0 Views

        ยังมิต้องรอให้ซูฉีฉีเอ่ยเสร็จ เหลิ่งเหยียนก็ได้พลิกตัวม่อเวิ่นเฉินไปนอนลงบนเตียงแล้ว สีหน้าแต่เดิมที่เรียบนิ่งดุจขอนไม้ ในตอนนี้ก็ดูเย็นชามากยิ่งขึ้น

        มิเอ่ยคำใดออกมาแม้แต่น้อย

        ซูฉีฉีเก็บเอากล่องยาที่ม่อเวิ่นเฉินได้ปาออกไปก่อนที่จะโดนพิษ จากนั้นนางก็รีบหาเข็มทองที่อยู่ด้านใน นางไม่มีเวลามาคำนึงถึงอะไรมากแล้วจึงรีบทำการถอดเสื้อคลุมตัวยาวของม่อเวิ่นเฉินออก

        จากนั้นนางก็ได้ใช้ความสามารถในการฝังเข็มที่แม่นยำของตนในการฝังลงไปปิดกั้นทางไหลเวียนของโลหิตสู่หัวใจเอาไว้ก่อน เพื่อป้องกันมิให้พิษไหลเข้าไปถึงด้านล่างของหัวใจได้

        เหลิ่งเหยียนยืนนิ่งอยู่ด้านข้าง ขณะที่สายตาจับจ้องไปทางมือที่กำลังขยับไปมาอย่างลนลานของซูฉีฉี

        นิ้วมือของนางขยับอย่างคล่องแคล่ว เพียงพริบตาเดียว เข็มสิบกว่าเล่มได้ปักลงไปที่จุดบนร่างกายของม่อเวิ่นเฉินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

        แสงเทียนขยับไปมาสะท้อนให้เห็นถึงเข็มทองหลายสิบเล่ม

        เพียงไม่กี่วินาที บนหน้าผากของซูฉีฉีก็มีเหงื่อผุดเต็มไปหมด เม็ดเหยื่อค่อยๆ หยดลงทีละเม็ดๆ

        นางไม่กล้าแม้แต่จะกระพริบตาสักครั้งเดียวพลางจับจ้องไปบนมีดบินที่ปักอยู่เต็มหลังของม่อเวิ่นเฉิน

        นางได้ปิดกั้นการไหลของโลหิตแล้ว ต่อจากนี้ก็มีเพียงแต่ต้องดึงเอามีดบินอาบพิษพวกนี้ออก

        บนหลังของม่อเวิ่นเฉินนั้นมีมีดบินปักอยู่ถึงยี่สิบกว่าเล่ม แม้ว่าจะแทงเข้าผิวเนื้อของเขาไม่ลึกเท่าใดนัก แต่ก็ยังคงเป็นภาพที่น่าสะพรึงกลัว

        ทำให้แขนของซูฉีฉีสั่นระริกอยู่บ้าง

        นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางฝังเข็มให้กับม่อเวิ่นเฉิน แต่ว่าครั้งนี้นางกลับรู้สึกหวาดกลัวแล้ว นางกลัว กลัวว่าม่อเวิ่นเฉินจะไม่ตื่นขึ้นมาอีก

        และเพราะว่าความกังวลใจนี้ทำให้หัวใจของนางยิ่งปั่นป่วนมากขึ้น

        นางยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อที่อยู่บนหน้าผากของตน ซูฉีฉีพยายามบังคับตนเองให้สงบลงพลางหยิบเข็มเงินขึ้นมาเล่มหนึ่งแทงเข้าไปที่แขนทั้งสองข้างของตน เพื่อให้ความเจ็บปวดนี้ดึงสติของนางกลับมา

        เหลิ่งเหยียนที่เห็นการกระทำทั้งหมดของซูฉีฉีนั้นยังคงมีสีหน้าเย็นชาเช่นเดิม

        ถ้าหากม่อเวิ่นเฉินมิอาจฟื้นขึ้นมาได้ เขาจะต้องสังหารซูฉีฉีลงอย่างแน่นอน จากนั้นก็นำนางไปฝังไว้ด้วยกันกับเจ้านายของเขา

        ในเวลานี้ เหลิ่งเหยียนมีเพียงความคิดเช่นนี้เท่านั้น

        ซูฉีฉีหยิบมีดสั้นขึ้นและนำมันไปเผาบนไฟของเทียนไข มือของนางยังคงสั่นอยู่

        เม็ดเหงื่อของนางก็เริ่มหยดลงอีกครั้ง

        “มีสุราไหม?”

        ซูฉีฉีจับด้ามของมีดสั้นไว้แน่นกำลังเตรียมที่จะกรีดลงไปบนผิวหนังที่ถูกมีดบินปักอยู่ ทันใดนั้นนางก็ลุกขึ้นยืนและสูดหายใจเข้าลึกๆ นางกำลังตื่นกลัว เป็นความตื่นกลัวที่ไม่เคยมีมาก่อน

        แค่เพียงเพราะนางเริ่มจะห่วงใยบุรุษตรงหน้าเข้าแล้ว

        เพราะว่าห่วงใยเกินไปจึงกลับกลายเป็นภาระของจิตใจไปแล้ว

        ทันใดนั้นก็มีมือหนึ่งยื่นขวดสุรามาให้กับนาง คนคนนั้นคือเหลิ่งเหยียนที่จนถึงตอนนี้เขาก็ยังมิได้เอ่ยคำใดๆ ออกมาแม้แต่คำเดียว

        เขาสงบเงียบมาก เงียบเสียจนน่ากลัว

        เหลยอวี๊เฟิงที่อยู่ห้องด้านข้างนั้นได้สลบไปตั้งแต่แรกแล้ว ยังดีที่เป้าหมายของนักฆ่าในครั้งนี้ไม่ใช่เขา มิเช่นนั้นแล้วเกรงว่าสถานการณ์ในตอนนี้ของเขาจะร้ายมากกว่าดี

        ซูฉีฉีรับขวดสุราไปก่อนจะแหงนหน้าขึ้นกระดกดื่มคำโต

        นางกำลังเพิ่มความกล้าให้กับตนเอง

        จากนั้นนางก็สาดสุราลงบนหลังที่เต็มไปด้วยมีดบินอาบพิษบนหลังของม่อเวิ่นเฉินด้วยมือที่กำลังสั่น ผิวของเขานั้นเดิมเป็นสีทองแดง แต่ตอนนี้กลับค่อยๆ เป็นสีเขียวจางๆ แล้ว

        คิดไม่ถึงว่าพิษของมีดบินจะร้ายแรงถึงเพียงนี้

        ยังโชคดีที่ซูฉีฉีนั้นรู้วิชาแพทย์ ถ้าหากต้องรอเชิญหมอมาถึงนั้น เกรงว่าจะสิ้นชีพลงเสียก่อนแล้ว

        ซูฉีฉีกัดฟันแน่นก่อนจะแข็งใจตนเอง มือที่จับมีดของนางนั้นไม่ได้สั่นอีกต่อไป นางกรีดดาบลงไปด้วยความรวดเร็ว เมื่อยกมีดขึ้นนั้นมีดบินที่ติดผิวเนื้อนั้นก็ได้ร่วงหล่นลงในถาดน้ำด้านข้างเสียแล้ว

        ในขณะที่กรีดดาบลงไปนั้น ม่อเวิ่นเฉินที่กำลังสลบไม่ได้สติอยู่นั้นก็ส่งเสียงออกมาเบาๆ แต่ว่าเขาก็ยังคงไม่ได้สติ

        และซูฉีฉีที่ได้กรีดดาบลงไปด้วยความเร็วสูงนั้นก็มีเม็ดเหงื่อหยดลงออกมาจากหน้าผากจำนวนมาก เสมือนเม็ดฝนที่กำลังตกกระหน่ำก็มิปาน

        เหลิ่งเหยียนก็กำลังมองซูฉีฉีดึงเอามีดบินอาบพิษออกจากตัวของม่อเวิ่นเฉิน ล้างพิษ และก็พันแผลจนเรียบร้อย ในใจของเขาก็ยังไม่อาจสงบลงได้ ทว่านอกจากความตื่นกลัวในตอนแรกแล้วนั้นก็ไร้ซึ่งความกังวลใจอีกต่อไป

        เสมือนว่าเขาเชื่อ ขอเพียงมีซูฉีฉีอยู่ ต่อให้บาดแผลจะสาหัสแค่ไหนก็สามารถรักษาได้

        อีกทั้ง ซูฉีฉีในตอนนี้ยังเป็นห่วงเป็นใยท่านอ๋องของเขา นางจะต้องพยายามอย่างสุดความสามารถแน่นอน

        ผ่านไปสิบห้านาทีแล้ว แผลบริเวณหน้าอกของซูฉีฉีนั้นยังคงมีเลือดไหลซึมออกมา หน้าผากของนางยังคงมีเม็ดเหงื่อไหลอยู่ แม้ว่าตอนนี้จะเข้าฤดูหนาวแล้ว เสื้อผ้าของนางยังคงเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ

        นางได้พยายามบังคับให้ตัวเองสงบลงแล้ว และพยายามมองคนที่นอนอยู่บนเตียงนั้นเป็นเพียงคนแปลกหน้าเท่านั้น

        ขอแค่รักษาเขาจนหายดีได้ก็พอ

        นางยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดเหงื่อบนใบหน้าของตน จากนั้นก็ผ่อนลมหายใจออกมายาวๆ ในที่สุดก็ได้ดึงเอามีดบินอาบพิษยี่สิบกว่าเล่มบนหลังของม่อเวิ่นเฉินออกมาจนหมดแล้ว อีกทั้งยังมิได้ทิ้งหัวของมีดบินไว้ในผิวเนื้อของเขาอีกด้วย

        ต่อไปก็ถึงคราวที่ต้องถอนพิษแล้ว

        พิษที่ธรรมดาทั่วไปเช่นนี้ สำหรับซูฉีฉีแล้วการผสมยาถอนพิษนั้นไม่ใช่เรื่องยากอันใด

        เพราะฉะนั้น หลังจากนี้นางก็มิจำเป็นต้องรู้สึกตื่นกลัวเช่นนั้นอีก นางมองไปที่ม่อเวิ่นเฉินที่กำลังนอนคว่ำอยู่ตรงนั้นและเผยเพียงใบหน้าด้านข้างออกมา ในใจของนางก็รู้สึกอบอุ่นขึ้น ครั้งนี้นางหวั่นไหวแล้วจริงๆ

        เพราะว่าบุรุษผู้นี้ได้ใช้ชีวิตของตนมาช่วยเหลือนาง

        อีกทั้งคนผู้นี้ยังปากแข็งอีกด้วย ความจริงแล้วเขาเป็นห่วงนางมาก แต่กลับคอยพูดจาด้วยน้ำเสียงนิ่งเย็น ซ้ำยังชอบใช้อารมณ์อีกด้วย

        มุมปากของนางปรากฎรอยยิ้มออกมาจางๆ ซูฉีฉีมีสีหน้าพึงพอใจขณะกำลังเปิดกล่องยาเพื่อเริ่มผสมยาถอนพิษ

        เหลิ่งเหยียนที่เห็นทุกอย่างในสายตานั้นก็อยากจะยิ้มออกมาเช่นกัน ดูเหมือนว่าการมาเมืองหลวงครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ขอเพียงท่านอ๋องและพระยาชามีใจไปในทางเดียวกัน เมืองอ้าวจะต้องแข็งแกร่งอย่างแน่นอน

        แม้ว่าจะไม่ต้องการชิงราชบัลลังก์ แต่ว่าหากมีพละกำลังคุ้มครองจากเมืองอ้าว ม่อเวิ่นเฉินก็จะไม่กล้าลงมือทำอะไรอีก

        ได้รับบทเรียนครั้งนี้ คิดว่าในเวลาอันสั้นนี้เขาคงจะไม่กล้าลงมือทำอะไรมากนัก

        ความจริงแล้วเขาก็นับถือซูฉีฉี สตรีผู้ที่บอบบางอ่อนแอคนหนึ่ง มักจะคอยทำให้สถานการณ์ของสนามรบพลิกผัน ปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ นี่ไม่ใช่อะไรที่ใครก็ตามคิดจะทำก็ทำได้

        เพราะนี่เป็นสิ่งที่ต้องใช้ความกล้าหาญและสติปัญญาอย่างมหาศาล

        เห็นได้ชัดว่าพระชายาของติ้งเป่ยโหวผู้นี้นั้นมีปัญญาที่เฉียบแหลมยิ่ง

        จนกระทั่งซูฉีฉีได้ให้ม่อเวิ่นเฉินกินยาถอนพิษแล้ว นางถึงได้เอ่ยไล่เหลิ่งเหยียนออกไป นางจัดการบาดแผลตัวเองอย่างลวกๆ ความจริงแล้วเมื่อครู่ที่นางเหงื่อออกมาไม่หยุดนั้น หนึ่งเป็นเพราะว่าความตื่นตระหนก สองเป็นเพราะว่าทุกการขยับของร่างกายล้วนแต่จะทำให้แผลบริเวณหน้าอกของนางต้องฉีกตัว ทำให้นางเจ็บจนปวดทรมานยิ่งนัก แต่นางก็ทำเพียงได้แค่อดทนเอาไว้

        นางมิได้เป่าเทียนไขให้ดับ ภายใต้แสงเทียนนั้นนางก็จ้องมองไปที่ใบหน้าของม่อเวิ่นเฉิน นี่ก็ถือเป็นความสุขอย่างหนึ่ง

        เดินทางผ่านสำนักเหลยนั้นทำให้ระยะทางการเดินทางกลับเมืองอ้าวนั้นใกล้ขึ้นมาก อีกทั้งทางถนนนี้ยังมิได้ขรุขระเป็นเนินมากนัก เพราะฉะนั้นระหว่างทางซูฉีฉีก็คอยดูแลม่อเวิ่นเฉินและเหลยอวี๊เฟิงพลางชื่นชมวิวทิวทัศน์ด้านนอกรถม้าไปด้วย

        แม้ว่าจะเป็นฤดูหนาว แต่ว่ายิ่งเข้าใกล้สำนักเหลยมากขึ้นเท่าใด อุณหภูมิก็เหมือนจะอบอุ่นมากขึ้น

        เหลยอวี๊เฟิงแม้จะบาดเจ็บอย่างหนัก แต่ว่ายาของซูฉีฉีนั้นกลับได้ผลเป็นอย่างมาก ตอนนี้เขาสามารถพูดคุยหัวเราะหยอกล้อได้แล้ว อีกทั้งยังสามารถแสดงท่าทางกะล่อนเสเพลเฉกเช่นเมื่อก่อนได้แล้ว

        ทว่าดวงตาของเขายังคงฉายแววเสมือนไม่ต้องการให้ผู้ใดเข้าใกล้ทั้งสิ้น

        จุดนี้ซูฉีฉีเห็นได้อย่างชัดเจน

        ครั้งแรกที่พวกเขาพบกัน คนผู้นี้ได้ช่วยนางเอาไว้ ทว่าเมื่อพบกันอีกครั้ง เขากลับไม่เคยเอ่ยมันออกมา

        และซูฉีฉีเองก็ไม่ได้เอ่ยถามว่าเป็นเพราะเหตุใดกันแน่

        ครั้งนี้ นางช่วยชีวิตเขา ก็ถือว่าเป็นการทดแทนบุญคุณแล้วกัน

        นี่เป็นความคิดของซูฉีฉี

        เหลยอวี๊เฟิงจะคิดอย่างไรนั้น ซูฉีฉีก็มิได้เก็บมาใส่ใจ

        “เวิ่นเฉิน ถ้าหากว่าวันนั้นข้าจะฆ่าม่อเวิ่นเสวียน เจ้าจะว่าข้าหรือไม่?” รถม้าโยกเยกไปมา ทันใดนั้นเหลยอวี๊เฟิงก็เอ่ยถามออกมาประโยคหนึ่ง

        ม่อเวิ่นเฉินที่เอนพิงอยู่ที่มุมหนึ่งของรถม้าก็เอียงสายตาไปมองเขาแวบหนึ่ง “เจ้าฆ่าเขาไม่ได้หรอก”

        “เรื่องนั้นก็ไม่แน่นัก” เหลยอวี๊เฟิงมีสีหน้าไม่ยอมแพ้ ท่าทางประหนึ่งจะลองเสียให้ได้

        ซูฉีฉีทำเพียงแค่เอนตัวพิงเข้ากับขอบหน้าต่าง นางมิได้มองไปที่บุรุษทั้งสองแต่กลับมองออกไปด้านนอก บนสนทนาระหว่างพวกเขา นางไม่อยากจะเข้าร่วม แม้ว่านางจะเห็นด้วยกับความคิดของเหลยอวี๊เฟิงก็ตาม

        นางคิดว่า ขอเพียงม่อเวิ่นเสวียนตายไป ทุกอย่างถึงจะกลับมาสงบอย่างแท้จริง

        อีกทั้งยังมีการตายของมารดานาง ยิ่งทำให้นางเกิดความเกลียดแค้นทั้งต่อซูชือฉางและม่อเวิ่นเสวียน

        ม่อเวิ่นเฉินส่ายศีรษะพลางมองไปที่เหลยอวี๊เฟิง “ถ้าหากเจ้าฆ่าเขาได้ จะยังนอนอยู่ตรงนี้อีกหรือ?”

        ทั้งสองคนมักจะเป็นเช่นนี้ เมื่อเริ่มคุยกันก็มักจะคอยเอ่ยวาจาหาเรื่องต่อกันและกัน ตอนนี้ม่อเวิ่นเฉินนั้นอารมณ์ดีมาก พิษในร่างกายได้ถูกถอนไปจนหมดแล้ว ขอบตาเขาเหลือบไปมองใบหน้าของซูฉีฉี ภายในดวงตาฉายแววแห่งความพึงพอใจออกมาไม่น้อย

        เพราะฉะนั้น เขาจึงเริ่มพูดจาสะกิดแผลเก่าของเหลยอวี๊เฟิงเสียแล้ว

        “เจ้า…” เหลยอวี๊เฟิงมีสีหน้าเขียวคล้ำขึ้นมาทันที ดูท่าเขาจะโมโหไม่น้อย เขากัดฟันแน่นแต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงเบื้องหน้านี้ได้ “ถ้าหากมิใช่เพราะฮ่องเต้สารเลวคนนั้นวางกับดักกับข้า มีหรือที่ข้าจะตกอยู่ในมือของพวกเขาได้”

        เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ โทสะเขาก็พุ่งทะยานออกมา

        เขาเหลยอวี๊เฟิงผู้เฉลียวฉลาดมาโดยตลอดกลับเลอะเลือนเพียงชั่ววูบ ดันเหยียบเข้าไปในกับดักเสียได้

        มิเพียงคุ้มครองมารดาของซูฉีฉีเอาไว้ไม่ได้ แต่ยังถูกผู้อื่นจับไปเป็นตัวประกันอีก

        คิดแล้วก็น่าอับอายขายขี้หน้ายิ่งนัก


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม