0 Views

        เหลิ่งเหยียนคุ้มครองซูฉีฉีพลางตอบโต้การโจมตีของศัตรู กระนั้นทุกกระบวนท่าของเขายังแม่นยำ หมายจะปลิดชีวิตของฝ่ายตรงข้าม

        แต่เพราะคนเหล่านั้นกำลังใช้ค่ายกลที่แสนประหลาดทำให้เขามิอาจหาทางทำลายลงได้ในเวลาอันสั้นนี้ ยังมิทันที่เขาจะแทงโดนจุดสำคัญบนร่างกายของศัตรูก็ไม่รู้ว่ามีดาบจากทางใดแทงเข้าใส่จุดสำคัญบนร่างกายเขาแทน

        อีกทั้งซูฉีฉีนั้นไม่มีวรยุทธ์แม้แต่น้อย ทำได้เพียงแค่ให้เหลิ่งเหยียนคุ้มกันตน

        ตอนนี้เหลิ่งเหยียนกลับไม่มีความคิดที่จะทอดทิ้งซูฉีฉี เขารู้ว่าขอเพียงม่อเวิ่นเฉินไม่ทอดทิ้งนาง ตนก็ไม่สามารถทอดทิ้งนางได้

        ทำได้เพียงแค่สู้จนลมหายใจสุดท้ายกับศัตรูแล้ว

        ไอสังหารในดวงตาของม่อเวิ่นเฉินกำลังโหมกระหน่ำ แต่เขากลับไม่เข้าร่วมสนามรบตรงหน้าในทันที ทำเพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นมองดูเหลิ่งเหยียนกำลังพยายามฝืนทน สีหน้าเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง

        เขากำลังวิเคราะห์ค่ายกลตรงหน้านี้อยู่

        และซูฉีฉีเองก็พยายามทำใจของตนเองให้สงบลง

        นางพยายามสังเกตทุกคนอย่างละเอียดมิว่าจะเป็นวิธีการโจมตี ท่าทาง อีกทั้งการขยับก้าวเดินของพวกเขา

        นางมิได้รอบรู้เกี่ยวกับห้าธาตุแปดทิศมากเท่าใดนัก ตอนนี้นางจึงมองมิค่อยเข้าใจนัก

        นางเพียงใช้จุดตำแหน่งที่ขัดแย้งกันมาวิเคราะห์เพื่อหาว่าจุดรวมพลังของคนทั้งยี่สิบกว่าคนนี้มาจากที่ใด

        ดวงตาที่ใสกระจ่างนั้นเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น ซูฉีฉีในตอนนี้น่ากลัวนัก เป็นการมุ่งมั่นที่น่ากลัวมาก

        ดาบเล่มหนึ่งกำลังพุ่งเข้ามาทางด้านหลังฝั่งหัวใจของเหลิ่งเหยียน ซูฉีฉีมองเห็นอย่างชัดเจนว่าด้านข้างของคนที่กำลังยกดาบขึ้นแทงนั้นมีคนอีกสองคนกำลังใช้ดาบหนุนท่าทางของคนด้านหน้า ขอเพียงเหลิ่งเหยียนโจมตีกลับก็จะถูกการโจมตีของคนทั้งสามอย่างแน่นอน

        “แทงตรงตำแหน่งเอวของคนด้านซ้าย” ทันใดนั้นซูฉีฉีก็เอ่ยออกมาเสียงเบา

        นางมีสีหน้าจริงจัง ไอสังหารในดวงตาค่อยๆ ลุกฮือขึ้น แผลตรงบริเวณหน้าอกของนางยังมิได้จัดการให้เรียบร้อย แต่ตอนนี้นางกลับไม่มีเวลามาสนใจเรื่องเหล่านั้นแล้ว

        เหลิ่งเหยียนมิได้ลังเลแม้แต่น้อย ตอนนี้สภาพเขาเริ่มจะย่ำแย่แล้วจึงได้แต่ยกดาบขึ้นแทงออกไปอย่างมิสนใจสิ่งใด

        ดาบแทงออกไปอย่างแม่นยำ

        ม่อเวิ่นเฉินในขณะเดียวกันนั้นก็ได้ขยับตัวแล้ว ดาบยาวพลิ้วไหวไปมาดุจอสรพิษและรวดเร็วดุจแสงเงา หลังจากที่วาดดาบออกไปแล้วรอบหนึ่ง ห่างไปทุกๆ สองคนก็จะมีคนล้มลงหนึ่งคน

        ดาบไม่ได้แทงไปโดนจุดสำคัญและไม่ได้ฟันโดนที่แขน แต่กลับเป็นตำแหน่งเอวหรือตำแหน่งท่อนขาด้านบนแทน

        ชั่วขณะ การโจมตีที่มีต่อเหลิ่งเหยียนก็ได้หยุดลง

        ซูฉีฉีกวาดตาไปโดยรอบอย่างคร่าวๆ ม่อเวิ่นเฉินได้ฟันคนจนล้มลงถึงแปดคน

        รอจนกระทั่งคนทั้งแปดได้ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ค่ายกลที่แสนประหลาดก็พังทลายไปแล้ว

        จำเป็นต้องรวมกลุ่มตั้งค่ายกลใหม่

        และซูฉีฉีในตอนนี้ก็ได้สังเกตเห็นแล้วว่าคนเหล่านี้ไม่รู้จักวิธีการใช้ค่ายกล พวกเขาเพียงแค่ย่างก้าวกลับที่เดิมและใช้วิธีเดิมในการสร้างค่ายกล

        การที่คนทั้งแปดล้มลงนั้นทำให้พวกเขาไม่อาจตั้งค่ายกลได้ใหม่ในเวลาอันสั้น

        เหลิ่งเหยียนก็ได้ใช้โอกาสนี้หมายจะสังหารพวกเขาจนหมด

        เขาที่อยู่ด้านในผสานมือกับม่อเวิ่นเฉินที่อยู่ด้านนอก เพียงแค่ดาบสะบัดก็ก่อให้เกิดโลหิตไหลนองอยู่เต็มพื้น…

        ไม่ว่าจะมีคนบุกเข้ามาเท่าใด ม่อเวิ่นเฉินก็สังหารทิ้งโดยไม่แม้แต่จะกระพริบตาสักครั้งเดียว เขายืนอยู่ท่ามกลางทะเลโลหิตสีแดงสดนี้ยิ่งทำให้เขาดูเหมือนเทพมาจุติ เป็นเทพที่สุดแสนจะน่ากลัว

        ซูฉีฉีที่อยู่ในอ้อมกอดของเหลิ่งเหยียนก็มองเห็นนักฆ่าได้ล้มลงไปทีละคนๆ ในดวงตาของนางเห็นเพียงแค่สีแดงของโลหิต ทั่วทุกพื้นที่เต็มไปด้วยสีแดง…

        ซูฉีฉีลืมที่จะปิดตาลงเสียแล้ว ดูเหมือนว่านางจะสามารถยอมรับภาพตรงหน้าเช่นนี้ได้แล้ว

        มิได้มีความหวั่นกลัว มิได้มีความอดกลั้น มีเพียงความสงบนิ่งเท่านั้น

         จนกระทั่งคนสุดท้ายได้ล้มลง ม่อเวิ่นเฉินถึงจะเก็บดาบของตนเข้าฝักไป ทั่วทั้งร่างกายและใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเลือดสด เสมือนกับปีศาจที่น่ากลัวตนหนึ่ง ทว่าเขากลับมีดวงตาที่สะท้อนถึงความสูงส่งน่าเคารพยำเกรงของกษัตริย์

        เหลิ่งเหยียนปล่อยมือออกจากซูฉีฉี สีหน้าของเขายังคงเยือกเย็นเช่นเคย

        ไม่มีอารมณ์ใดๆ แสดงออกมาแม้แต่น้อย

        วินาทีที่เท้าเหยียบลงบนพื้นนั้น ซูฉีฉีรู้สึกว่าร่างกายยังคงอ่อนแออยู่บ้าง นางเอนตัวไปมาจนเกือบจะล้มลง เหลิ่งเหยียนเห็นดังนั้นก็รีบยื่นมือไปช่วยพยุงนางไว้

        ม่อเวิ่นเฉินก้าวไปด้านหน้าก้าวหนึ่งก่อนจะมองไปที่เลือดบนใบหน้าและคราบเลือดสีแดงสดบนเสื้อขาวของซูฉีฉี คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันแน่นก่อนจะยื่นมือไปช่วยพยุงนางพลางหันหน้าไปมองด้านในห้องพัก

        เหลิ่งเหยียนเดินไปด้านหน้าอย่างเข้าใจดี เขาตรวจสอบทั้งห้องโดยละเอียดรอบหนึ่ง ซ้ำยังปิดหน้าต่างให้เรียบร้อยแล้วจึงเดินออกมา “ทุกอย่างปกติ”

        ม่อเวิ่นเฉินพยักหน้าก่อนจะหันตัวไปด้านข้างแล้วอุ้มซูฉีฉีขึ้นโดยมิสนการขัดขืนของนาง จากนั้นเขาก็ค่อยๆ วางนางลงบนเตียงอย่างระมัดระวัง “อย่าขยับ ข้าจะจัดการแผลให้เอง”

        ไร้ซึ่งความลังเล

        แต่กลับเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าที่ไร้อารมณ์

        ใบหน้าเล็กๆ ของซูฉีฉีแดงลงไปจนถึงต้นคอ ครั้งนี้นางไม่ได้คำนึงถึงอะไรมาก รีบส่ายหน้าปฏิเสธอย่างแรง “ไม่ ม่อเวิ่นเฉิน ข้าทำเองดีกว่า”

        นางยังคงรับไม่ได้กับการใกล้ชิดเช่นนี้

        อีกอย่าง แผลของนางนั้นก็อยู่บริเวณหน้าอกด้วย

        “หุบปาก” ม่อเวิ่นเฉินมีสีหน้าเยือกเย็น เขาเอ่ยออกมาอย่างวางอำนาจพลางเอามือกดซูฉีฉีให้นอนลง

        เหลิ่งเหยียนที่เห็นภาพเบื้องหน้านั้นกลับปรากฏรอยยิ้มที่ยากจะพบเห็นขึ้น

        ตอนนี้ใบหน้าของม่อเวิ่นเฉินนั้นมิได้มีความเยือกเย็นออกมาอย่างน่ากลัว แต่กลับดูแข็งเกร็ง ดูนิ่งทื่อ และดูเก้อเขินอยู่บ้าง…

        กระทั่งเขายังรู้สึกว่าสมองไม่อาจสั่งการได้ชั่วขณะ เมื่อเห็นรอยแผลมีเลือดไหลซึมออกมาจากเสื้อขาวของซูฉีฉีมิหยุดนั้น เขาก็รู้สึกสงสารและปวดใจเป็นอย่างมาก เขาบอกตนเองแต่แรกแล้วว่าผู้หญิงคนนี้เป็นของเขา นอกจากเขาแล้ว ไม่ว่าผู้ใดก็ห้ามทำร้ายนาง

        กล้าทำร้ายผู้หญิงของเขา ผลลัพธ์มีเพียงคำเดียวนั่นก็คือ ตาย

        เหลิ่งเหยียนเองก็ได้ถอยออกไปแล้ว เขาเริ่มจัดการเก็บกวาดซากศพบนพื้นและสั่งให้คนตรวจสอบโดยละเอียดว่าใครเป็นคนสั่งนักฆ่ามาสังหารซูฉีฉีไม่หยุดหย่อน

        ถึงแม้ว่าจะมุ่งมาทางซูฉีฉี แต่ก็ได้ล่วงเกินม่อเวิ่นเฉินแล้วเช่นกัน

        เรื่องนี้ไม่อาจเพิกเฉยได้

        เมื่อมองไปทางม่อเวิ่นเฉิน ซูฉีฉีก็หุบปากลงสนิท นางได้แต่มองม่อเวิ่นเฉินอย่างไม่รู้จะทำเช่นไรดีพลางยกมือขึ้นกอดไหล่ของตนไว้ ในใจรู้สึกว้าวุ่นไม่น้อย

        เมื่อเห็นซูฉีฉีสงบลง ม่อเวิ่นเฉินก็ยื่นมือไปคลายเชือกที่มัดเอวของนางไว้อย่างงุ่มง่าม

        จากนั้นก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง เขาจึงลุกขึ้นหากล่องยาของซูฉีฉี

        เขาจึงเดินไปอีกฝั่งหนึ่งของโต๊ะที่มีกล่องยาตั้งอยู่

        เหลิ่งเหยียนที่กำลังจัดการเก็บกวาดซากศพอยู่นั้นมิได้สังเกตเห็นว่ามีคนผู้หนึ่งแค่เพียงแขนขาดเท่านั้น ตอนนี้เขากำลังแอบลักลอบเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในห้องของซูฉีฉี

        ม่อเวิ่นเฉินที่หยิบเอากล่องยามาแล้วนั้นก็หมุนตัวไปทางเตียงของซูฉีฉีอีกครั้ง

        ร่างของคนชุดดำคนหนึ่งได้ยืนอยู่ที่ขอบประตูแล้ว มืออีกข้างที่ไม่ได้ขาดออกไปของเขานั้นได้ปามีดบินออกมาจำนวนนับไม่ถ้วน ภายใต้แสงเทียนที่สะท้อนออกมานั้นทำให้เห็นว่าบนมีดบินนั้นมีสีเขียวเคลือบไว้อยู่ ทำให้คนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขนลุกด้วยความหวาดกลัว

        ซูฉีฉีเองก็ลืมตาขึ้นมาทันที แต่เมื่อเห็นมีดบินจำนวนมากที่กำลังพุ่งมานั้น นางก็ทำเพียงแค่หลับตาลงอีกครั้งอย่างยอมรับชะตากรรม นางไม่มีทางหลบพ้นอย่างแน่นอน…

        “รนหาที่ตาย” ม่อเวิ่นเฉินสะบัดกล่องยาในมือออกไปทำให้มีดบินสิบกว่าเล่มนั้นปักเข้าบนกล่องยาในทันที และอาศัยจังหวะนี้พุ่งไปที่ด้านหน้าของเตียง มือใหญ่ยกขึ้นก่อนจะคว้าเอาซูฉีฉีมาไว้ในอ้อมอก ใช้แผ่นหลังของตนรับมีดบินอาบยาพิษที่ปาออกมาไม่หยุดหย่อน…

        “อ๊า…” นักฆ่าที่ยืนอยู่ตรงขอบประตูร้องออกมาอย่างเจ็บปวด เขาได้สิ้นชีวิตลงด้วยดาบของเหลิ่งเหยียนแล้ว

        แต่ว่าตอนนี้แผ่นหลังของม่อเวิ่นเฉินเองก็เต็มไปด้วยมีดบินอาบพิษแล้วเช่นกัน!

        แสงเทียนสะท้อนพิษสีเขียวบนใบมีด

        “ท่านอ๋อง”

        “ม่อเวิ่นเฉิน”

        เหลิ่งเหยียนเหยียบผ่านซากศพก่อนจะตะโกนออกมาเสียงดัง

        ซูฉีฉีเองก็จับแขนของม่อเวิ่นเฉินอย่างสั่นๆ นางตะโกนออกมาเสียงดัง กระทั่งริมฝีปากของนางก็กำลังสั่นระริกเช่นกัน

        นางมิเคยคิดว่าวันหนึ่งม่อเวิ่นเฉินจะช่วยนางไว้โดยไม่สนใจชีวิตตัวเองแม้แต่น้อย

        มีดบินพวกนี้ล้วนอาบพิษร้ายเอาไว้ทั้งนั้น

        ม่อเวิ่นเฉินยิ้มออกมา ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวอยู่บ้างเสมือนว่าพิษบนมีดบินนั้นได้ออกฤทธิ์เสียแล้ว: “ไม่เป็นไร ไม่ตายหรอก เจ้าไม่ใช่…หมอเทวดาหรอกหรือ”

        ประโยคสุดท้ายกลับเอ่ยออกมาเหมือนกับว่ากำลังล้อเล่นอยู่อย่างนั้น

        เมื่อเอ่ยเสร็จ ร่างของเขาก็ล้มลงไปด้านหน้าทันที ก่อนจะล้มลงนั้นเขายังไม่ลืมที่จะใช้กำลังภายในเล็กน้อยในการส่งซูฉีฉีกลับขึ้นไปบนเตียง

        เมื่อซูฉีฉีสัมผัสโดนเตียงนั้น นางก็รีบผลิกตัวลงมาทันที นางมิสนว่าแผลตรงบริเวณหน้าอกที่ยังไม่ได้จัดการนั้นจะฉีกขาดเพิ่มอีก สีหน้าร้อนรนของซูฉีฉีนั้นขาวซีด นางในตอนนี้วิตกจนมิรู้จะทำเช่นไรดี “เหลิ่งเหยียน เร็ว…รีบวางตัวท่านอ๋องให้นอนดีๆ”

        ในวินาทีที่ม่อเวิ่นเฉินล้มลงไปนั้น เหลิ่งเหยียนเป็นคนไปรับร่างของเขาเอาไว้


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม