0 Views

        ระหว่างทางไปหุบเขาขาดสะบั้นนั้น ม่อเวิ่นเฉิน ซูฉีฉี เหลยอวี๊เฟิงและเหลยอวี่เหยานั่งอยู่บนรถม้าคันเดียวกัน

        วันนี้เหลยอวี่เหยามิได้ทำตัวโหวกเหวยโวยวายดั่งเช่นวันก่อนๆ ทว่านางกลับนั่งเงียบๆ อยู่ตรงมุมหนึ่งของรถม้า มิได้เอ่ยคำใดออกมา เงียบสงบจนทำให้รู้สึกประหลาด

        และเหลยอวี๊เฟิงกับม่อเวิ่นเฉินก็ทำเพียงแค่ถามคำตอบคำเท่านั้น ซูฉีฉีนั้นเคยชินกับความเงียบสงบแล้ว นางจึงพิงอยู่กับกำแพงด้านในรถพลางปิดตาพักผ่อน หุบเขาขาดสะบั้นมีอะไรน่าสนุก นางเองก็ไม่รู้ นั่นก็ยิ่งทำให้ในใจของนางมิได้เกิดความสนใจมากขึ้นไปอีก แต่ว่า ม่อเวิ่นเฉินชอบไป นางก็เลยต้องตามไปด้วย

        ชีวิตนี้ของนางไม่มีอะไรที่ต้องการจะไขว่คว้า ตอนที่มารดานางยังมีชีวิตอยู่นั้น นางก็คิดแต่จะคุ้มครองมารดาของตน คิดแต่จะมีชีวิตอยู่เพื่อมารดา ตอนนี้ญาติเพียงคนเดียวของนางก็ได้จากโลกนี้ไปแล้ว แต่ว่าเพื่อมารดาของตน นางจะต้องใช้ชีวิตต่อไปอย่างกล้าหาญ อีกทั้งนางยังคิดแต่ว่าจะล้างแค้นให้มารดาของตนเช่นไร

        หุบเขาขาดสะบั้น รูปลักษณ์สมดั่งชื่อ เบื้องหน้าเหวลึกนั้นมีภูเขาที่สูงตระง่านสองลูกขนาบข้าง เสมือนผ่าภูเขาออกให้เป็นรูตรงกลางก็มิปาน ด้านล่างก็คือเหวที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้งของมัน

        บนยอดหุบเขามีแท่นหินก้อนหนึ่งสลักชื่อหุบเขาขาดสะบั้นเอาไว้ ที่มาของชื่อนี้ไม่มีผู้ใดรู้ ตัวหนังสือบนแท่นหินนั้นมีใครเป็นผู้เขียนก็ไม่อาจล่วงรู้ได้เช่นกัน

        ทว่า สำนักเหลยและประชากรเมืองหนานเจียงนั้นล้วนสนใจในสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างมาก ตลอดทั้งปีมีคนเหยียบย่างมาที่นี่นับไม่ถ้วน ทุกคนล้วนแต่มาเพื่อมาทดลองความอันตรายของหุบเขาด้วยตนเอง

        คนที่มาที่นี่ส่วนใหญ่นั้นเป็นคนในยุทธภพ น้อยนักที่จะมีคุณหนูคุณชายลูกผู้ดีมีสกุลมาท่องเที่ยวที่แห่งนี้ คิดว่าเหลยอวี่เหยานั้นคงต้องรู้สึกเบื่อหน่ายถึงที่สุดแล้วจึงคิดอยากมาที่นี่กระมัง

        เดิมก็เป็นช่วงกลางฤดูหนาวแล้ว อีกทั้งยังใกล้ถึงปีใหม่อีกด้วย ทำให้หิมะกองพะเนินขึ้นเต็มท้องถนน ลมก็โบกพัดอย่างแรง เมื่อคนทั้งสี่มาถึงปลายเขาแล้วนั้นก็ต้องทิ้งรถม้าไว้ก่อนจะตัดสินใจลงเดินแทน

        แม้ว่าจะย่างเข้าเดือนสิบสองของจันทรคติแล้ว อากาศเหน็บหนาวเป็นอย่างมาก ทว่าจำนวนของชาวยุทธภพที่มาท่องเที่ยวก็มิได้ลดลง คนเดินสัญจรไปมา ครึกครื้นเป็นอย่างมาก

        “ความจริงแล้วที่มีตำนานงดงามที่เล่าขานกันอยู่เรื่องหนึ่ง” เหลยอวี๊เฟิงพยุงเหลยอวี่เหยาพลางหันไปมองม่อเวิ่นเฉินและเอ่ยออกมาเสียงดัง รอยยิ้มบนใบหน้านั้นเด่นชัดมาก เสมือนว่าเขาเองก็ชอบที่แห่งนี้ไม่น้อย

        ม่อเวิ่นเฉินใช้สองมือประคองซูฉีฉีพลางสายตาก็หันไปมองทางเหลยอวี๊เฟิงเช่นกัน แม้ว่าเขาจะไม่ได้สนใจอะไร ทว่าถ้าหากเหลยอวี๊เฟิงคิดจะเล่านั้น เขาก็รับฟังเสียหน่อยก็ไม่เสียหาย

         หุบเขาที่ขาดสะบั้นเช่นนี้ ควรที่จะเป็นสถานที่แห่งความเศร้าโศก จะมีตำนานที่งดงามได้อย่างไรกัน

        “ตำนานกล่าวว่าในเหวลึกของหุบเขาขาดสะบั้นนั้นมีเซียนหญิงผู้หนึ่งอาศัยอยู่ ในหนึ่งพันปีนั้นจะปรากฏตัวขึ้นครั้งหนึ่ง ถ้าหากว่าเขาพบเจอกับคนที่มีวาสนาก็จะทำการจูงมือคนผู้นั้นจากไป และอาศัยอยู่ด้วยกันไปชั่วชีวิต” เหลยอวี๊เฟิงเล่าออกมานั้นก็ได้มีสีหน้าเพ้อฝันปรากฏขึ้น

        ทำให้สีหน้าของม่อเวิ่นเฉินมีความเอือมระอาปรากฏขึ้น “เช่นนั้นวันนี้เจ้าก็มาเพื่อรอเซียนหญิงงั้นสิ?”

        ซูฉีฉีเองก็อดมิได้ที่จะหัวเราะออกมา เหลยอวี๊เฟิงผู้นี้โดยรวมแล้วถือว่าเป็นคนที่ตลกจริงๆ

        แน่นอนว่า จะต้องอยู่ในเหตุการณ์ที่ไม่มีผู้ใดมาทำร้ายม่อเวิ่นเฉินเสียก่อน

        อย่างเช่นตอนนี้ พวกเขามาเที่ยวเล่น พูดจาหยอกล้อต่อกัน ทำให้เขานั้นเป็นบุคคลที่ขาดไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะว่ามีเพียงเขาที่คอยเอ่ยขานเรื่องสนุกตลอดทาง ทำให้บรรยากาศไม่อึดอัดแม้แต่น้อย

        “แน่นอน ถ้าหากมีเซียนหญิงจริง ข้าก็ยินยอมจะกระโดดลงไปพร้อมกับนาง” เหลยอวี๊เฟิงพยักหน้าอย่างแรงพลางเอ่ยออกมาอย่างจริงจัง

        ทำให้เกิดเสียงหัวเราะดังออกมาจากผู้คนโดยรอบ

        เชื่อว่าคนที่มาที่นี่ เกินกว่าครึ่งนั้นจะต้องมาเพราะอยากเจอเซียนหญิงเป็นแน่

        เมื่อได้ยินเรื่องเล่านี้ ซูฉีฉีก็อดมิได้ที่จะมองไปด้านหน้า เป็นแค่ตำนานเท่านั้น เหตุใดทุกคนถึงยึดติดกับมันเยี่ยงนี้? หรือว่ามีอันใดที่พวกเขายังไม่รู้

        เหลยอวี่เหยาเองก็รีบเร่งรุดไปด้านหน้า วรยุทธ์ของนางมิได้ด้อยไปกว่าเหลยอวี๊เฟิงเท่าใดนัก เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องการให้ใครมาคุ้มกัน

        เสื้อคลุมสีไพลินโบกสะบัดตามสายลม ผมยาวสลวยของนางถูกรวบขึ้นทั้งหมด ท่วงท่าโดดเด่นเป็นสง่าทำให้นางดูเหมือนวีรบุรุษหญิงก็มิปาน นี่กลับทำให้ซูฉีฉีมองนางอย่างตกตะลึงไม่น้อย สตรีเช่นนี้ช่างดูขัดแย้งกันเสียจริงๆ

        โดยปกติแล้วกระโดกกระเดกไปมา แต่เมื่ออยู่นิ่งแล้วกลับดูอ่อนโยนอย่างน่าประหลาด

        พวกเขาเดินมาจนถึงยอดเขาแล้ว ทั้งหมดยืนห่างจากขอบเหวอยู่เพียงไม่กี่สิบก้าวเท่านั้น ด้านล่างนั้นมีหมอกหนาแน่น ให้ความรู้สึกประหนึ่งอยู่เหนือคนทั้งมวล ไร้ผู้ใดเทียบทานได้

        ความหม่นหมองในใจของซูฉีฉีก็ลดหายไปไม่น้อย นางทำเพียงแค่มองไปตรงทิศทางอันไกลโพ้นอยู่เงียบๆ เพื่อให้อารมณ์ของตนได้ปลดปล่อยออกมา แม้ว่าลมบนยอดเขาจะแรงอยู่บ้าง แต่นางกลับไม่รู้สึกถึงความหนาวเย็น

        “ภายในหมอกนี้มีเซียนหญิงอยู่จริงหรือ?” ทันใดนั้นซูฉีฉีก็เอ่ยถามออกมาประโยคหนึ่ง เสมือนว่าเป็นการพูดคุยกับตนเองอยู่

        “อุ๊บ” เหลยอวี่เหยาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “มีคนเชื่อจริงๆ ด้วย” ในน้ำเสียงนั้นแฝงด้วยความเย้ยหยันอยู่บ้าง

        นางไม่ชอบพอซูฉีฉีมาโดยตลอด ตอนนี้ยิ่งไม่ยอมทิ้งโอกาสที่จะหมิ่นหยามนางอย่างแน่นอน

        “บางทีอาจจะมีก็ได้” เหลยอวี๊เฟิงเองก็มองไปด้านล่างและก็ก้าวไปด้านหน้าอีกหลายก้าว สีหน้าของเขาจริงจังมาก

        เมื่อมองไปที่ซูฉีฉีที่สวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ ผมยาวสลวนโบกพลิ้วอยู่บริเวณยอดเขา นางในตอนนี้ดูละม้ายคล้ายเทพเซียนอยู่หลายส่วนเลยทีเดียว จนท้ายที่สุดนั้น ม่อเวิ่นเฉินก็มิได้เอ่ยอะไรออกมา เขาทำเพียงแค่จับประคองซูฉีฉีไว้แน่นๆ ด้วยเกรงว่านางจะมิทันระวังแล้วตกไปที่ล่างหุบเขาเอาได้

        “พวกท่านมาที่นี่ก็เพื่อจะมาดูผืนหมอกเหล่านี้หรือ ตรงนั้นมีสิ่งที่น่าสนุกยิ่งกว่าอีกนะ” เหลยอวี่เหยาชี้ไปทางโน้นพลางตะโกนออกมา “ข้าได้ยินมาว่า ตรงนั้นมีศาลาพักหลังหนึ่ง สามารถเห็นวิวทิวทัศน์ทั้งหมดของหุบเขาขาดสะบั้นเลยทีเดียว” นางเอ่ยขึ้นพลางวิ่งไปทางซ้ายมือ ท่าทางรีบร้อนเป็นอย่างมาก

        “เจ้าเด็กนี่” เหลยอวี๊เฟิงคิดอยากจะห้ามนางแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว

        “ออกมาเล่น ไม่เป็นอันใดหรอก” ม่อเวิ่นเฉินนั้นกลับมีรอยยิ้มที่หาได้ยากปรากฏขึ้นบนใบหน้า ทำให้ซูฉีฉีที่หันหน้ามามองทางนี้อย่างกะทันหันนั้นต้องนิ่งตะลึงไปก่อนจะจ้องมองไปทางใบหน้าที่ประดับรอยยิ้มของเขา

        ดูเหมือนว่าน้อยนักที่นางจะได้เห็นเขายิ้มเช่นนี้ เรียกได้ว่าแทบจะสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว

        เมื่อเห็นเหลยอวี๊เฟิงเห็นดังนี้ก็ยกมือขึ้นผลักม่อเวิ่นเฉินเบาๆ “เฮ้ นี่เจ้ากำลังใช้แผนหนุ่มงามหรือ?”

        ทว่าผลที่ได้กลับเป็นกำปั้นของม่อเวิ่นเฉิน ทำให้เขาเจ็บจนต้องเบะปากกัดฟัน ร้องซี๊ดออกมา เขาคิดว่าม่อเวิ่นเฉินดูเหมือนว่าจะตั้งใจจนเกินไปแล้ว มิใช่เป็นแค่การพนันตาหนึ่งเท่านั้นหรือ? จำเป็นต้องลดตัวไปสร้างความพึงพอใจแก่ซูฉีฉีด้วยหรือ?

        เขาส่ายศีรษะ ไม่สามารถทำความเข้าใจได้ ไม่อาจเข้าใจได้จริงๆ

        หลังจากนั้นเหลยอวี่เหยาก็ค่อยๆ ก้าวไปถึงศาลาอย่างระมัดระวัง เพราะว่ามีหิมะกองพูนกันอย่างหนาแน่นทำให้นางก้าวเดินได้อย่างเชื่องช้า

        เมื่อมาถึงศาลานั้น ร่างกายของคนทั้งหมดก็ล้วนอาบไปด้วยเหงื่อเสียแล้ว ซูฉีฉีนั้นยิ่งหอบหายใจอย่างหนักพลางพิงเข้ากับเสาศาลาแท่งหนึ่ง ใบหน้าของนางเป็นสีแดงอ่อนๆ ก่อนจะเช็ดเหงื่อบนหน้าผากของตนเองไม่หยุด

        ในมือของนางนั้นก็คือผ้าเช็ดหน้าที่ม่อเวิ่นเฉินเช็ดเหงื่อให้นางในวันนั้น นางซักเสร็จแล้ว ทว่ากลับมิได้มอบคืนให้กับเขา กระทั่งนางเองยังไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใด

        ศาลานั้นมีด้านหนึ่งติดกับบันได แต่อีกด้านหนึ่งกลับอยู่ห่างกับพื้นถึงสิบกว่าเมตร ลอยอยู่กลางอากาศเช่นนั้น ทว่ามุมทั้งสี่ด้านมีเสาค้ำอยู่ ถือได้ว่าปลอดภัยดี ผู้คนบนนั้นมีไม่มากนัก จึงไม่นับว่าเบียดเสียด

        เมื่อเห็นว่าที่นี่ปลอดภัยไม่น้อย ม่อเวิ่นเฉินจึงไม่ได้คอยปกป้องซูฉีฉีด้วยตนเองอีก แต่กลับไปยืนอยู่ด้านข้างเหลยอวี๊เฟิง เอ่ยคุยกันอย่างสนุกสนาน

        เหลยอวี่เหยานั้นวิ่งเข้าวิ่งออก เหมือนกับว่านางนั้นตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ไร้ซึ่งความสงบนิ่งเหมือนตอนเดินทางมาอีก ทันใดนั้นก็เดินมาถึงด้านหน้าของซูฉีฉี เสมือนว่านางลื่นไถลไปด้านหน้า ทิศทางที่นางพุ่งไปนั้นคือเสาที่ซูฉีฉีพิงอยู่พอดี

        เหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าอย่างกะทันหันนี้ทำให้ทุกคนนิ่งอึ้งไป

        รวมถึงซูฉีฉีด้วย

        นางกลับนิ่งอึ้งพลางจ้องไปที่เหลยอวี่เหยาที่กำลังพุ่งตัวมาทางร่างของนาง จากนั้นนางก็รู้สึกว่าร่างของนางนั้นว่างเปล่า เสาที่กอดไว้นั้นได้หลุดออกจากมือตนเสียแล้ว

        ในหูนั้นมีเสียงลมดังก้องไม่หยุด ด้านล่างนั้นคือกองหิมะที่ขาวโพลน…

        “ซูฉีฉี…”

        ม่อเวิ่นเฉินนั้นเดิมอยู่ตรงข้ามกับเสาที่ซูฉีฉียืนอยู่ เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น เขาก็รีบผลักผู้คนเบื้องหน้าออกไปให้หมด ก่อนจะตะโกนออกมาเสียงดังโดยไม่สนใจสิ่งใดและกระโดดลงไปในทันที

        เหลยอวี่เหยาที่ชนซูฉีฉีกระเด็นนั้นก็ได้ยกมือขึ้นจับเสาที่ซูฉีฉีได้จับไว้ก่อนหน้านี้ ก่อนจะยิ้มเย็นพลางมองไปทางซูฉีฉีที่กำลังตกลงไป แต่เมื่อเห็นว่าม่อเวิ่นเฉินเองก็กระโดดตามลงไปนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าก็นิ่งค้างอยู่ตรงนั้น นิ้วมือที่จับเสาไว้นั้นบีบเสาเอาไว้อย่างแรง เสมือนจะทำให้เสาไม้นั้นหักได้ก็มิปาน

         “ม่อเวิ่นเฉิน!” เหลยอวี๊เฟิงเองก็พุ่งตัวไปด้านหน้า ก่อนจะตะโกนออกมาเสียงดัง


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม