเวิ่นเฉิน มิใช่กลับไปพักที่โรงซักล้างอีก

        ครั้งนี้นางถึงจะรู้สึกจริงๆ ว่าท่าทีที่ม่อเวิ่นเฉินมีต่อตนนั้นได้เปลี่ยนไป ดูเหมือนว่าวันฟ้าใสที่นางรออยู่ได้มาถึงแล้ว

        เมื่อกลับมาถึงตำหนักอ๋อง ม่อเวิ่นเฉินก็ยังไม่มีเวลาพักผ่อนแม้แน้อย เขารีบเรียกองครักษ์จากทุกจุดในเมืองอ้าวและเริ่มดำเนินการตรวจสอบเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันมานี้

        เขายังจำได้ว่าระหว่างทางไปเมืองหลวงนั้นมีกลุ่มคนของพรรคเด็ดบุปผามาขวางทางตนเอาไว้ได้ เกรงว่าพวกเขาจะถือโอกาสที่ตนไม่อยู่มาหาเรื่องเมืองอ้าว เพราะฉะนั้นเลยต้องตรวจสอบสถานการณ์โดยรอบอย่างละเอียด

        บางทีเป็นเพราะว่าใกล้เข้าปีใหม่แล้ว บริเวณโดยรอบนั้นเงียบสงบมาก พวกโจรเหล่านั้นคงต้องฉลองปีใหม่เช่นกันสินะ ถึงได้ไม่ก่อเรื่องราวใดๆ ขึ้น เมืองอ้าวนั้นเป็นสถานที่ที่สงบร่มเย็นมาโดยตลอด

        ทว่า กลับมีเรื่องหนึ่งที่ทำให้ม่อเวิ่นเฉินรู้สึกปวดหัวอยู่บ้าง เสด็จน้าที่เป็นฮ่องเต้หญิงอยู่ที่แคว้นป่ายฮวาของตนนั้นได้ส่งจดหมายมาฉบับหนึ่ง ขอให้เขาดูแลฮวาเชียนจือเป็นอย่างดี อีกทั้งยังฝากชีวิตที่เหลืออยู่ของฮวาเชียนจือนั้นกับม่อเวิ่นเฉินด้วย

        หลายปีมานี้เขาย่อมรู้ดีถึงความคิดของฮวาเชียนจือ ทว่าเขาไม่เคยคิดกับนางเช่นนั้นมาก่อน ตอนนี้เมื่อเห็นจดหมายลายมือของเสด็จน้า ก็ทำให้เขาลังเลไม่น้อย

        หนึ่งเป็นเพราะว่าเขาได้มีซูฉีฉีเป็นพระชายาของตนแล้ว อีกทั้งเขายังไม่คิดจะยกเลิกฐานะพระชายาลำดับหนึ่งของซูฉีฉีอีกด้วย ฮวาเชียนจือแต่งกับตนนั้นก็เป็นได้แค่ฐานะชายารองเท่านั้น

        ฮ่องเต้หญิงแคว้นป่ายฮวานั้นได้ดูแลเขาตั้งแต่เด็ก นี่เป็นสิ่งที่เขารู้ดี ตัวเขานั้นไม่เคยเจอมารดาผู้ให้กำเนิดตนเองมาก่อน ที่เขามีทุกวันนี้ได้นั้นล้วนเป็นเพราะเสด็จน้าผู้นี้ของเขา ทำให้ฮ่องเต้องค์ก่อนของต้าเยียนนั้นต้องยำเกรงอยู่บ้าง อีกทั้งแคว้นป่ายฮวานั้นก็ได้ทำเพื่อม่อเวิ่นเฉินมาแล้วตั้งมากมาย จึงทำให้เขาสามารถมีชีวิตอยู่ที่วังหลวงของแคว้นต้าเยียนได้อย่างปลอดภัยและมีพลังอำนาจมากมายจนถึงทุกวันนี้

        เขาไม่อาจไร้คุณธรรม ลืมบุญคุณได้

        และเป็นเพราะคำว่าคุณธรรมนี้ หลายปีมานี้ การกระทำทั้งหมดของฮวาเชียนจือนั้น เรื่องใดที่เขามองข้ามได้เขาก็จะมองข้ามไป ไม่เคยจะถือเรื่องเหล่านั้นมาต่อว่านาง ต่อให้นางโวยวายจนทำให้ตำหนักอ๋องนั้นเดือดร้อนไปทั่ว เขาก็จะไม่กล่าวโทษนาง

        อีกทั้งตลอดทางที่มานี้ มิใช่ว่าเขาไม่สงสัยว่าฮวาเชียนจือนั้นจะลงมือกับซูฉีฉี อีกทั้งเขายังรู้ด้วยว่าตอนที่ตนไม่อยู่ในตำหนักนั้น ฮวาเชียนจือทำเรื่องอันใดไว้กับซูฉีฉีบ้าง…ตอนนั้นเป็นเพราะว่าเขามีแต่ความเกลียดชังต่อซูฉีฉี เลยไม่ได้คิดจะยื่นมือเข้าไปยุ่ง

        ระหว่างทางกลับมา เขาได้สังหารนักฆ่าพวกนั้นไปจนหมดสิ้น ก็เพื่อที่จะให้บทเรียนแก่ฮวาเชียนจือ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าตนนั้นทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่แล้ว เพราะเขาสามารถให้อภัยเหลยอวี่เหยาได้ ก็สามารถให้อภัยฮวาเชียนจือได้เช่นกัน

        เขาคิดว่าอย่างไรเสียสักวันหนึ่งฮวาเชียนจือก็จะออกจากตำหนักอ๋องและกลับแคว้นป่ายฮวาไป แต่ว่าเรื่องครั้งนี้กลับทำให้ลำบากอยู่บ้างเสียแล้ว

        ซูฉีฉีนั้นได้นอนหลับพักผ่อนอย่างดี ไม่มีเรื่องไม่สบายใจใดๆ ไปรบกวนนางทำให้นางดูกระฉับกระเฉงและร่าเริงมากขึ้นกว่าเดิม แต่เพราะว่าการตายของมารดานาง ทำให้นางสวมชุดไว้ทุกข์ตลอดเวลา บนศีรษะของนางได้เสียบดอกไม้สีขาวที่ทำจากผ้าเอาไว้ ทำให้ใบหน้าที่แต่เดิมเรียวเล็กอยู่แล้ว ในตอนนี้กลับดูผอมซูบลงกว่าเก่า เสมือนว่าถ้ามีลมพัดผ่านมานั้นก็สามารถพัดเอาตัวนางไปได้ก็มิปาน

        สำหรับเรื่องที่แคว้นป่ายฮวาส่งจดหมายมานั้น นอกจากม่อเวิ่นเฉินแล้วก็มีเพียงเหลิ่งเหยียนเท่านั้นที่รู้ เพราะฉะนั้นตอนนี้ซูฉีฉีจึงไม่รู้ว่ามีสงครามขนาดย่อมกำลังรอคอยนางอยู่ ชีวิตที่นิ่งสงบของนาง เกรงว่าคงต้องได้รับการโจมตีอีกครั้งแล้ว

        เพราะว่าตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นฮวาเชียนจือเป็นคนคุมเรื่องทุกอย่างในตำหนักอ๋องมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นสำหรับกิจกรรมทั้งหมดในวันขึ้นปีใหม่นั้นก็มีนางเป็นคนจัดการเช่นกัน ม่อเวิ่นเฉินจะไม่เข้ามายุ่ง ซูฉีฉีนั้นยิ่งไม่มีอำนาจพอที่จะไปยุ่ง

        มีเพียงวิธีนี้ ฮวาเชียนจือถึงจะไม่ได้บันดาลโทสะออกมาจริงๆ มิเช่นนั้นเกรงว่านางจะทำทุกอย่างโดยไม่สนใจสิ่งใดแล้ว

        นางออกคำสั่งคนใช้พลางหันไปเห็นซูฉีฉีที่เดินออกมาจากเรือนของม่อเวิ่นเฉิน ใบหน้านั้นยังคงไม่เปลี่ยน โครงหน้าที่ไม่ได้งดงามไร้ที่ติ กระทั่งสีหน้านั้นก็ยังคงราบเรียบเช่นนั้น

        ฮวาเชียนจือไล่คนใช้ด้านข้างตนออกไป ก่อนจะเชิดหน้าเดินไปหาซูฉีฉี สีหน้าเต็มไปด้วยความท้าทาย เดิมซูฉีฉีคิดจะเดินอ้อมนางไป เมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ของนางก็รู้แน่แล้วว่านางนั้นตั้งใจมุ่งหน้ามาทางตน

        ซูฉีฉีกำมือที่อยู่ในแขนเสื้อแน่น ทว่าสีหน้าของนางยังคงไร้ซึ่งอารมณ์เหมือนเช่นเคย เสมือนว่ามิได้เห็นสีหน้าเช่นนั้นของฮวาเชียนจือ นางยังคงเดินก้าวไปด้านหน้าต่อ

        “หยุดนะ” ฮวาเชียนจือในทางกลับกันมีสีหน้าโมโหขึ้นมากะทันหัน สตรีผู้นี้มิรู้ไปเอาความมั่นใจมาจากไหน กระทั่งตอนอยู่ที่โรงซักล้างนั้นก็ไม่เห็นนางอยู่ในสายตา

        ซูฉีฉีที่ได้ยินประโยคที่นางพูดแล้วมิได้คิดที่จะหยุดฝีเท้าของตน นางคิดที่จะไปเด็ดดอกเหมยมาประดับที่ห้องพักของตน เพราะว่าม่อเวิ่นเฉินต้องดื่มยาโดยตลอด ทำให้กลิ่นยาในห้องพักนั้นฟุ้งกระจายไม่หยุด ซูฉีฉีเลยคิดจะใช้กลิ่นหอมของดอกไม้มากลบกลิ่นเหล่านั้นเสียหน่อย

        นางแหงนหน้าขึ้น ดวงตาเรียวยาวมิได้หรี่ลง น้ำเสียงออกคำสั่งเมื่อครู่ของฮวาเชียนจือนั้นไม่มีผลอันใดกับนางแม้แต่น้อย

        เมื่อเห็นเช่นนี้ ฮวาเชียนจือก็สะบัดแขนเสื้ออย่างแรงพลางก้าวเท้ายาวๆ มาทางซูฉีฉี นางก้าวเท้ามาหยุดขวางทางซูฉีฉีเอาไว้ “ข้าสั่งให้เจ้าหยุด เจ้าได้ยินหรือไม่?” ท่าทางของนางเต็มไปด้วยโทสะ

        ซูฉีฉีคาดเดาได้อยู่แล้วว่านางจะมีท่าทีเช่นนี้ จึงได้หยุดเดินและค่อยๆ ถอยออกไปเล็กน้อย พลางเงยหน้าขึ้นมองสำรวจฮวาเชียนจือรอบหนึ่ง “ข้ามีชื่อ หรือจะเรียกข้าว่าพระชายาก็ได้”

        นางมิได้หยิ่งยโส มิได้วางอำนาจ ทว่าท่าทางเยือกเย็นของนางนั้นกลับดูสูงส่งหยิ่งกว่าฮวาเชียนจือที่พยายามเบ่งอำนาจออกทางสีหน้าเสียอีก

        เสมือนว่านางเกิดมาก็มีท่วงท่าเปี่ยมบารมีเช่นนี้อยู่แล้ว

        “เจ้า…” ฮวาเชียนจือกัดฟันแน่น

        “มีเรื่องอันใดหรือไม่? ถ้าหากไม่มีเรื่องแล้วก็กรุณาหลีกไปด้วย” ซูฉีฉีหรี่ตาลงเล็กน้อย ท่าทีประหนึ่งไม่สนใจสิ่งใด ไม่เห็นฮวาเชียนจือที่กำลังโกรธหนักนั้นอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย

        ฮวาเชียนจือดึงแส้ที่คาดอยู่ตรงเอวของตนออกมาสะบัด ทว่าเมื่อคิดไปถึงงานวิวาห์ในอนาคตของตนแล้ว นางก็ได้แต่ต้องอดทนไว้

        นางพยายามข่มเพลิงโทสะในใจของตน ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้น “ก็ไม่มีเรื่องใหญ่อันใด แค่อยากจะบอกพระชายาว่า หลังจากงานปีใหม่แล้ว ข้าจะกลายเป็นชายาของท่านอ๋อง เมื่อถึงเวลานั้น พวกเรา…สองพี่น้องจะต้องดูแลท่านอ๋องให้ดีๆ นะ”

        ฮวาเชียนจือในตอนนี้กลับเลียนแบบท่าทีของซูฉีฉีได้แล้ว นางยิ้มบางๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ทว่าประโยคนี้กลับทำให้ซูฉีฉีที่ยืนหลังตรงอยู่ตรงนั้นต้องนิ่งอึ้งไป สีหน้าของนางก็ขาดซีดลงทันที เมื่อเห็นท่าทีหยิ่งยโสเช่นนี้ของฮวาเชียนจือ นางก็รู้แล้วว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องโกหก

        ซูฉีฉีที่เกือบจะยืนนิ่งไม่อยู่นั้นก็พยายามบังคับตนเองให้สงบลง ม่อเวิ่นเฉินนั้นจะแต่งฮวาเชียนจือเข้ามา ตัวนางนั้นไม่มีสิทธิ์ไปก้าวก่าย สำหรับม่อเวิ่นเฉินแล้ว นางอยู่ในฐานะอะไรนั้น ตนก็ไม่อาจรู้ได้ ทว่าในใจของนางกลับดิ่งลึกลงไปเรื่อยๆ ในสมองมีเพียงประโยคเดียวเท่านั้น ม่อเวิ่นเฉินนั้นจะแต่งงานกับฮวาเชียนจือ…

        “นั่นย่อมแน่นอน…” ซูฉีฉีเองก็ไม่รู้ว่าตนเอ่ยออกมาได้เช่นไร ตอนนี้ในสมองของนางนอกจากสับสนแล้วก็มีแต่ความสับสน

        ฮวาเชียนจือที่เอ่ยเสร็จแล้วก็แหงนหน้าขึ้นหัวเราะเสียงดัง ในที่สุดนางก็ได้เห็นซูฉีฉีมีสภาพอเนจอนาถเช่นนี้แล้ว

        นางหัวเราะพลางเปิดทางให้กับซูฉีฉี “เชิญพระชายา” ซูฉีฉีมิได้หันไปมองฮวาเชียนจือ แต่กลับเดินไปทางป่าดอกเหมยอย่างเหม่อลอย นางจำได้ว่าตนนั้นต้องไปเด็ดดอกเหมยกลับมา…

        ยังไงเสียนางก็เป็นเพียงแค่พระชายาแต่ในนามของเขาเท่านั้น ถ้าหากมิใช่เพราะมีราชโองการมาผูกมัด ถ้าหากมิใช่เพราะเขา และนาง ซูฉีฉีที่ได้เสียสละมารดาของตน บางทีความอ่อนโยนและการช่วยเหลือตลอดทางที่ผ่านมาของเขานั้นอาจจะไม่มีก็เป็นได้

        ตลอดเวลาที่ผ่านมาพวกเขาก็เป็นเพียงสามีภรรยากันแต่ในนามเท่านั้น บางทีอาจจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป เพราะว่าเขานั้นจะแต่งงานกับฮวาเชียนจือ

        มีเพียงสตรีรูปโฉมงดงามเช่นนั้นถึงจะคู่ควรกับเขาซึ่งเป็นถึงท่านอ๋องติ่งเป่ยโหว ถึงจะคู่ควรกับฝีมือความสามารถที่ไร้ผู้เทียบเทียมของเขากระมัง

        ตั้งแต่อดีต บุรุษมากความสามารถควงคู่กับหญิงงามมาโดยตลอด นางนั้นกลับเป็นเพียงแค่หญิงสาวธรรมดาคนหนึ่ง!

        ซูฉีฉีเด็ดดอกเหมยออกไปสองดอกก่อนจะยืนค้างให้ลมพัดอยู่ตรงนั้น ปล่อยให้ผมยาวสลวยของนางถูกลมโบกสะบัดจนยุ่งเหยิงไปหมด


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม