0 Views

        ซูฉีฉีรู้ว่าเหลยอวี๊เฟิงตกอยู่ในมือของม่อเวิ่นเสวียนได้ก็เพราะคุ้มครองมารดาของตน เมื่อได้ยินบทสนทนาของคนทั้งสอง นางก็นึกถึงมารดาของตนที่ดับชีวิตอย่างอนาถในกองเพลิงอีกครั้ง…

        มือที่แต่เดิมกำลังเลิกผ้าม่านอยู่นั้นก็ได้วางลงเบาๆ

        นางหรี่ตาลงก่อนจะเอียงตัวไปด้านข้าง พิงอยู่กับพนังของรถม้าด้านใน

        ม่อเวิ่นเฉินที่แต่เดิมคิดจะหยอกล้อเหลยอวี๊เฟิงอย่างนึกสนุกนั้นก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป ดวงตาของเขาจับจ้องไปที่ซูฉีฉี

        เมื่อเหลยอวี๊เฟิงเห็นดังนี้เขาก็ขมวดคิ้วเบาๆ ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นให้กับม่อเวิ่นเฉิน

        ความหมายของเขาก็คืออย่าเล่นละครจนคิดเป็นจริงไปเสียได้

        พวกเขานั้นได้พนันกันก็จริงอยู่ แต่คิดไม่ถึงว่าม่อเวิ่นเฉินจะตั้งใจมากถึงเพียงนี้

        ม่อเวิ่นเฉินมิได้สนใจเหลยอวี๊เฟิง และเขาก็ไม่ได้เอ่ยอะไรต่ออีก ทำเพียงแค่หลับตานิ่งๆ อยู่อย่างนั้น

        เขาเองก็จำได้ว่าตนได้พนันเอาไว้กับเหลยอวี๊เฟิง ดาบเสวียนหยวนนั้นเขาจะต้องเอามาครอบครองให้ได้ เพราะฉะนั้น…

        แต่แล้วเขาก็ส่ายศีรษะอีกครั้ง เขาบอกกับตนเองว่า การรักซูฉีฉีนั้นมิใช่เพราะดาบเสวียนหยวน ไม่ใช่อย่างแน่นอน

        การพนันนั้นเป็นเพียงแค่การให้ซูฉีฉีหลงรักเขาเท่านั้น

        และเขาก็รู้สึกว่าในใจของซูฉีฉีนั้นได้มีตำแหน่งไว้ให้เขาแล้ว นางมิเป็นเหมือนเช่นแต่ก่อนที่ปิดกั้นหัวใจของตนเองไว้อย่างแนบสนิท ไม่กล้าเปิดมันออกมาอีก

        ความจริงที่ซูฉีฉีเป็นเช่นนี้ก็เพราะเขา ม่อเวิ่นเฉินกระมัง

        เมื่อคิดถึงเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา สายตาของเขาที่มองซูฉีฉีก็อ่อนโยนลงไปมาก

        “ยังมีคนอยากจะเอาชีวิตของข้า ไม่อยากมีชีวิตอยู่กันแล้วจริงๆ ใช่หรือไม่” เหลยอวี๊เฟิงเดิมก็เป็นคนที่ไม่อาจอยู่นิ่งเฉยได้ บรรยากาศในรถม้าก็ดันแปลกประหลาดจนทำให้เขารู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัว

        ต่อให้ซูฉีฉีจะอยู่ที่นี่ด้วย เขาก็ยังคงแก้นิสัยนี้ออกไปไม่ได้

        ม่อเวิ่นเฉินหัวเราะออกมา “ชีวิตของเจ้ายังไงเสียก็มีค่าพอจะแลกกับป้ายคุมทหารในมือข้าเชียวนะ”

        น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความหมิ่นหยาม ทำให้เหลยอวี๊เฟิงต้องจ้องกลับไปด้วยแววตาเปี่ยมด้วยโทสะ

        ด้วยเหตุนี้ก็ทำให้ซูฉีฉีที่หลับตาอยู่ด้านข้างอดมิได้ที่จะหัวเราะออกมา

        บรรยากาศดีขึ้นมิน้อย ซูฉีฉีแหงนหน้าขึ้น ใบหน้าของนางยังคงสะอาดหมดจด เสื้อผ้าสีขาวสะอาดที่ไร้ซึ่งเครื่องประดับตกแต่ง ยิ่งทำให้นางดูเหมือนดอกบัวที่สะอาดปราศจากคราบโคลนแปดเปื้อน ใสสะอาดงามบริสุทธิ์

        “คิดว่าคงไม่ใช่ฝีมือของฝ่าบาท” ในใจของซูฉีฉีพอจะคาดเดาได้แล้วว่าเป็นใคร แม้ว่านางจะไม่มีหลักฐานและไร้ซึ่งเบาะแส แต่ว่าคนที่อยากจะให้นางตายนั้นมีไม่มากนัก

        แต่ว่าเรื่องนี้นางมิได้เอ่ยออกมาตรงๆ นางจำเป็นต้องยืมปากของเหลยอวี๊เฟิงในการเอ่ยมันออกมา เพราะถึงอย่างไรเสียสตรีผู้นั้นก็เป็นญาติผู้น้องของม่อเวิ่นเฉิน อีกทั้งต่อหน้าม่อเวิ่นเฉิน ผู้หญิงคนนั้นยังแสดงออกถึงความดีงามไร้ที่ติอีกด้วย

        นางเพิ่งจะได้หัวใจของม่อเวิ่นเฉินมา ไม่อยากจะขุดเอาเรื่องทุกอย่างขึ้นมาพูด อีกทั้งนางเองก็มิใช่คนที่ชอบพูดจาว่าร้ายคนอื่น

        ยิ่งไม่ใช่ประเภทที่จะพูดจาฟ้องร้องอีกด้วย

        เรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตทั้งหมด นางจะต้องหาทางให้ผู้หญิงคนนั้นตอบแทนอย่างสาสมแน่นอน ครั้งนี้ก็ไม่เป็นข้อยกเว้นเช่นกัน

        นางซูฉีฉีไม่คิดจะแก่งแย่งกับใคร แต่หากมีคนมาหาเรื่องนาง นางก็จะทำให้เขาตอบแทนอีกเป็นเท่าตัว

        “เหลิ่งเหยียนไปตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว คิดว่าอีกไม่นานก็คงได้คำตอบ” ดวงตาของม่อเวิ่นเฉินปรากฎ ความเยือกเย็นออกมาอีกครั้ง ไม่เคยมีผู้ใดรอดพ้นจากการตรวจสอบของเขา ต่อให้ตอนนั้นเขาจะฆ่านักฆ่าไปจนหมด เขาก็ยังคงสามารถตรวจสอบหาผู้ที่อยู่เบื้องหลังพบ

        หลายปีมานี้ ลูกน้องของเขาไม่เคยทำให้เขาผิดหวังเลยสักครั้ง

        เหลยอวี๊เฟิงจ้องไปที่ซูฉีฉีแวบหนึ่งแต่กลับไม่เอ่ยอะไรออกมา เขาเองก็รู้ว่าคนผู้นั้นเป็นใคร ทว่าในเวลาเช่นนี้ เขาไม่มีหลักฐาน เพราะเหตุนั้นเขาจะไม่พูดมันออกมาลอยๆ เขาทำเพียงแค่ยิ้มเย็นออกมา ในใจก็รู้สึกหนักอึ้งขึ้น ดูเหมือนว่าซูฉีฉีผู้นี้จะมีเล่ห์เหลี่ยมมากกว่าตนเสียอีก ช่างน่าสนใจจริงๆ

        ซูฉีฉีรู้สึกได้ถึงสายตาของเหลยอวี๊เฟิง ทว่านางยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม สีหน้าเรียบเฉย ทำตัวประหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น

        ซูฉีฉีรู้ว่าเมื่อก่อนตอนที่ม่อเวิ่นเฉินประพฤติไม่ดีกับตนนั้น เหลยอวี๊เฟิงและเหลิ่งเหยียนล้วนเห็นใจตน ตอนนี้ทุกอย่างไม่เหมือนเช่นเดิมอีกแล้ว ในใจของพวกเขานางกลายเป็นภาระอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะครั้งนี้ ม่อเวิ่นเฉินเสียสละชีวิตเพื่อช่วยนาง พวกเขายิ่งยอมรับในการมีอยู่ของนางไม่ได้แล้วกระมัง สิ่งที่นางทำได้มีเพียงแค่พยายามทำตนให้คู่ควรพอจะยืนอยู่ข้างกายม่อเวิ่นเฉิน

        และผู้หญิงที่คู่ควรพอจะอยู่ข้างกายเขานั้นจำเป็นต้องแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านพลังหรือว่าความสามารถก็ล้วนแต่ต้องแข็งแกร่ง แข็งแกร่งจนสามารถปกป้องตัวเองได้ ไม่เป็นภาระให้กับม่อเวิ่นเฉิน

        คิดว่าม่อเวิ่นเฉินเองก็คงอยากได้ผู้หญิงเช่นนั้นเหมือนกัน

        แต่ว่าซูฉีฉีเป็นเพียงหนอนหนังสือ ชำนาญเพียงกาพย์กลอนดนตรีงานศิลป์เท่านั้น…

        พื้นที่ของสำนักเหลยนั้นกว้างใหญ่มาก เรียกได้ว่าใหญ่กว่าเมืองอ้าวที่ม่อเวิ่นเฉินปกครองอีกเท่าหนึ่งเลยก็ว่าได้ บนถนนนั้นมีผู้คนเดินผ่านไปมาอย่างไม่หยุดหย่อน ก่อให้เกิดบรรยากาศหรรษารื่นรมย์ไม่น้อย

        ทว่าสถาปัตยกรรมของเมืองนี้กลับทำให้คนรู้สึกหนาวเย็นอยู่บ้าง กระทั่งก้อนหินบนท้องถนนยังกระจายไอแห่งความเยือกเย็นออกมา

        แม้ว่าประชากรของที่นี่ล้วนมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า แต่กลับมีท่วงท่าของความแข็งแกร่งองอาจเผยออกมาจากด้านใน

        เห็นได้ชัดว่าคนที่นี่ล้วนมีพื้นฐานวรยุทธ์กันอยู่บ้าง อีกทั้งยังเป็นนักรบ จึงทำให้บรรยากาศของเมืองนี้ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเมืองที่ชื่นชอบในการสู้รบ

        รถม้าค่อยๆ วิ่งผ่านถนนและผู้คนก็ล้วนแต่หลีกทางให้รถม้าวิ่งอย่างสะดวก เพียงเพราะว่าในรถม้านั้นมีเหลยอวี๊เฟิง เจ้าสำนักคนปัจจุบันของสำนักเหลยอยู่

        แม้ว่าตลอดทั้งปีนั้นจะไม่เห็นเจ้าสำนักเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่ว่าเขากลับเป็นเจ้าสำนักที่ใจดีมีเมตตากว่าเจ้าสำนักคนก่อนมากนัก อีกทั้งยังไม่เก็บภาษีที่ดินและการดำรงชีวิตของชาวบ้านที่นี่อีกด้วย กระทั่งฮ่องเต้เองก็ไม่สามารถยื่นมือเข้ามายุ่งได้

        สำนักเหลยนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับราชสำนักจริงๆ เพราะว่าตำแหน่งของมันอยู่ตรงชายแดนระหว่างแคว้นต้าเยียนและหนานเจียง

        ปีนั้นตอนที่ต้าเยียนได้บุกเข้าโจมตีหนานเจียงก็เป็นเพราะว่ามีสำนักเหลยกั้นอยู่ทำให้ลงมือได้ไม่ถนัดนัก

        แน่นอนว่าแม้พื้นที่ของสำนักเหลยนั้นจะเทียบไม่ได้กับแคว้นๆ หนึ่ง แต่ว่าความสามารถของพวกเขานั้นมีมากนัก อีกทั้งยังไม่เป็นมิตรกับต้าเยียนมาโดยตลอด จึงได้ลอบหาเรื่องต้าเยียนขณะบุกมาทำสงคราม

        แน่นอนว่าเรื่องเหล่านั้นล้วนเป็นเรื่องในอดีตไปแล้ว

        เพราะเมื่อถึงสมัยของเหลยอวี๊เฟิงนั้น สำนักเหลยกลับมีความสนิทสนมชิดเชื้อกับท่านอ๋องม่อเวิ่นเฉิน อีกทั้งสำนักเหลยทั้งหมดก็ล้วนยอมทำงานให้กับม่อเวิ่นเฉินอีกด้วย

        จุดนี้ไม่มีใครรู้ว่าเพราะเหตุใด และไม่มีคนเบื่อถึงขั้นที่จะไปตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย

        พวกซูฉีฉีได้ลงจากรถม้าแล้ว นางเดินไปทางตัวสำนักพลางมองสำรวจเมืองเล็กแห่งนี้ เมืองที่ยึดเอาสีดำเป็นหลัก บรรยากาศโดยรอบล้วนเต็มไปด้วยความน่าเกรงขาม

        เมื่อเห็นสิ่งก่อสร้างที่แสนใหญ่โตพวกนี้แล้วก็ทำให้คนรู้สึกนับถือออกมาจากใจ

        ที่นี่ ดูสง่างามมากกว่าวังหลวงของต้าเยียนเสียอีก

        มิเสียแรงที่เป็นสำนักพันปี ไม่มีผู้ใดสามารถทำให้สั่นคลอนได้

        ม่อเวิ่นเฉินนั้นมีอาการดีขึ้นจนเกือบจะหายดีแล้ว เขาเดินอยู่ข้างซูฉีฉีอย่างช้าๆ ทางเหลยอวี๊เฟิงนั้นต้องมีคนพยุงถึงจะสามารถเดินไปด้านหน้าได้ สีหน้าของเขามิสู้ดีนัก

        เพียงเพราะว่าภาพลักษณ์ของเขาในตอนนี้เป็นเช่นนี้

        ทว่าต่อให้เป็นเช่นนี้ ก็ยังมีกลุ่มสาวงามจำนวนมากพุ่งตัวกันเข้ามาทักทายเขาอย่างคึกคัก เพราะถึงอย่างไรเขาก็ทำตัวเสเพลจนเป็นปกติเสียแล้ว คนในเมืองเล็กๆ นี้ทั้งหมดล้วนรู้ว่าเขาชอบให้เป็นที่จับตามอง และยิ่งชอบที่จะหยอกล้อสาวงาม

        ไม่นานซูฉีฉีและม่อเวิ่นเฉินก็ถูกกลุ่มสาวงามเบียดจนไปยืนอยู่ด้านข้าง พวกเขามองไปยังเหลยอวี๊เฟิงที่ไม่สามารถก้าวเดินไปได้กำลังทักทายและเล่นหูเล่นตากับสาวงามแต่ละคน ทั้งสองล้วนมีสีหน้าเบื่อหน่าย

        ม่อเวิ่นเฉินส่ายศีรษะ เขาเคยชินกับท่าทางเช่นนี้ของเหลยอวี๊เฟิงแล้ว

        เพียงแต่ว่ากับสาธารณชนนั้นเหลยอวี๊เฟิงกลับเป็นคนที่เปี่ยมด้วยคุณธรรม อีกทั้งจะจัดการเรื่องอันใดนั้นเขามักจะทำตามที่ตนต้องการเสมอ เทียบกับตอนนี้แล้วช่างต่างกันเสียจริงๆ

        กระทั่งซูฉีฉียังถูกรอยยิ้มที่มีเสน่ห์ของเหลยอวี๊เฟิงทำให้นิ่งค้างไป คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเขาจะมีด้านนี้ด้วย

        หลังจากที่ทักทายกับเหล่าสาวงามเสร็จแล้ว เหลยอวี๊เฟิงจึงถูกคนพยุงออกมาจากกลุ่มคนได้อย่างยากลำบาก ทว่าบนใบหน้าเขายังคงแสดงออกถึงความพึงพอใจและสุขสำราญ ทำให้ม่อเวิ่นเฉินต้องมองเขาอย่างเบื่อหน่าย

        ทว่าเหลยอวี๊เฟิงก็หาได้สนใจไม่ ตอนนี้เขาสนแต่หน้าตาของตนในสังคมเท่านั้น ที่นี่นั้นเป็นพื้นที่ของเขา สาวงามเหล่านั้นย่อมต้องอยู่ในการดูแลของเขา เขานั้นไม่เหมือนกับม่อเวิ่นเฉินที่ไม่รู้จักการใช้ชีวิต ไม่รู้จักรสนิยม

        ในจวนอ๋องที่กว้างใหญ่เช่นนั้น ตอนที่ซูฉีฉียังไม่ได้แต่งเข้าจวน ในนั้นกลับมีเพียงแค่ผู้หญิงเช่นฮวาเชียนจือคนเดียวเท่านั้น อีกทั้งสตรีเช่นนั้นก็ถือได้ว่ามีรูปโฉมงดงามไร้ที่ติ กระนั้นม่อเวิ่นเฉินก็ไม่แม้แต่จะเหลียวมองสักครั้ง ช่างไม่รู้จักชื่นชมสาวงามเสียจริงๆ

        ไม่ง่ายเลยกว่าจะหลุดออกจากกลุ่มสาวงามเหล่านั้นได้ พวกเขาก็ค่อยๆ เดินไปด้านหน้ากันต่อ

        ด้านหน้ามีอาชาตัวหนึ่งกำลังวิ่งพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว โดยมิสนเสียงกรีดร้องโวยวายของคนที่เดินอยู่บนถนนแม้แต่น้อย

        สีหน้าของม่อเวิ่นเฉินคล้ำลง ดวงตามืดดำมากขึ้น ก่อนจะรีบดึงแขนของซูฉีฉีให้ทั้งร่างของนางเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของตนและเตรียมพร้อมที่จะลงมือกับอาชาที่กำลังมุ่งหน้ามาทุกเมื่อ

        เหลยอวี๊เฟิงที่อยู่ด้านข้างกลับส่ายหน้าออกมาอย่างจนปัญญา “เจ้าเด็กบ้านี่ เมื่อไหร่ถึงจะโตเสียที…”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม