0 Views

        เมื่อเห็นม่อเวิ่นเฉินกระโดดตามซูฉีฉีลงไป และเห็นว่าเหลยอวี๊เฟิงเองก็ไม่สนใจสิ่งใดและกระโดดตามลงไปด้วย เหลยอวี่เหยาก็ไม่อาจทำใจให้สงบนิ่งได้อีก ผู้คนในศาลานั้นเริ่มเดินจับกลุ่มมาทางนี้แล้ว

        ด้วยระยะห่างความสูงสิบกว่าเมตรนั้น ทำให้ซูฉีฉีมิได้ตกลงพื้นโดยทันที เมื่อนางเห็นสีหน้ายิ้มแย้มของเหลยอวี่เหยาแล้ว นางก็รู้แล้วว่าเหตุใดนางจึงมีความกังวลเกิดขึ้นในใจ ทว่าเมื่อนางเห็นม่อเวิ่นเฉินกระโดดลงมาด้วยนั้น ความสงบนิ่งของนางก็ได้มลายหายไป

        ตั้งแต่ถูกเหลยอวี่เหยาผลักลงมาจากศาลานั้น กระทั่งเวลาที่จะส่งเสียงร้องออกมานั้นนางยังมีไม่พอก็ได้ถูกสายลมโอบล้อมตัวไว้เสียแล้ว จากนั้นนางก็ได้แต่ปล่อยให้ร่างกายจมดิ่งลงไปอย่างธรรมชาติ ได้แต่ยอมรับชะตากรรม แม้ว่านางเองก็กลัวตาย แต่ว่านางเองก็รู้ดีว่าตนเองแก้ไขชะตากรรมมิได้

        เสื้อคลุมตัวยาวสีดำของม่อเวิ่นเฉินมันโบกสะบัดเพราะสายลม แต่นั่นเองก็ได้ขัดขวางความเร็วในการดิ่งลงของเขา สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความร้อนรนพลางมองไปที่ซูฉีฉีที่มีสีหน้าราบเรียบเบื้องหน้า

        ความนิ่งเรียบเฉยชาเช่นนั้น เขามิได้เคยเห็นแค่ครั้งเดียวเท่านั้นทว่ามันกลับทิ่มแทงเข้ามาในหัวใจของเขาอีกครั้ง ใจของเขานั้นเจ็บปวดเหลือเกิน คนทั้งสองจ้องมองกันผ่านช่องว่างของอากาศ แต่กลับรู้สึกเสมือนว่าอีกฝ่ายนั้นอยู่ห่างไกลออกไปเหลือเกิน

        เหลนอวี๊เฟิงนั้นกระโดดทิ้งตัวลงมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเอื้อมมือใหญ่ๆ ของตนคว้าเอาปลายเสื้อคลุมของม่อเวิ่นเฉินเอาไว้ “ม่อเวิ่นเฉิน เจ้าอยากตายหรือไง? เพียงเพื่อผู้หญิงคนนี้ เจ้าไม่สนแม้แต่ชีวิตของตนเองแล้วงั้นหรือ?”

        เขาพูดพลางดีดตัวเองไปด้านหลัง คิดจะดึงม่อเวิ่นเฉินกลับไปด้านในศาลา

        ทว่าในวินาทีนั้น ม่อเวิ่นเฉินกลับดึงสายรัดของเสื้อคลุมตรงหน้าอกของตนอย่างแรง ทำให้เหลยอวี๊เฟิงนั้นคว้าได้เพียงแค่เสื้อคลุมของเขาเท่านั้น เมื่อเหลยอวี๊เฟิงก้มหน้าลงมองอีกครั้ง ระยะห่างของพวกเขาก็ต่างกันอยู่มากแล้ว

        เกล็ดหิมะล่องลอยอยู่กลางอากาศ พลิ้วไหวกลางสายลม ช่างเป็นภาพที่งดงามยิ่งนัก

        ลมพัดอย่างแรงอยู่ข้างหู ทำให้ไม่อาจได้ยินเสียงอื่นได้อีก

        ม่อเวิ่นเฉินขยับร่างกายไปมาไม่กี่ครั้งอยู่กลางอากาศ ทำให้ตนนั้นดิ่งลงไปด้านล่างได้เร็วขึ้นพลางยื่นมือออกไป พยายามที่จะหยุดความเร็วในการร่วงหล่นของซูฉีฉี

        ตอนนี้ตัวเขาเองก็แยกมิออกแล้วว่า ตนนั้นทำเพื่อการพนันหรือว่าเพื่อซูฉีฉีแล้วเขาสามารถยอมกระโดดลงมาโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใด เพียงแต่ว่าได้กระโดดลงมาแล้วก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ช่วยเหลือคนเอาไว้

        ไม่ว่าอย่างไร เขาก็จะพาซูฉีฉีกลับเมืองอ้าวไปให้ได้อย่างปลอดภัย

        มุมปากกระดกยิ้มขึ้น ดวงตาที่สงบนิ่งของซูฉีฉีนั้นก็ได้มีประกายฉายออกมาแวบหนึ่ง ดวงตาคู่นั้นสะท้อนกับเกล็ดหิมะกลับดูงดงามเป็นอย่างมาก ใบหน้าที่ใสบริสุทธิ์นั้นไม่มีความนิ่งเรียบอีก แต่กลับมีความเชื่อมั่นในตนเองอย่างหนึ่งปรากฏขึ้นแทน

        เมื่อเห็นม่อเวิ่นเฉินพยายามยื่นมือออกมา ซูฉีฉีเองก็ค่อยๆ ยื่นมือขึ้น พยายามที่จะคว้ามือของเขาเอาไว้

        “ม่อเวิ่นเฉิน ช่วยข้าที” ในที่สุดซูฉีฉีก็เอ่ยออกมาเสียงดังประโยคหนึ่ง คำพูดของนางล่องลอยตามสายลมจนส่งต่อไปถึงหูของม่อเวิ่นเฉิน นางกลัวตาย กลัวจริงๆ โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าถึงเวลาที่ต้องตายอย่างแน่นอน

        แม้ว่าหลายวันมานี้ ม่อเวิ่นเฉินจะอ่อนโยนและดูแลนางเป็นอย่างดี ทว่าเพราะในอดีตนางถูกทอดทิ้งอยู่หลายครั้งจนทำให้นางไม่กล้าที่จะคาดหวังอีก บางทีครั้งนี้ม่อเวิ่นเฉินอาจจะเปลี่ยนซูฉีฉีได้

        เสียงตะโกนของซูฉีฉีทำให้ใจของม่อเวิ่นเฉินหนักอึ้งขึ้น เขากัดฟันแน่นพลางขยับมือทั้งสองข้างและใช้พลังมหาศาลดันตัวเองให้ร่วงลงไปด้านล่าง เกล็ดหิมะตีกระทบบนใบหน้า สร้างความเจ็บปวดไม่น้อยทว่ากลับทำให้ในใจของเขารู้สึกอบอุ่น

        ผู้หญิงคนนี้ ในที่สุดก็ดึงเอาหน้ากากนิ่งเรียบของตนออกแล้ว เขาก็ได้สำเร็จไปอีกขั้นแล้ว

        ม่อเวิ่นเฉินตีลังกากลับหลังกลางอากาศ ก่อนที่แขนเสื้อจะกระชับเข้าหากันและได้รวบเอาผมยาวสลวนของซูฉีฉีที่พลิ้วไหวกลางอากาศเข้าไปด้วย

        หนังศีรษะของซูฉีฉีรู้สึกเจ็บปวดอยู่ชั่วขณะ ทว่ากลับทำให้แรงในการร่วงหล่นของนางลดน้อยลง วินาทีต่อมา ทั้งร่างของนางก็ได้ถูกม่อเวิ่นเฉินโอบไว้ในอ้อมกอดเสียแล้ว

        คนทั้งสองกำลังร่วงหล่นไปด้วยกัน…

        บนร่างกายและผมนั้นเต็มไปด้วยเกล็ดหิมะ ทว่าตอนนี้ซูฉีฉีกลับไม่รู้สึกถึงความหนาวเย็น นางพิงเข้ากับอ้อมกอดของม่อเวิ่นเฉิน ค่อยๆ ปิดตาลง ขนตางอนยาวของนางนั้นขยับเล็กน้อย ตอนนี้บนขนตานั้นได้มีเกล็ดหิมะเกาะอยู่ชั้นหนึ่งเสียแล้ว

        ตกดิ่งลงไปในกองหิมะที่กองทะเนินขึ้นสูง

        เมื่อตกลงถึงพื้นนั้น ซูฉีฉีก็ลืมตาทั้งสองของตนขึ้นก่อนจะใช้มือทั้งสองพยุงม่อเวิ่นเฉิน แต่นางกลับพบว่าบุรุษที่แข็งแกร่งเมื่อครู่กลับตัวอ่อนลงกะทันหันจนเกือบทำให้นางหน้าคว่ำลงไปกับพื้นด้วยเช่นกัน

        นางออกแรงอย่างสุดกำลังในการพยุงม่อเวิ่นเฉินขึ้น พลางหันไปเห็นมุมปากของเขามีโลหิตไหลออกมาไม่หยุด

        เขาในตอนนี้ไม่ได้มีเสื้อคลุมคุมกายไว้ มีเพียงเสื้อสีดำสนิท ใบหน้าขาวซีด ท่ามกลางเกล็ดหิมะที่ตกมานั้นทำให้เขาดูคล้ายจะมลายหายไปได้ก็ไม่ปาน

        “ม่อเวิ่นเฉิน” ใบหน้าของซูฉีฉีก็เป็นสีขาวเช่นกัน นางร้องออกมาอย่างวิตก

        เหลยอวี๊เฟิงและเหลยอวี่เหยาที่อยู่ในศาลานั้นก็ได้วิ่งเหาะลงบันไดมาอย่างไม่คิดชีวิตแล้ว

        ตอนนี้เหลยอวี๊เฟิงไม่มีเวลามาต่อวาเหลยอวี่เหยา จากระยะไกลนั้นเขาก็สามารถมองเห็นม่อเวิ่นเฉินกระอักเลือดออกมาทีละคำๆ ไม่หยุดแล้ว

        ม่อเวิ่นเฉินโบกมือเบาๆ เขาพยายามกดแรงดันของโลหิตที่อยู่ตรงหัวใจของตน เมื่อครู่เขาได้ออกแรงย้อนการไหลเวียนของลมปราณถึงสามารถรับซูฉีฉีได้กลางอากาศ และยิ่งเป็นเพราะว่าพิษในร่างกายของเขาพึ่งจะขับออกไปได้ไม่นานนัก กำลังภายในของเขาเองก็ยังมิได้ฟื้นฟูโดยสมบูรณ์

        “ม่อเวิ่นเฉิน” ซูฉีฉีร้องออกมาอีกครั้ง น้ำเสียงของนางเบามากพลางยกมือที่กำลังสั่นของตนขึ้นจับชีพจรของเขา

        “ไม่เป็นไร” ม่อเวิ่นเฉินเพียงเอ่ยเรียบๆ ออกมาประโยคหนึ่ง “เจ้า…ไม่เป็นไรใช่หรือไม่”

        ซูฉีฉีส่ายหน้าอย่างแรง นางรู้สึกว่าน้ำตาของตนใกล้จะไหลออกมาแล้ว ทว่ามันกลับเอ่อคลออยู่ที่ดวงตาไม่ไหลหยดลงมา “ข้าไม่เป็นไร ข้าไม่เป็นไร…” นางรู้สึกร่างกายไร้เรี่ยวแรง ทว่ากลับพยายามพยุงม่อเวิ่นเฉินที่ได้ทิ้งแรงทั้งตัวของเขาลงมา จนกระทั่งเหลยอวี๊เฟิงวิ่งมาถึงแล้วได้ดึงตัวม่อเวิ่นเฉินไป

        “เร็ว รีบกลับไปที่สำนัก” เหลยอวี๊เฟิงตะโกนเสียงดัง เขาแบกม่อเวิ่นเฉินไว้ที่หลัง ก่อนจะวิ่งฝ่าหิมะที่มีความหนาถึงหัวเข่า

        ม่อเวิ่นเฉินได้ใช้พลังภายในไปมา ทำให้อวัยวะภายในถูกทำลาย แต่เพียงดูแลรักษาก็จะหายดี

        ซูฉีฉีรู้ว่าเรื่องนี้รีบร้อนไม่ได้

        เหลยอวี่เหยาที่วิ่งตามหลังมานั้นก็จ้องไปที่ซูฉีฉีอย่างเกลียดแค้น “ล้วนแต่เป็นความผิดของเจ้า” นางเอ่ยต่อว่าเสียงดัง

        แม้ว่าเมื่อครู่จะรู้สึกร้อนรนจนในใจของนางรู้สึกว้าวุ่นเป็นอย่างมาก ทว่าเพียงไม่นานซูฉีฉีก็กลับมาสงบดังเดิม นางมองไปที่เหลยอวี่เหยา มิได้มีโทสะแต่กลับมีเพียงความนิ่งเฉย “ถ้าหากเจ้ารักเขาจริง ก็ไม่ควรจะทำให้เขาลำบาก” เมื่อพูดเสร็จ นางก็หมุนตัวเดินไป

        ทุกก้าวเหยียบย่ำอยู่บนกองหิมะ สิ้นเปลืองแรงอยู่บ้างทว่านางกลับก้าวเดินเร็วมาก

        เพราะว่ารถม้าอยู่ที่ตีนเขา เมื่อรอจนซูฉีฉีเดินลงไปถึง ท้องฟ้าก็เกือบจะมืดเสียแล้ว เหลยอวี๊เฟิงรอพวกเขาไม่ไหวจึงได้กลับไปก่อนแล้ว อีกทั้งยังได้สั่งให้ลูกน้องมาคอยซูฉีฉีและเหลยอวี่เหยาอยู่ที่นี่

        คำพูดของซูฉีฉีทำให้เหลยอวี่เหยาไม่รู้จะทำเช่นไรต่อดี จริงอยู่ที่นางรู้ว่าซูฉีฉีนั้นพูดถูก ทว่านางยังคงไม่พอใจ นางเห็นว่าเหลยอวี๊เฟิงได้พาม่อเวิ่นเฉินกลับไปแล้ว มือของนางก็กำหมัดแน่น หลายครั้งที่นางอยากจะทำให้ซูฉีฉีตายไปเสียให้ได้

        ตอนนี้เป็นโอกาสดีที่สุดที่นางจะลงมือ ยังไงเสีย เมื่อครู่นางก็ได้ทำลงไปแล้ว นางก็ไม่ต้องสนใจว่าจะทำเพิ่มอีกสักครั้งหนึ่ง เพียงฝ่ามือเดียวเท่านั้นก็สามารถทำให้ซูฉีฉีสลบอยู่บนยอดเขานี้ได้ตลอดกาล ทว่านางกลับลังเล ไม่อาจตัดสินใจได้เสียที เพราะว่านางรู้ ม่อเวิ่นเฉินจะไม่ปล่อยนางไว้แน่

        ซูฉีฉีมิได้ขึ้นรถม้าแต่กลับยืนรอเหลยอวี่เหยาเดินมาอยู่ตรงนั้น เพราะว่าท้องฟ้าได้มืดลงแล้วอีกทั้งยังมีเกล็ดหิมะโปรยปราย ลมพัดโหมกระหน่ำ อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของซูฉีฉีในตอนนี้แข็งจนเป็นสีเขียวคล้ำ เพราะว่าเมื่อครู่นางได้ลื่นตกลงมาจากศาลา ทำให้ผมและเสื้อผ้าของนางนั้นยุ่งเหยิงอยู่บ้าง ทว่านางกลับมิได้มีสภาพอเนจอนาถแม้แต่น้อย

        ท่วงท่าสง่างามของนางยังคงไม่เปลี่ยน แววตาของนางก็ไม่เปลี่ยน ยังคงนิ่งเรียบ ไม่มีความหยิ่งทะนงทว่ากลับทำให้คนรู้สึกเหมือนนางอยู่สูงเหนือผู้คน มิอาจล่วงเกินได้

        “ต่อให้เจ้าฆ่าข้าจริงๆ ก็ไม่สามารถได้เขาไป” ดวงตาทั้งสองของซูฉีฉีจับจ้องไปที่เหลยอวี่เหยา นางเห็นไอสังหารในดวงตาของฝ่ายตรงข้ามอย่างชัดเจน

        สีหน้าของเหลยอวี่เหยาคล้ำลง นิ้วมือของนางกระชับเข้าหากัน “ถ้าข้าไม่ได้ คนอื่นก็อย่าหวังจะได้”

        “น่าเสียดาย ข้าเองก็ไม่เคยได้เช่นกัน เพียงแต่ว่า…ไม่มีทางเลือกอื่น ราชโองการฮ่องเต้ยากจะขัดได้” ซูฉีฉีนั้นกลับไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวต่อไอสังหารในดวงตาเหลยอวี่เหยาแม้แต่น้อย นางรู้ว่าเหลยอวี่เหยานั้นรู้สึกยำเกรงม่อเวิ่นเฉิน

        อย่างน้อย ตอนนี้นางก็รู้สึกสะอายใจ


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม