0 Views

        บรรยากาศในตำหนักติ้งเป่ยโหวนั้นอึมครึมมาก

        หลายวันมานี้ ฮวาเชียนจือนั้นมีสีหน้าเย็นชาอยู่ตลอดเวลา นางคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าม่อเวิ่นเฉินจะจากไปนานถึงเพียงนี้ อีกทั้งในรายงานที่นางได้รับก็ล้วนแต่มีชื่อของซูฉีฉีอยู่ในนั้น เสมือนว่าชีวิตของม่อเวิ่นเฉินนั้นไม่อาจพรากจากซูฉีฉีได้แล้วก็มิปาน

        “เห๊อะ ผู้หญิงอัปลักษณ์คนนั้นดันมีชีวิตอยู่เสียได้” นางปาจดหมายรายงานที่ตนได้รับอย่างเกลียดแค้น พลางยกมือขึ้นกวาดถ้วยชาบนโต๊ะทิ้งจนตกแตก น้ำชาที่อุ่นกำลังดีนั้นได้กระเด็นเลอะเต็มพื้นไปหมด

        สาวใช้ที่คุกเข่าอยู่ที่พื้นด้านล่างนั้นกำลังตัวสั่นด้วยความกลัว แต่กลับไม่กล้าเอ่ยคำพูดใดออกมา

        เสมือนว่าน้ำและถ้วยชาที่ตกกระจายไปบนพื้นนั้นยังไม่ช่วยให้นางคลายโทสะ ฮวาเชียนจือก็ได้ลุกขึ้นอย่างกะทันหันแล้วยกขาขึ้นถีบสาวใช้ที่คุกเข่าอยู่ตรงนั้นอย่างแรง “เรื่องดีๆ ที่เจ้าทำไว้แท้ๆ”

          สาวใช้คนนั้นรีบโขกศีรษะขอขมาไม่หยุด พลางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “ขอให้องค์หญิงทรงลงโทษด้วย…”

          นางสะบัดมือฟาดลงบนหน้าของสาวใช้จนนางทรุดลงไปกับพื้น ไม่กล้าแหงนหน้าขึ้นมาอีก ฮวาเชียนจือถึงจะยอมหยุดมือ “เจ้ายังจำได้สินะว่าข้ามีสถานะเป็นองค์หญิง”

          สาวใช้ก้มกราบแนบกับพื้นก่อนจะเอ่ยรับผิดไม่หยุด คำพูดมากกว่านั้นแม้แต่คำเดียวนางก็ไม่กล้าเอ่ยออกมา นางคือสาวใช้ที่วังหลวงได้ส่งมาคุ้มครองฮวาเชียนจือ เพราะถึงอย่างไรเสียนางก็เป็นบุตรสาวของฮ่องเต้หญิงแคว้นป่ายฮวา ปีนั้นเป็นเพราะไม่มีทางเลือกจึงได้ส่งนางออกจากวังมา

        ตอนนี้ฮ่องเต้หญิงมีอำนาจแล้ว แน่นอนว่าต้องคุ้มครองบุตรสาวที่อยู่นอกวังให้ปลอดภัย

        เพียงแต่ว่านางไม่รู้ถึงนิสัยของบุตรสาวตัวเอง คนที่ส่งมาคุ้มครองนางนั้นได้ถูกส่งออกไปเป็นนักฆ่าเสียจนหมด ไม่เพียงแต่ส่งคนพวกนั้นออกไป ฮวาเชียนจือยังได้ใช้เงินจำนวนมากจ้างนักฆ่าอีกกลุ่มหนึ่ง เพียงเพราะนางต้องการให้ซูฉีฉีตายไปเสีย

        หรือว่าฆ่าเหลยอวี๊เฟิงให้ตายไป

        นางเองก็ไม่ชอบการมีตัวตนอยู่ของเหลยอวี๊เฟิง เพราะว่าดวงตาที่ผู้ชายคนนั้นมองนางนั้นเหมือนมีดทิ่มแทงก็ไม่ปาน ทำให้นางมักจะรู้สึกเหมือนมีของมีคนทิ่มหลังอยู่ตลอดเวลา

        เพียงแต่ว่าข่าวคราวที่ส่งกลับมานั้นทำให้โทสะของนางต้องระเบิดออกมา คนที่นางส่งไปนั้นไม่มีผู้ใดรอดกลับมาแม้แต่คนเดียว อีกทั้งซูฉีฉียังมีชีวิตอยู่เป็นอย่างดีและตอนนี้กำลังเดินทางกลับมาพร้อมกับม่อเวิ่นเฉิน

        “ไสหัวออกไป” เมื่อตีจนเหนื่อยแล้ว ฮวาเชียนจือก็ตวาดออกมาเสียงต่ำ

        สาวใช้ที่ก้มกราบอยู่ที่พื้นด้วยความตกใจนั้นก็ถือว่ารู้ทันสถานการณ์มิใช่น้อย นางรีบขานรับก่อนจะคลานออกไปโดยเร็ว

        นางมาที่นี่ได้สองเดือนกว่าแล้ว เดิมคิดว่าเจ้านายของนางคนนี้จะสามารถรับใช้ได้ง่ายดายกว่าพวกคนในวังหลวง ตอนนี้ถึงจะรู้ว่า พวกองค์หญิงทั้งหลายที่อยู่ในวังหลวง เมื่อเทียบกับฮวาเชียนจือแล้วถือว่ายังไร้เดียงสาอยู่มากนัก

        นี่ขนาดว่านางยังมิใช่ตำแหน่งเจ้านายหญิงแต่เป็นเพียงแค่ญาติผู้น้องของท่านอ๋องเท่านั้น

        แม้ว่าจะระบายโทสะออกไปแล้ว แต่ฮวาเชียนจือก็ยังรู้สึกว่าโทสะที่มีอยู่ยังไม่คลาย ตอนนี้ม่อเวิ่นเฉินกำลังเดินทางกลับมาที่ตำหนักแล้ว นางรู้ว่าเหลิ่งเหยียนกำลังตรวจสอบเรื่องนักฆ่าอยู่ยิ่งทำให้นางไม่กล้าลงมือทำอะไรมากนัก มิเช่นนั้นนางจะต้องใช้เงินจำนวนมากจ้างนักฆ่าที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปจัดการกับซูฉีฉีอย่างแน่นอน

        นางไม่เชื่อหรอกว่ากับหญิงอัปลักษณ์ผู้ด้อยฝีมือเช่นนั้นจะสามารถหลบหนีได้ตลอดไป

        นางเติบโตกับม่อเวิ่นเฉินมาตั้งแต่เล็ก นิสัยพี่ชายคนนี้ของนางนั้นนางย่อมรู้ดีที่สุด ต่อให้เขาคิดจะช่วยคน แต่ก็ต้องอยู่ในสถานการณ์ที่จะไม่ทำให้ตนเองเป็นอันตรายเสียก่อน

        ฮวาเชียนจือเดินวนไปวนมาอยู่ที่พื้นสามสี่รอบ ดวงหน้าที่งดงามของนางเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น ในดวงตาเต็มไปด้วยไอสังหาร ตอนที่ซูฉีฉีอาศัยอยู่ที่โรงซักล้าง นางก็มิอาจทนเห็นการมีอยู่ของซูฉีฉีได้แล้ว ยิ่งมิต้องพูดถึงตอนนี้ ซูฉีฉีได้ย้ายไปอยู่ภายในเรือนของม่อเวิ่นเฉินแล้ว นี่ยิ่งทำให้นางมิอาจทนดูต่อไปได้อีก

        ตั้งแต่เด็กนางก็ยึดมั่นในตัวบุรุษผู้นี้ มีหรือจะยอมยกเขาให้กับผู้อื่น ต่อให้ท่าทีที่ม่อเวิ่นเฉินมีต่อนางนั้นจะเย็นชา ห่างเหิน แต่ว่านางก็ยังไม่ยอมตัดใจ

        ดวงตาของนางหรี่ลง ก่อนที่ฮวาเชียนจือจะหัวเราะออกมา เสมือนว่านางคิดแผนการดีๆ ออกมาได้แล้ว พลางเหม่อมองไปในทิศทางอันไกลโพ้น “ซูฉีฉี ข้านั้นกลับเฝ้ารอวันที่เจ้ากลับมาเสียจริงๆ”

        รอยยิ้มของนาเด่นชัดขึ้น ดูน่ากลัวยิ่งขึ้นกว่าเดิม ทำให้โฉมหน้าที่งดงามไร้ที่ติของนางนั้นบิดเบี้ยวไปบ้าง

        ตลอดทางนั้นซูฉีฉีก็อารมณ์ดีไม่น้อย กับม่อเวิ่นเฉินนั้นแม้ว่าจะไม่มีเรื่องใดให้เอ่ยคุยกัน แต่ว่าบรรยากาศกลับไม่ได้เยือกเย็น มิได้อึดอัดดั่งเช่นเมื่อก่อนอีก ระหว่างพวกเขานั้นมีเพียงความรู้สึกของความห่วงใยและรักใคร่จางๆ เท่านั้น

        ม่อเวิ่นเฉินยังคงดื่มยาฟื้นฟูสภาพร่างกายของตน แม้ว่าจะไม่ได้เป็นอันตรายมากแล้ว แต่ว่าภายใต้การยืนยันของซูฉีฉีแล้ว เขาก็ยังคงต้องดื่มยาต่อไป

        “เจ้าคิดจะทำอย่างไรต่อ?” ทันใดนั้นม่อเวิ่นเฉินก็เอ่ยถามออกมาอย่างกะทันหัน

        เหลิ่งเหยียนที่ขี่ม้าอยู่ด้านข้างของรถม้าเพราะได้นัดพบกับม่อเวิ่นเฉินระหว่างทางก็ได้ยินคำถามนี้เช่นกัน เขาเองก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง

        ซูฉีฉีมีสีหน้าคล้ำขึ้นเล็กน้อย เหมือนมีความหนักใจอยู่บ้าง จากนั้นนางก็ถอนหายใจออกมา “ข้าอยากจะล้างแค้นให้ท่านแม่” เหลิ่งเหยียนไม่เข้าใจ แต่ว่าซูฉีฉีกลับเข้าใจเป็นอย่างดีถึงคำถามเมื่อครู่

        ม่อเวิ่นเฉินพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “วางใจเถอะ ข้าต้องล้างแค้นให้แน่ ทว่าใกล้จะถึงช่วงสิ้นปีแล้ว เจ้าก็อย่าคิดอันใดให้มากเลย ผ่านปีนี้ไปแล้วพวกเราค่อยมาปรึกษากันเรื่องนี้ดีหรือไม่?” เขากลัวว่าซูฉีฉีจะจมอยู่กับความเศร้าโศก

        ซูฉีฉีหันไปสบตาเข้ากับดวงตาที่ดำสนิทแต่แฝงด้วยความอ่อนโยนของม่อเวิ่นเฉิน ก่อนจะพยักหน้าลง “ได้ ข้าจะพยายาม”

        ระหว่างทางที่กลับมาจากเมืองหลวงนั้น ซูฉีฉีหาได้รู้สึกมีความสุขอย่างแท้จริงไม่ แม้ว่าม่อเวิ่นเฉินจะช่วยชีวิตนางอยู่หลายครั้ง ในใจนางเองก็รู้สึกอบอุ่น แต่ว่านางก็ยังคงรู้สึกค้างคาใจเกี่ยวกับการตายของมารดาตน

        จุดนี้ม่อเวิ่นเฉินดูออกอย่างชัดเจน ในเวลานี้ เขาถึงได้เอ่ยประโยคเช่นนั้นออกมา

        เหลิ่งเหยียนกระตุกมุมปากเบาๆ บนใบหน้าที่เยือกเย็นนั้นกลับนิ่งเรียบไร้อารมณ์ดังเดิม เขาควบม้าให้วิ่งไปด้านหน้า เขารู้สึกว่าท่านอ๋องของพวกเขาเปลี่ยนไปแล้ว ไม่รู้ว่านั่นเป็นเรื่องดีหรือไม่ดีกันแน่

        เขาได้ตรวจสอบจนรู้ถึงประวัติของนักฆ่าที่มาไล่สังหารซูฉีฉีแล้ว ทว่าผู้บงการเบื้องหลังนั้นยังคงหาตัวไม่พบ เพราะว่าคนเดียวที่ติดต่อกับพวกเขานั้นก็คือสาวใช้คนหนึ่ง ไม่มีลักษณะพิเศษใดๆ

        เรื่องนี้ ม่อเวิ่นเฉินจะต้องไม่ปล่อยไว้แน่นอน ทว่าตอนนี้ใกล้จะปีใหม่แล้ว เขาตัดสินใจจะพักเรื่องนี้ไว้ก่อน ให้ฝ่ายตรงข้ามได้มีเวลาพักหายใจบ้าง ยังไงเสียพวกเขาก็ต้องทิ้งร่องรอยเบาะแสออกมาให้เห็น

        ทางนี้ก็ปล่อยเรื่องนี้ไป ฝ่ายนั้นสักวันหนึ่งจะต้องลงมืออีกเป็นแน่ เรื่องเช่นนี้ ม่อเวิ่นเฉินรู้ดีเป็นอย่างยิ่ง เขาคิดออกว่าคนผู้นั้นเป็นใคร ทว่าก่อนที่จะมีหลักฐานนั้น เขาก็ไม่กล้าทำอะไรเอิกเกริก

        เมื่อเห็นดวงตาที่ใสกระจ่างของซูฉีฉี สายตาของม่อเวิ่นเฉินก็เลื่อนมองไปทางอื่น เขาเองก็มีจุดที่ตนเองก้าวข้ามไปไม่ได้เช่นกันพลางคิดถึงคำพูดของเหลยอวี๊เฟิง เขาเองก็ถามตัวเองเช่นกัน เขานั้นได้หวั่นไหวกับซูฉีฉีแล้วจริงหรือ?

          สตรีเช่นนี้เหมาะสมที่สุดแล้วที่จะยืนอยู่ข้างกายเขา แต่ว่าเป็นญาติสนิท หรือว่าที่ปรึกษา?

          เรื่องมากมาย ถ้าหากไม่มีซูฉีฉี เขาเองก็ไม่อาจทำมันให้สำเร็จโดยสมบูรณ์แบบได้ หรือแม้กระทั่งครั้งก่อนที่ตนนั้นโดนพิษทำให้สลบอยู่บนเตียงจนไม่อาจฟื้นได้ และยิ่งมิต้องพูดถึงครั้งนี้ที่พวกเขาคว้าชัยชนะมาได้ระหว่างที่อยู่เมืองหลวง

        สำหรับความคิดเหล่านี้ของม่อเวิ่นเฉิน ซูฉีฉีนั้นหาได้รู้ไม่ นางเป็นเพียงแค่สตรีธรรมดาๆ คนหนึ่ง ตั้งแต่เล็กก็ไม่ค่อยคาดหวังอะไรมากนัก นางต้องการบุรุษที่รักนางเพียงคนเดียวเท่านั้น ให้นางได้มีที่พักพิงในชีวิต

        รูปโฉมของนางนั้นห่างไกลกับซูเมิ่งหรู ทำให้นางรู้ตั้งแต่เล็กว่าไม่ควรคาดหวังอะไรจนเกินตัว แต่เมื่อเผชิญหน้ากับม่อเวิ่นเฉิน นางเองก็ยังคงหักห้ามใจตนเองไม่ได้

        รถม้าหยุดแล้ว ม่อเวิ่นเฉินและซูฉีฉีหันมาสบตากัน คนทั้งสองมิได้เอ่ยคำใดๆ ออกมา ตำหนักอ๋องถึงแล้ว ในที่สุดก็กลับมาแล้ว

        ทว่าอารมณ์ของคนทั้งสองกลับเคร่งเครียดขึ้นไม่น้อย

        อีกทั้งล้วนเปิดเผยออกมาผ่านทางดวงตา

        ม่อเวิ่นเฉินกระโดดลงจากรถม้า เขาไม่ได้ไปพยุงซูฉีฉีแต่กลับให้นางเดินลงมาเอง พ่อบ้านและฮวาเชียนจือนั้นได้รออยู่หน้าประตูตำหนักตั้งแต่แรกแล้ว เมื่อเห็นว่าม่อเวิ่นเฉินเดินก้าวมาตามด้วยซูฉีฉี ในดวงตาของพ่อบ้านชราก็เต็มไปด้วยความสบายใจ แต่ความอ่อนโยนบนสีหน้าของฮวาเชียนจือนั้นยังคงปกปิดไอสังหารในดวงตาของนางได้ไม่มิด

        แม้ว่านางจะไม่ได้เห็นภาพที่ไม่ควรเห็น แต่ว่าซูฉีฉีที่ปลอดภัยดีไม่มีบาดแผลเช่นนี้มายืนอยู่ตรงหน้านางก็ทำให้ในใจของนางรู้สึกไม่สบอารมณ์

        “พี่เวิ่นเฉิน ในที่สุดพวกท่านก็กลับมาแล้ว” ฮวาเชียนจือเดินไปด้านหน้าก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล ดวงตาทั้งสองใสกระจ่างดุจน้ำขณะมองไปที่ม่อเวิ่นเฉิน

        ม่อเวิ่นเฉินทำเพียงแค่พยักหน้า แม้แต่คำพูดคำหนึ่งยังไม่เอ่ยกับนาง พลางก้าวเท้ายาวๆ เข้าไปด้านในตำหนักอ๋อง ซูฉีฉีเดินตามมาด้านหลัง ทำให้ฮวาเชียนจือมองนางด้วยสายตาเคียดแค้น


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม