0 Views

        คำพูดของซูฉีฉีทำให้เหลยอวี่เหยานิ่งค้างอยู่ตรงนั้น นางมีท่าทีไม่เชื่ออยู่บ้าง แต่ที่มากกว่านั้นคือการเข้าใจ เพราะว่าซูฉีฉีแต่งงานกับม่อเวิ่นเฉินไปได้อย่างไรนั้น นางเองก็รู้อยู่อย่างแจ่มแจ้ง

        “แต่เขา…” เหลยอวี่เหยาอยากจะพูดว่า เขาเสี่ยงชีวิตช่วยซูฉีฉีไว้

        “นั่นเพราะว่ามีความสามารถนั้นอยู่ ไม่ว่าอย่างไรเสียข้าก็เป็นถึงพระชายาของเขาที่ฮ่องเต้ได้แต่งตั้งให้” ซูฉีฉีใช้สีหน้าที่ราบเรียบแทนที่อารมณ์มากมายของตนเอง

        ซูฉีฉีคิดว่า หากเมื่อครู่ตนตกลงไปในเหวลึกแทนพื้นที่ไม่ลึกมากเมื่อครู่แล้ว ม่อเวิ่นเฉินจะต้องไม่กระโดดลงไปช่วยนางโดยไม่สนใจสิ่งใดอย่างเช่นเมื่อครู่แน่นอน เพราะว่านางรู้ว่าม่อเวิ่นเฉินมักจะทำเรื่องที่มั่นใจเต็มร้อยแล้วเท่านั้น มิเช่นนั้น เขายอมไม่ลงมือเสียดีกว่า

        เหลยอวี่เหยายังคงจ้องมองไปที่ซูฉีฉี ทว่ามือที่กำแน่นของนางนั้นได้คลายลงแล้ว เสมือนว่าทั้งร่างกายของนางรู้สึกไร้เรี่ยวแรงอย่างกะทันหัน ทั้งสองคนยืนอยู่ตรงข้าม ดวงตาทั้งสองข้างจับจ้องกันอยู่เช่นนั้น

        เกล็ดหิมะตกลงมาไม่หยุดหย่อน เมื่อลมแรงพักมา ผมยาวสลวยก็ได้พลิ้วไหวตามสายลม ชายเสื้อผ้าก็โบกสะบัดอย่างแรง

         “คุณหนูเล็ก”

        คนคุมม้ารออยู่เนิ่นนาง ในที่สุดก็อดทนรอต่อไปไม่ไหวจึงก้าวเดินมาเบื้องหน้าและแสดงความเคารพพร้อมเอ่ยเรียกออกมาเสียงหนึ่ง

        เมื่อนางเห็นซูฉีฉีผู้มีดวงตาเรียบสงบ สีหน้าเรียบนิ่ง อารมณ์สงบนิ่งเช่นนั้น อยู่ๆ นางก็รู้สึกว่าสตรีตรงหน้านี้โชคร้ายกว่านางมากนัก อยู่ข้างบุรุษผู้นั้นแล้วจะอย่างไร? นางยังคงเป็นได้แค่เพียงตัวตนที่มีไว้เพื่อดูหมิ่นเขาเท่านั้น

        ในวินาทีนั้นเอง นางเชื่อในคำพูดของซูฉีฉีแล้ว

        นางยกมือขึ้นสั่งให้คนคุมม้าหมุนรถม้าไปอีกทางหนึ่งจากนั้นจึงมองไปที่ซูฉีฉี “ไปเถิด”

        นางทำเรื่องอะไรนั้นมักขึ้นอยู่กับอารมณ์ของตนเสมอ มิได้รู้จักคิดวางแผนการอันใดมาก ยิ่งไม่ใช่คนที่มีเล่ห์เหลี่ยมมากเท่าใดนัก เพราะฉะนั้นเมื่อนางเชื่อแล้วก็จะไม่เก็บไปคิดเยอะอีก เพราะฉะนั้น ตอนนี้ความเป็นศัตรูที่นางมีต่อซูฉีฉีนั้นก็ได้หายไปจนหมดแล้ว

        ซูฉีฉีที่กำลังลุ้นตัวเกร็งอยู่นั้นก็ค่อยๆ วางใจลง นางถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะพยักหน้าและขึ้นรถม้าตามเหลยอวี่เหยาไป

        ระหว่างทางคนทั้งสองไม่ได้เอ่ยวาจาพูดคุยกัน ล้วนแต่ปิดตาพักผ่อนสายตาทั้งคู่

        คนหนึ่งกำลังเป็นกังวลกับอาการบาดเจ็บของม่อเวิ่นเฉิน อีกคนหนึ่งรู้สึกเหนื่อยแล้ว ก่อเรื่องราวมาตั้งหลายวันถึงจะรู้ว่าแท้จริงแล้วตนเองแค่ทำตัวงี่เง่า ไร้เหตุผล หาเรื่องผิดคนเสียแล้ว

        หมอทุกคนในสำนักเหลยนั้นได้ถูกเชิญมารอด้านนอกห้องพักของม่อเวิ่นเฉิน

        ในความคิดของเหลยอวี๊เฟิงนั้น การมีตัวตนของม่อเวิ่นเฉินนั้นเปรียบเสมือนเทพเซียน ถ้าหากเขาสามารถกระอักเลือกออกมาได้ นั้นก็แปลว่าจะต้องบาดเจ็บอย่างหนักแน่นอน ด้วยเหตุนี้ เขาถึงได้ทำเรื่องราวให้ใหญ่โตถึงเพียงนี้

        เขารอซูฉีฉีกลับมาไม่ไหว และยิ่งไม่ได้คิดถึงว่าการที่ทิ้งซูฉีฉีไว้กับเหลยอวี่เหยานั้นจะอันตรายถึงเพียงใด

        เพราะว่าออกแรงย้อนการไหลเวียนของลมปราณ ม่อเวิ่นเฉินถึงได้สูดหายใจเข้าไม่ทัน อีกทั้งเขายิ่งกังวลว่าซูฉีฉีที่อยู่ด้านหลังนั้นจะโดนเหลยอวี่เหยาทำร้ายเอาได้ ด้วยความร้อนรนจึงทำให้สลบไป

        หมอทั้งหลายที่ยืนอยู่เต็มห้องโถงนั้นล้วนไม่รู้จะทำเช่นไรดี พวกเขาเพียงพูดว่าแค่พักผ่อนดีๆ ก็จะหายได้แล้ว

        สุดท้ายกลับทำให้เหลยอวี๊เฟิงระเบิดโทสะออกมา ขับไล่หมอออกไปจากในตัวตำหนักสำนักเหลยจนหมด

        จนกระทั่งครึ่งชั่วยามซูฉีฉีกลับมานั้น เขาถึงนึกขึ้นได้ว่าที่นี่ยังมีหมอเทวดาอีกคนหนึ่ง ตนนั้นกลับไปเชิญเอาพวกหมอที่โง่เขลาตามท้องถนนมาให้เสียเวลา

        เหลยอวี่เหยาก็ตามซูฉีฉีเข้าไปที่ห้องพักของม่อเวิ่นเฉินด้วยเช่นกัน เมื่อเห็นม่อเวิ่นเฉินที่สลบไม่ได้สติ และกลับไปคิดถึงประโยคเมื่อครู่ของซูฉีฉี เหลยอวี่เหยากลับรู้สึกเสียใจต่อการกระทำของตนเองเป็นอย่างมาก นางได้ปิดกั้นถนนแห่งอนาคตของตัวเองลงเสียแล้ว

        นางรู้ว่าการจะทำให้ม่อเวิ่นเฉินนั้นเปลี่ยนความคิดที่มีต่อนางใหม่ เกรงว่าคงยากมากแล้ว อีกทั้งในเรื่องนี้ พี่ชายของนางก็ไม่เคยคิดจะสนับสนุนนางแม้แต่น้อย

        ซูฉีฉีนั่งนิ่งอยู่ด้านหน้าของเตียงพลางยกมือขึ้นตรวจชีพจรของม่อเวิ่นเฉิน นางก้มหน้าลงเล็กน้อย ขนตาที่งอนยาวนั้นได้ปิดบังความรู้สึกในดวงตาของนางไปจนหมด ดูแล้ว นางเหมือนจะสงบนิ่งมาก สงบจนเกือบจะดูเหมือนเฉยชา

        เมื่อตรวจชีพจรเสร็จ ซูฉีฉีก็ได้ขอพู่กันมาจากเหลยอวี๊เฟิงและเริ่มเขียนใบสั่งยา ตั้งแต่ต้นจนจบนางก็มิได้เอ่ยอันใดออกมาเพิ่ม และในช่วงเวลานี้ เหลยอวี่เหยาเองก็นั่งเงียบๆ อยู่ด้านข้าง ปล่อยให้เหลยอวี๊เฟิงจ้องนางอย่างโมโห

        นางเองก็รู้ว่าตนผิดไปแล้ว อีกทั้งครั้งนี้ยังผิดมหันต์อีกด้วย นางมิกล้าโต้เถียงกับเหลยอวี๊เฟิง ทำได้เพียงแค่สงบนิ่งเรียบร้อยอยู่ตรงนั้น

        เมื่อมองดูใบสั่งยาของซูฉีฉีแล้ว เหลยอวี๊เฟิงก็ได้สั่งให้คนไปเอายาที่ห้องเก็บยาของสำนักเหลยและยังอาสาไปต้มยาด้วยตนเอง

        “พี่ชายเจ้า…ดูเป็นห่วงท่านอ๋องมาก” เมื่อเห็นเหลยอวี่เหยามิได้ออกไป ซูฉีฉีก็เอ่ยเรียบๆ ออกมาประโยคหนึ่ง

        “นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว ชีวิตของพี่ชายข้าได้ท่านอ๋องเป็นคนช่วยไว้ ถ้าหากไม่มีพี่เวิ่นเฉิน ก็จะไม่มีพี่ชายของข้าในวันนี้” เหลยอวี่เหยามองไปที่ม่อเวิ่นเฉินที่นอนอยู่บนเตียงนิ่งๆ นั้นด้วยสายตาชื่นชม ในดวงตานั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกลึกซึ้ง

        ทำให้ซูฉีฉีเองก็รู้สึกซาบซึ้งไม่น้อยเช่นกัน บุรุษผู้นี้สามารถคว้าใจของหญิงสาวนับหมื่นได้จริงๆ อีกทั้งในบรรดาหญิงสาวเหล่านั้นก็รวมไปถึงนาง ซูฉีฉีด้วย

        เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ นางก็ยิ้มออกมาอย่างขมขื่น เพราะว่าความซาบซึ้งใจที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้ตนนั้นไม่สามารถที่จะไม่หลงรักผู้ชายคนนี้ได้อีกแล้ว

        เพราะว่าม่อเวิ่นเฉินนั้นได้ใช้พลังภายในไปเท่านั้น เพียงแค่พักผ่อนรักษาตัวเพิ่มขึ้นก็จะสามารถหายดีได้ แต่เมื่อเขาฟื้นขึ้นมานั้นกลับเอ่ยปากจะจากไปทันที

        เหลยอวี๊เฟิงที่ยืนอยู่ในห้องโถงใหญ่นั้นก็จ้องไปที่ม่อเวิ่นเฉินอย่างโมโห “ด้วยสภาพของเจ้าในตอนนี้ จะให้ข้าวางใจได้อย่างไร?”

        สีหน้าของเขาเย็นชาและจริงจังมาก

        แต่ม่อเวิ่นเฉินเองก็มีสีหน้าเด็ดเดี่ยว “เจ้าเองก็รู้ถึงนิสัยของข้า ถ้าหากมิอยากให้น้องสาวของเจ้าต้องเดือดร้อน ทางที่ดีให้พวกเรากลับไป”

        ถ้าหากมิใช่เพราะเห็นแก่หน้าเหลยอวี๊เฟิง ครั้งนี้เขาจะต้องฆ่าเหลยอวี่เหยาด้วยมือของตัวเองให้ได้ ผู้หญิงของเขามีเขาคนเดียวที่จะแตะต้องนางได้ ผู้ใดที่ทำร้ายซูฉีฉีก็เท่ากับทำร้ายเขาม่อเวิ่นเฉิน และเป็นเหมือนการตบหน้าเขาม่อเวิ่นเฉินเช่นกัน

        เมื่อเห็นสีหน้าที่เยือกเย็นของม่อเวิ่นเฉิน รวมถึงน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำและไร้ซึ่งความลังเล เหลยอวี๊เฟิงก็เงียบลงทันที

        จริอยู่ที่เขาเองก็รู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานทั้งหมดนั้นเป็นแผนการของเหลยอวี่เหยา รวมถึงการจะขอไปหุบเขาขาดสะบั้นด้วย ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นแผนการที่นางวางไว้เพื่อจะเอาชีวิตของซูฉีฉี แม้ว่าเขาจะได้ลงโทษนางให้คุกเข่าอยู่ในห้องสวดมนต์แล้ว แต่ก็ยังไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงได้

        จากนิสัยของม่อเวิ่นเฉินที่เขารู้จัก ครั้งนี้เป็นเพราะว่าซูฉีฉีไม่ได้รับบาดเจ็บ และเพราะเห็นแก่หน้าเขาแล้วจึงมิได้เอาชีวิตเหลยอวี่เหยากระมัง

        “เจ้ารักนางแล้วจริงๆ?”

        ผ่านไปเนิ่นนาน เหลยอวี๊เฟิงก็เอ่ยถามออกมาประโยคหนึ่งก่อนจะจ้องมองไปที่ม่อเวิ่นเฉิน เขาอยากรู้มาโดยตลอด

        ม่อเวิ่นเฉินยิ้มเย็นออกมา เขาทำเหมือนอยากจะเอ่ยอะไรออกมาแต่สุดท้ายก็หลุบตาลงต่ำ “อย่าลืมดาบเสวียนหยวนล่ะ”

        ท่าทางประหนึ่งผู้ชนะก็มิปาน “ที่แท้เป็นเช่นนี้” เหลยอวี๊เฟิงส่ายศีรษะก่อนจะยักไหล่ขึ้นอย่างจนปัญญา

        ชั่วขณะหนึ่งเขารู้สึกว่าตนไม่เข้าใจม่อเวิ่นเฉินแล้ว ทำเพื่อดาบเสวียนหยวนเท่านั้นจริงหรือ? ถ้าเช่นนั้นเมื่อวานเหตุใดเขาถึงต้องพยายามเสี่ยงชีวิตถึงเพียงนั้น

        แต่ว่า เขานั้นกลับไม่หวังว่าม่อเวิ่นเฉินจะหลงรักซูฉีฉี เช่นนั้นม่อเวิ่นเฉินก็จะไม่ใช่เทพแห่งสงครามอีกต่อไป เพราะว่าเขาจะมีจุดอ่อนของตัวเองแล้ว ซูฉีฉีในตอนนี้ไม่อาจเป็นโล่กำบังให้กับเขาได้จริงๆ นางเป็นได้เพียงแค่ภาระของเขาเท่านั้น

        “เอาเถอะ คิดว่าซูฉีฉีเองก็คงเก็บของพร้อมแล้ว” ม่อเวิ่นเฉินลุกขึ้น มิได้เอ่ยลาและมิได้เอ่ยอะไรออกมาเพิ่ม เขาหมุนตัวเดินจากไปทันที

        ม่อเวิ่นเฉินที่เป็นเช่นนี้ เหลยอวี๊เฟิงนั้นเคยชินเสียแล้ว เขาเป็นเช่นนี้เสมอ ไปมาดุจสายลม ไม่เคยคำนึงถึงสิ่งใด เหลยอวี๊เฟิงไม่ได้ออกไปส่งแต่กลับนั่งอยู่ในสำนักเหลยจิบน้ำชาอยู่เฉยๆ

        ซูฉีฉีและม่อเวิ่นเฉินนั้นนั่งอยู่ด้วยกันบนรถม้าที่กำลังมุ่งหน้าไปทางเหนือ

        ซูฉีฉีนั้นได้ทำให้เหลยอวี่เหยาสงบลงแล้ว นางเชื่อว่าเหลยอวี่เหยาจะต้องไม่เห็นนางเป็นหนามยอกอกอีกเป็นแน่ เพียงแต่ว่าทางนี้จัดการเรียบร้อยแล้ว เมื่อกลับไปเมืองอ้าวล่ะ? นางกลับไป จะกลับไปในฐานะอะไร?

        ที่พักของนางคือที่ใด? ฮวาเชียนจือจะยอมปล่อยนางไปง่ายๆ หรือ?

        คำถามเหล่านั้นอัดแน่นอยู่เต็มอกของซูฉีฉี ทำให้นางรู้สึกยากที่จะสงบได้ นางแอบเหลือบสายตาไปมองม่อเวิ่นเฉินที่กำลังหลับตาพักผ่อนอยู่พลางหวังว่าบุรุษผู้นี้จะเป็นห่วงนางได้ตลอดไป

        “เจ้าเป็นพระชายาของข้า” เสมือนว่าเขารู้สึกได้ถึงความไม่สบายใจของซูฉีฉีก็มิปาน ม่อเวิ่นเฉินมิได้ลืมตาขึ้นแต่กลับเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจังประโยคหนึ่ง

        นี่ก็ถือเป็นการให้ซูฉีฉีกินยาที่สงบจิตใจของนางลงได้แล้วกระมัง

        ผ่านไปเนิ่นนาน ซูฉีฉีก็มองม่อเวิ่นเฉินนิ่งๆ อยู่อย่างนั้น ความรู้สึกไม่สบายใจและความกังวลของนางได้มลายหายไปหมดในทันที มีประโยคนี้ของเขา ก็พอแล้ว


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม