0 Views

        ม่อเวิ่นเฉินมองไปที่เหลยอวี๊เฟิง ในดวงตานั้นฉายแววไม่สบอารมณ์ออกมา ทว่าก็เป็นความจริง ช่วงหลายวันมานี้เหมือนว่าซูฉีฉีมักจะคอยหลบหน้าเขาอยู่

        คงเป็นเพราะประโยคที่เหลยอวี่เหยากล่าวขึ้นวันนั้น ดูเหมือนว่าสิ่งที่เขาต้องจะทำก็คือการทำให้ความกังวลในใจของซูฉีฉีหายไป เพราะความกังวลใจนี้ เป็นสิ่งที่เขามอบให้แก่นางเอง

        ในคืนวันวิวาห์ ตนได้พูดจารุนแรงเช่นนั้นออกไป น่าจะทำร้ายศักดิ์ศรีในตัวนางไปอย่างมาก สตรีที่เป็นดุจหิมะเช่นนางนั้นหลอมละลายง่ายยิ่งนักจากนั้นก็อาจจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย

        “วางใจเถอะ เพื่อดาบเสวียนหยวนแล้ว ข้าจะต้องทำได้แน่” ทันใดนั้นม่อเวิ่นเฉินก็ยิ้มออกมาอย่างท้าทายก่อนจะยกมือขึ้นตีบนตัวของเหลยอวี๊เฟิงเบาๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความมั่นใจ

        เหลยอวี๊เฟิงที่พิงอยู่บนเก้าอี้ยาวนั้นก็กลอกตาไปมา “หรือว่า บางทีข้าควรจะคิดหาวิธีให้นางหยุดรักเจ้า”

        “เจ้ากล้า?” สีหน้าของม่อเวิ่นเฉินคล้ำลงทันทีพลางเอ่ยออกด้วยท่าทีจริงจัง

        เหลยอวี๊เฟิงหัวเราะออกมาด้วยสีหน้ากวนๆ ก่อนจะยกมือขึ้นดื่มน้ำชาในมือจนหมดด้วยท่าทีไม่ใส่ใจนักพลางเช็ดมุมปากของตนเบาๆ “นี่เป็นการแข่งขันที่ยุติธรรม ข้าไม่อาจทนเห็นเจ้าชนะแล้วเอาดาบเสวียนหยวนไปต่อหน้าต่อตาได้หรอก”

        ยิ่งไปกว่านั้น เขายังอยากที่จะได้เจียวเหว่ยอยู่ อยากได้เหลือเกิน

        ม่อเวิ่นเฉินมองไปที่เหลยอวี๊เฟิงแวบหนึ่งอย่างไม่พอใจนัก สีหน้าเยือกเย็นขึ้นไม่น้อย “ได้สิ”

        เขาไม่เคยกลัวความท้าสู้ ยิ่งเป็นการท้าสู้ที่ยากลำบากเท่าใด เขายิ่งรู้สึกว่ามันน่าสนใจ

        เหลยอวี๊เฟิงตบมือเข้าหากัน เขารู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นไม่น้อย จากนั้นก็ยกขาขึ้นนั่งขัดสมาธิ “ในเมื่อตัดสินใจว่าจะไปแล้ว ข้าก็จะไม่ห้าม เอาอย่างนี้ ก่อนไปข้าจะจัดงานเลี้ยงฉลองส่งพวกเจ้าแล้วกัน”

        “ได้ ไม่เป็นปัญหา” ม่อเวิ่นเฉินเองก็ไม่ปฏิเสธ ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังพยักหน้าเข้าหากันนั้น เหลยอวี่เหยาก็ผลักประตูเดินเข้ามา

         ก่อนจะวิ่งกระโดกกระเดกเข้ากอดเหลยอวี๊เฟิงที่นั่งอยู่เบื้องหน้า “พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ ข้าอยากไปเล่นที่หุบเขาขาดสะบั้น”

        การปรากฏตัวของนางทำให้สีหน้าของม่อเวิ่นเฉินคล้ำลงทันที ตอนนี้เขาเกลียดสตรีผู้นี้ไม่น้อย ถ้าหากมิใช่เพราะเห็นแก่หน้าเหลยอวี๊เฟิง และเพราะว่าที่นี่คือสำนักเหลยด้วยแล้ว เขาจะต้องไม่ไว้หน้าอย่างแน่นอน

        ใบหน้าของเหลยอวี๊เฟิงบิดเบี้ยวจนเสียรูป สำหรับน้องสาวคนนี้ เขาไร้หนทางที่จะจัดการกับนางจริงๆ เขาตีสีหน้าเคร่งขรึมขณะผลักนางออกพลางยกมือขึ้นแคะหูของตน “หุบเขาขาดสะบั้น? ข้าไม่ได้ฟังผิดไปใช่หรือไม่?”

        เขาแสดงสีหน้าคาดไม่ถึงออกมา แม่หนูคนนี้นับวันยิ่งทำอะไรไม่เข้าท่าเสียแล้ว

        “แน่นอนว่าไม่ผิด ที่ข้าจะไปก็คือหุบเขาขาดสะบั้น” เหลยอวี่เหยาพยักหน้าอย่างแรง

        “ไม่ได้” ทันใดนั้นเหลยอวี๊เฟิงก็พูดออกมาด้วยท่าทีจริงจังพร้อมแฝงด้วยอำนาจอยู่หลายส่วน

        เหลยอวี่เหยาเสมือนว่าเคยชินกับท่าทีเช่นนี้ของเหลยอวี๊เฟิงแล้ว นางยังคงไม่ออกไป ทำเพียงแค่ดึงแขนของเขามาแกว่งไปมา “ก็น้องอยากไปนี่”

        ด้วยฝีมือของนางแล้ว หุบเขาขาดสะบั้นถือได้ว่าไม่ใช่สถานที่อันตราย เพียงแต่ว่าที่นั่นมีหิมะปกคลุมต่อเนื่องเป็นเวลานาน ถนนหนทางขรุขระ การจะขึ้นไปหุบเขาขาดสะบั้นนั้นลำบากยิ่งนัก

        เหลยอวี๊เฟิงที่มีสีหน้าจนปัญญานั้นก็ทำได้เพียงแค่หันไปขอความช่วยเหลือจากม่อเวิ่นเฉิน ทว่าม่อเวิ่นเฉินกลับทำเหมือนไม่ได้ยินก็มิปาน เขาเพียงแค่สนอกสนใจกับการดื่มน้ำชา มองวิวทิวทัศน์นอกหน้าต่างพลางสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่ซูฉีฉี

        นางมักจะมีท่าทีประหนึ่งตัดขาดออกจากโลกมนุษย์แล้วก็มิปาน มักจะอยู่คนเดียวเงียบๆ โดดเดี่ยวและเปล่าเปลี่ยวเสมอ เมื่อเห็นแผ่นหลังอันบอบบางของนาง ในใจของม่อเวิ่นเฉินก็เกิดความสงสารขึ้นมา

        เมื่อหันหน้ากลับมานั้นกลับเห็นเหลยอวี๊เฟิงนอนแนบลงไปอยู่ตรงนั้นอย่างอเนจอนาถ พร้อมกับแสดงสีหน้าอับจนปัญญา “เวิ่นเฉิน มิสู้วันพรุ่งนี้พวกเราไปหุบเขาขาดสะบั้นด้วยกันดีหรือไม่?”

        ในสำนักเหลยนั้นเขาสามารถควบคุมทุกสิ่งอย่าง ไม่มีใครกล้าต่อกรหาเรื่อง ทว่าเขากลับไม่รู้จะทำเช่นไรกับน้องสาวที่รักยิ่งของตนผู้นี้ดี

        ม่อเวิ่นเฉินแหงนหน้าขึ้นหัวเราะอย่างหนักก่อนจะมองเขาด้วยสีหน้าเยาะเย้ย “ได้สิ ยินดีอย่างยิ่ง”

        เขาก็อยากให้ซูฉีฉีออกไปเดินเล่นพักผ่อนจิตใจ และกระชับความสัมพันธ์ของพวกเขาด้วย

        เมื่อได้ยินว่าต้องไปที่หุบเขาขาดสะบั้น ซูฉีฉีกลับไม่มีอารมณ์เปลี่ยนแปลงใดๆ ปรากฎขึ้นบนใบหน้า นางเพียงแค่พยักหน้ารับเท่านั้น

        “ช่วงนี้เจ้ามีเรื่องอะไรในใจงั้นหรือ?” ในที่สุดม่อเวิ่นเฉินก็เดินไปดักอยู่ด้านหน้าซูฉีฉีก่อนจะเอ่ยถามอย่างไม่พอใจ

        หลายวันมานี้ สีหน้าของซูฉีฉีนิ่งเรียบจนเกินไป ทำให้เขาไม่รู้สึกสบายใจเป็นอย่างยิ่ง

        ซูฉีฉีส่ายศีรษะพร้อมกับยิ้มออกมา “ข้าจะไปมีเรื่องในใจอะไรได้ เพียงแต่ว่าใกล้ถึงช่วงปีใหม่แล้ว ข้าเลยรู้สึกคิดถึง…ท่านแม่อยู่บ้าง”

        เสียงของนางแผ่วเบามาก อีกทั้งยังสั่นเครืออยู่ไม่น้อย

        ม่อเวิ่นเฉินนิ่งอึ้งไป เขารู้ว่าการที่ซูฉีฉีสามารถพูดเช่นนี้ออกมาได้นั้นแสดงว่านางได้เชื่อมั่นในตัวเขาแล้ว ม่อเวิ่นเฉินก้าวไปด้านหน้าก้าวหนึ่งก่อนจะยกมือขึ้นกดบนไหล่นาง กึ่งๆ ว่าเป็นการโอบกอดนางเอาไว้ “ปีนี้ข้าจะอยู่กับเจ้าเอง”

        น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนมาก ซูฉีฉีแหงนหน้าขึ้นเล็กน้อย ประสานเข้ากับดวงตาของม่อเวิ่นเฉิน ในดวงตาของนางก็แฝงไปด้วยความซาบซึ้งใจอย่างเห็นได้ชัด

        “เจ้าค่ะ”

        “วันพรุ่งนี้ไปหุบเขาขาดสะบั้น เจ้าก็เที่ยวเล่นให้มีความสุขเสียหน่อย” มือของม่อเวิ่นเฉินกระชับแน่นขึ้นพลางเอ่ยต่ออีกประโยคหนึ่ง

        เหลยอวี่เฟิงที่มองอยู่ไกลๆ ก็ได้แต่ทำท่ายื่นปาพลางกระทืบเท้าของตนอย่างแรง นางจ้องมองไปทางคนสองคนนั้นที่กำลังโอบกอดกันอยู่ด้วยสีหน้าเคียดแค้น จากนั้นก็ออกแรงหักกิ่งต้นเหมยด้านข้างของตนลงมา แล้วโยนลงไปที่พื้นก่อนจะออกแรงเหยียบ พลางก่นด่าออกมาอย่างเคียดแค้น เสมือนว่าจะได้ยินนางพูดว่าสตรีอัปลักษณ์ซูฉีฉีอะไรประมาณนั้น

        ดูเหมือนว่านางจะเห็นซูฉีฉีเป็นเหมือนหอกหนามที่ทิ่มแทงใจตนเสียแล้ว

        เหลยอวี๊เฟิงที่อยู่แถวนั้นก็บังเอิญได้ยินที่นางพูด

        เขาก้าวไปด้านหน้าก้าวใหญ่ก่อนจะเอื้อมมือไปออกแรงกระชากแขนเหลยอวี่เหยาอย่างแรง “อวี่เหยา เจ้าคิดจะทำอะไร พี่ใหญ่ก็ล้วนไม่เคยห้ามเจ้า แต่ว่าเจ้าห้ามทำร้ายพระชายาโดยเด็ดขาด” เขาเอ่ยตักเตือนนางอย่างเข้มงวดมาก

        เหลยอวี่เหยาที่ถูกทำให้ตกใจนั้นก็หันไปมองพี่ชายของตน ในดวงตากลมโตของนางดูมีน้ำตาเอ่อคลออยู่บ้าง นางกัดริมฝีปากตนแน่นพลางออกแรงสะบัด หวังจะสะบัดแขนของเหลยอวี๊เฟิงออกไปให้พ้นตัวได้ “พี่ใหญ่ ท่านก็รู้อยู่แล้วว่าข้าชอบพี่เวิ่นเฉิน แต่เขากลับยังแต่งงานกับสตรีอัปลักษณ์ผู้นั้น”

        เหลยอวี๊เฟิงที่ได้ยินดังนั้นก็รีบยกมือขึ้นอุดปากนาง ก่อนจะมีสีหน้าจนปัญญา “เจ้าเด็กบ้า พูดอะไรเช่นนี้”

        แน่นอนว่าเขารู้ว่าเหลยอวี่เหยาชอบม่อเวิ่นเฉิน แต่ว่าบุรุษเช่นนั้น เขาจะหักห้ามใจให้น้องสาวตนเองแต่งงานให้กับเขาได้เช่นใด ต่อให้ม่อเวิ่นเฉินจะยินยอม เขาเหลยอวี๊เฟิงก็ไม่ยอมแน่

        เหลยอวี่เหยาผลักเหลยอวี๊เฟิงออก ก่อนที่น้ำตาของนางจะไหลรินออกมา “ข้าจะพูดๆ…”

        ทว่านางกลับเห็นม่อเวิ่นเฉินกำลังโอบซูฉีฉีอยู่ไกลๆ นั้นกำลังก้าวเดินมาทางนี้จึงได้หยุดคำพูดของตนลง หลายปีมานี้นางก็รู้ถึงความร้ายกาจของม่อเวิ่นเฉิน ต่อให้ตนนั้นเป็นน้องสาวของเหลยอวี๊เฟิง แต่ถ้าหากไปสะกิดโดนแผลของเขาแล้วก็จะมีจุดจบที่ไม่ดีเช่นกัน

        เพราะฉะนั้น นางถึงไม่กล้าทำตัวเหลวไหลต่อหน้าเขา แต่ว่านางก็ยังชอบบุรุษผู้นี้

        เมื่อเห็นซูฉีฉียิ้มออกมาอย่างมีความสุข สีหน้าของเหลยอวี่เหยาก็ยิ่งย่ำแย่ลง น้ำตาไหลอาบใบหน้าของนางไม่หยุด จากนั้นนางก็กระทืบเท้าแล้วหมุนตัวจากไปทันที

        นางทนดูไม่ได้แล้ว

        เหลยอวี๊เฟิงส่ายศีรษะ เขาได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะเผชิญหน้ากับซูฉีฉีและม่อเวิ่นเฉินที่กำลังเดินมาทางนี้

        “เกิดอะไรขึ้นหรือ?” ซูฉีฉียังคงเอ่ยถามออกมาอย่างมีมารยาทประโยคหนึ่ง เมื่อครู่การกระทำของเหลยอวี่เหยานั้นพวกเขาได้เห็นหมดแล้ว

        เหลยอวี๊เฟิงยิ้มออกมาอย่างไม่ค่อยเป็นธรรมชาตินักพลางส่ายศีรษะ “ไม่มีอะไรหรอกๆ ล้วนแต่เป็นเพราะข้าตามใจมากเกินไป”

        เขาเอ่ยตอบพร้อมกับที่คนทั้งสามนั้นจะเดินกลับเข้าไปด้านในเรือน พรุ่งนี้ต้องไปหุบเขาขาดสะบั้น ต้องเตรียมรถม้าอีกทั้งยังต้องเตรียมของที่ใช้ระหว่างทางให้พร้อม เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงต่างก็แยกย้ายกลับห้องของตนเอง

        หลายวันมานี้ซูฉีฉีมักจะรู้สึกว่างเปล่าในใจอยู่เสมอ แม้ว่าคำพูดของม่อเวิ่นเฉินจะทำให้ความไม่สงบในใจของนางดีขึ้นบ้าง ทว่าความรู้สึกว่างเปล่านั้นยังคงไม่หายไป

        นางมิได้เก็บข้าวของ เพียงแค่ตามทุกคนออกเดินทางด้วยเท่านั้น เพราะเหตุนี้นางจึงยืนพิงขอบหน้าต่างมองดูทิวทัศน์ภายนอกแทน

        ความรู้สึกไม่สงบนั้นออกมาจากภายในใจของนาง ไม่อาจจางหายไปได้ ทำให้นางกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ทว่าก็ไม่รู้จะเริ่มเอ่ยออกมาอย่างไร ในสมองของนางมักจะมีภาพรอยยิ้มของมารดาปรากฎขึ้น รอยยิ้มที่อ่อนแอแต่ก็แฝงด้วยความอ่อนโยนนั้น

        ลมพัดเข้ามาระลอกหนึ่งผ่านกระดาษที่บานหน้าต่างทำให้นางรู้สึกหนาวเย็นอยู่บ้าง ซูฉีฉีตัวสั่นเล็กน้อยเพราะความหนาว นางยกมือขึ้นกอดไหล่ของตน อยู่ๆ นางก็นึกถึงอ้อมกอดของม่อเวิ่นเฉินขึ้นมา

        ชีวิตที่เหลืออยู่ของนาง ดูเหมือนว่านางจะต้องพึ่งพาบุรุษผู้นี้เท่านั้น แม้ว่านางมักจะใช้ชีวิตและอยู่พึ่งตัวเองมาโดยตลอด แต่ว่านางก็ยังเป็นแค่สตรีธรรมดาๆ คนหนึ่ง นางเองก็ต้องการที่พักพิงที่ช่วยให้อุ่นใจเช่นกัน


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม