0 Views

        คนชุดดำตรวจสอบร่างกายตนเองดูรอบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าไม่มีอันใดปกติเขาก็ยกดาบฟันลงมาอีกครั้ง

        “นังผู้หญิงสมควรตาย” เขาตะโกนออกมาอย่างมีโทสะ ดวงตาที่เยือกเย็นเหมือนมีเพลิงไฟก่อตัวขึ้น “วันนี้ข้าจะต้องส่งเจ้าไปลงนรกให้ได้”

        การกระทำเมื่อครู่ทำให้เขารู้สึกขายหน้ายิ่ง

        ซูฉีฉีเอาตัวบังอยู่ด้านหน้าเตียงของเหลยอวี๊เฟิง แผลตรงบริเวณหน้าอกของนางมีเลือดไหลออกมาไม่หยุด เพราว่าความเจ็บปวดจากแผลทำให้คิ้วของนางขมวดเข้าหากันน้อยๆ แต่นางก็ยังคงไม่อยู่นิ่งไม่ขยับ “ทำไมเจ้าถึงต้องการจะฆ่าข้า?”

        นางเหมือนจะไม่เคยล่วงเกินผู้ใดมาก่อน

        นางมิได้ถามว่าผู้ใดจะฆ่านางแต่กลับถามว่าทำไม

        คำถามนี้ทำให้เหลยอวี๊เฟิงอดมิได้ที่จะนับถือนาง สตรีผู้นี้ไม่ธรรมดา ล่วงเกินไม่ได้จริงๆ

        ดาบที่กำลังฟันลงมานั้นก็หยุดลง คนชุดดำจ้องมองไปที่ใบหน้าอันสะอาดสะอ้านของซูฉีฉีและคิ้วงามที่กำลังขมวดเข้าหากัน ดูเหมือนว่าเขาจะรู้สึกพึงพอใจกับคำถามนางเป็นอย่างมาก

        เขาหัวเราะออกมา “รับเงินของคน ช่วยเขากำจัดภัย”

        ซูฉีฉีกระตุกยิ้มที่มุมปาก สีหน้าของนางเปลี่ยนไปเล็กน้อย คิดมิถึงจริงๆ ว่าจะมีคนจ้างนักฆ่ามาสังหารตน

        นางกำลังคิดว่าอาจจะเป็นม่อเวิ่นเสวียน หรือว่าบิดาของนาง เมื่อคิดมาถึงตรงนี้นางก็รีบตัดความคิดเหล่านั้นของตนทิ้ง นางรู้ว่าม่อเวิ่นเสวียนเกลียดแค้นนาง แต่คาดว่าคงไม่ส่งนักฆ่ามาสังหารตนเร็วถึงเพียงนี้

        เช่นนั้นคงเหลือเพียงคนเดียว

        ซูฉีฉีกลอกตารอบหนึ่งก่อนจะมองตรงไปที่คนชุดดำที่ยืนอยู่เบื้องหน้าตน ดูจากลักษณะแล้วน่าจะเป็นคนที่อวดดีและทะนงตนมากผู้หนึ่ง

        นางขยับตัวเล็กน้อยด้วยสีหน้าราบเรียบ “มิรู้ว่าชีวิตของข้ามีมูลค่าเท่าใดกัน”

        “สำหรับคู่ต่อสู้ที่ไม่เป็นวรยุทธ แค่ให้เงินก็ล้วนฆ่าทิ้งได้” คนชุดดำแสดงสีหน้าหนักใจ “แต่ว่า บุรุษด้านหลังของเจ้านั้นมีมูลค่ามากทีเดียว…”

        ดวงตาปรากฏแสงแห่งความโลภขึ้น

        ด้านนอกได้สังหารนักฆ่าคนหนึ่งแล้วทำให้ค่ายกลที่แสนประหลาดพังลง ม่อเวิ่นเฉินและเหลิ่งเหยียนสังหารคนที่เหลืออีกเก้าคนโดยไม่เปลืองแรงแม้แต่น้อย

        เพียงพริบตาเดียวพวกเขาก็ถือดาบที่กำลังมีโลหิตไหลย้อยขณะมองไปบริเวณรอบๆ

        แน่ใจแล้วว่าไม่มีนักฆ่าโผล่ออกมาอีก

        “สั่งคนให้จัดการทำความสะอาด” ม่อเวิ่นเฉินใช้แขนเสื้อเช็ดเลือดบนดาบของตนก่อนจะเอ่ยสั่งเสียงเย็น

        เสียงของเขาพึ่งเอ่ยจบ ภายในห้องก็มีเสียงของเก้าอี้ล้มลงบนพื้นดังออกมา

        ม่อเวิ่นเฉินขมวดคิ้วแน่น หมุนตัวกลับไปโดยไร้ซึ่งความลังเล จากนั้นก็ยกเท้าขึ้นถีบประตูของโรงเตี๊ยมและพุ่งตัวเข้าไป

        ม่อเวิ่นเฉินเข้ามาด้านในแล้วเขาก็มองเห็นสภาพภายในห้องอย่างชัดเจน

        มือทั้งสองของซูฉีฉียกขึ้นต้านดาบยาวของฝ่ายตรงข้าม ทั้งตัวของนางยืนขวางอยู่ด้านหน้าเตียงของเหลยอวี๊เฟิง และเหลยอวี๊เฟิงกำลังพยายามดันตัวเองขึ้นและโยนของบนเตียงเข้าใส่คนชุดดำ

        “นังผู้หญิงสมควรตาย กล้าปั่นหัวข้างั้นหรือ” ใบหน้าของคนชุดดำเป็นสีเขียวคล้ำ ดาบยาวนั้นได้ติดเข้าไปด้านในเก้าอี้แล้ว เขาพยายามใช้แรงดึงมันออกมาพลางจ้องไปที่ซูฉีฉีด้วยความแค้นเคือง

        แม้ว่าตอนนี้ซูฉีฉีจะกำลังวุ่นรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าแต่นางก็ยังคอยเงี่ยหูฟังสถานการณ์ด้านนอกอยู่ตลอดเวลา เมื่อนางได้ยินว่าด้านนอกนั้นเงียบสนิทไม่มีเสียงใดๆ นางก็รู้แล้วว่านักฆ่าด้านนอกได้ถูกจัดการไปจนหมดแล้ว

        นางถามเขาว่าตนนั้นมีมูลค่าเท่าใดพลางเอ่ยว่าจะจ่ายเพิ่มอีกสิบเท่าในการที่จะสั่งให้เขาไปฆ่าฝ่ายตรงข้าม

        คนชุดดำนั้นเป็นคนที่โลภมากเห็นแก่เงินทอง เขาคิดว่าฆ่าคนผู้นี้แล้วค่อยกลับไปฆ่าผู้ว่าจ้าง เช่นนี้ก็ถือว่าคุ้มแล้ว

        เป็นการรับเงินของคน ช่วยเขาขจัดภัยโดยแท้

        ล้วนคำนวณไว้อย่างดีแล้ว

        ซูฉีฉีแสดงออกถึงความโกรธเกลียดฝ่ายตรงข้ามพลางทำเป็นหันหน้าไปขอเงินจากเหลยอวี๊เฟิง

        ในขณะที่เหลยอวี๊เฟิงยื่นเงินออกมานั้น ซูฉีฉีก็ถือโอกาสที่คนชุดดำกำลังแสดงสีหน้าละโมบออกมานั้น ถีบเก้าอี้ข้างกายตนก่อนจะคว้าเอาเก้าอี้อีกตัวขึ้นมาถือไว้

        เมื่อเก้าอี้ตกลงบนพื้นนั้น คนชุดดำก็รู้ว่าตนได้ติดกับเข้าเสียแล้ว เขาจับดาบแน่นก่อนจะฟันลงไปอย่างแรง

        แต่กลับช้าไปก้าวหนึ่ง ดาบได้ฟันลงไปบนเก้าอี้ที่ซูฉีฉีได้ยกขึ้นมาแทน!

        ม่อเวิ่นเฉินสะบัดแขนเสื้อก่อนจะวาดดาบในมือเป็นวงกลมแล้วแล้วยกดาบขึ้นฟันลงไปที่ด้านหลังตำแหน่งหัวใจของคนชุดดำ เพียงดาบเดียวก็ได้ปลิดชีวิตของเขาลง

        โลหิตของเขาพุ่งกระจายเต็มพื้น

        คนชุดดำก็ล้มลงบนพื้นอย่างไม่ยินยอม

        ซูฉีฉีก็ปล่อยเก้าอี้ในมือของตนเช่นกัน เรี่ยวแรงในร่างกายถูกใช้ไปจนหมดสิ้น

        “ฉีฉี พวกเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” ดวงตาของม่อเวิ่นเฉินที่เย็นชาค่อยๆ อบอุ่นขึ้น เขาก้าวไปด้านหน้าก้าวหนึ่งก่อนจะมองสำรวจซูฉีฉีขึ้นๆ ลงๆ เมื่อเห็นแผลจากดาบที่บริเวณหน้าอกของนางนั้น คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันอย่างห้ามไม่อยู่

        มือที่กำดาบไว้ก็บีบแน่นขึ้น

        เหลยอวี๊เฟิงที่มีสภาพปางตายนั้นก็เหล่ตาไปมองม่อเวิ่นเฉิน “ทำไมเจ้าถึงไม่ถามบ้างว่าข้าเป็นอะไรหรือไม่…”

        เขาพูดพร้อมกับไอออกมา

        ซูฉีฉีเห็นสีหน้าเป็นกังวลของม่อเวิ่นเฉิน ความอบอุ่นก่อตัวขึ้นในหัวใจ แผลที่หน้าอกยังคงเจ็บอยู่แต่ตอนนี้เหมือนกับว่านางจะไม่รู้สึกถึงมันอีกแล้ว

        ม่อเวิ่นเฉินเสมองไปทางเหลยอวี๊เฟิง เห็นเขาไม่เป็นอะไรแล้วจึงส่ายศีรษะ “เจ้ามีชีวิตรอดก็พอแล้ว”

        ประโยคนี้ทำให้เหลยอวี๊เฟิงมีสีหน้าเจ็บปวด “ช่างเป็นคนที่เห็นผู้หญิงดีกว่าสหายจริงๆ”

        ยังมีกระจิตกระใจมาพูดจาหยอกล้อ เช่นนี้ซูฉีฉีก็วางใจแล้ว

        นางคิดได้ดังนั้นพลางยิ้มน้อยๆ “ม่อเวิ่นเฉิน ท่านดูแลเจ้าสำนักเหลยไปก่อน ข้าไปจัดการบาดแผลสักครู่”

        ซูฉีฉีมิใช่สตรีที่เบาะบางที่ต้องมีคนมาคอยดูแล เมื่อครู่นางมิต้องสิ้นชีวิตไปนั้น นางก็รู้สึกพึงพอใจยิ่งแล้ว และยิ่งได้รับความห่วงใยจากม่อเวิ่นเฉินก็ทำให้นางรู้สึกว่าการมาครั้งนี้คุ้มค่าแล้ว

        ในที่สุดนางก็เฝ้ารอจนถึงช่วงฟ้าหลังฝนแล้ว

        “ก็ได้” ม่อเวิ่นเฉินเดิมคิดอยากจะพูดอะไรออกมาแต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่เอ่ยออกมาก่อนจะพยักหน้าแรงๆ ขาที่เดิมคิดจะก้าวไปด้านหน้านั้นก็ได้หยุดลง

        เมื่อเงยหน้าขึ้นเห็นความหยอกล้อที่แฝงอยู่ในดวงตาของเหลยอวี๊เฟิง

        เขาก็มองกลับไปอย่างดุๆ

        ซูฉีฉีก็หมุนตัวออกไปพร้อมใบหน้าที่ขึ้นสีแดงระเรื่อ แผลตรงตำแหน่งหน้าอกของนางนั้นจะต้องจัดการด้วยตนเองเท่านั้น

        สีหน้าเป็นกังวลและความห่วงใยในดวงตาของม่อเวิ่นเฉินนั้น ซูฉีฉีมองเห็นอย่างชัดเจน

        นางในตอนนี้ไม่ใช่ตัวตนที่จะมีหรือไม่ก็ได้เฉกเช่นแต่ก่อนอีกแล้ว

        ซากศพภายนอกได้ถูกเก็บกวาดเรียบร้อยแล้ว เหลิ่งเหยียนยืนแน่นิ่งเสมือนขอนไม้อยู่หน้าประตู เมื่อเห็นซูฉีฉีออกมา เขาก็ขานเรียกนางว่าพระชายาแค่นั้น

        สำหรับเหลิ่งเหยียน ซูฉีฉีได้คุ้นชินกับท่าทีเย็นชาและแข็งทื่อของเขาเสียแล้ว

        แค่เพียงม่อเวิ่นเฉินยอมรับในตัวนางก็เพียงพอแล้ว ความคิดของผู้อื่นนางจะค่อยๆ เปลี่ยนมัน นางจะต้องทำให้ทุกคนรู้ว่านางจะไม่มีทางกลายเป็นภาระของม่อเวิ่นเฉินแต่จะกลายเป็นผู้ช่วยที่ดีที่สุดของเขา

        เมื่อเห็นรูปร่างที่เปราะบางแต่ยืนหยัดของซูฉีฉี ในที่สุดเหลิ่งเหยียนที่มีสีหน้าไร้อารมณ์ก็ขยับคิ้วของตนเล็กน้อย เขาเห็นรอยแถบแดงตรงบริเวณหน้าอกของซูฉีฉี ความจริงแล้วในใจลึกๆ ของเขาก็สงสารซูฉีฉีเช่นกัน

        ตั้งแต่วินาทีที่นางเลือกม่อเวิ่นเฉินนั้นก็กำหนดแล้วว่าชีวิตของนางจะไม่ราบเรียบและยิ่งไม่มีทางสงบสุข

        แม้ว่าสตรีผู้นี้จะเฉลียดฉลาดมีปัญญา เมื่อเผชิญปัญหาแล้วก็มักจะสงบนิ่งมีสติ แต่ว่านางยังคงขาดอยู่สิ่งหนึ่ง นางไม่เป็นวรยุทธ์

        เมื่อครู่ เป็นนางที่ทำให้ม่อเวิ่นเฉินเดือดร้อน

        ซูฉีฉีผลักประตูให้เปิดออก แต่นางกลับยังคงยืนนิ่งอยู่ที่ขอบประตู ไม่ขยับแม้แต่น้อย

        ประสาทสัมผัสที่หกของผู้หญิงบอกนางว่าภายในนี้มีอันตราย

        ในเวลาค่ำคืนเช่นนี้ แสงจันทร์มิได้สว่างมากนัก แสงเทียนเล็กดุจเมล็ดถั่ว แต่ว่าเหลิ่งเหยียนที่อยู่ทางนี้ก็ยังรู้สึกได้ถึงแสงเงินที่แวบผ่านหน้าของตน เดิมเขาสามารถทำเหมือนมองไม่เห็น แต่ว่าสัญชาติญาณทำให้เขาดีดตัวลอยขึ้นก่อนจะคว้าเอาซูฉีฉีที่ยืนอยู่ตรงขอบประตูอย่างไร้ทางถอยเข้ามาไว้ในอ้อมกอด เขาหมุนตัวกลางอากาศอยู่สามครั้งก่อนจะค่อยๆ ทิ้งตัวลงบนพื้นอีกครั้ง

        ในขณะที่เหลิ่งเหยียนโอบซูฉีฉีหมุนตัวกลางอากาศนั้น มีดบินจำนวนนับไม่ถ้วนก็พุ่งผ่านอากาศมาใส่พวกเขา

        เสียง “ติ๊งๆ ตั๊งๆ…” ดังอยู่ข้างหูไม่หยุด

        นักฆ่ายี่สิบกว่านายพุ่งตัวออกมาจากห้องพักพร้อมกัน ทุกคนล้วนถือดาบยาวไว้ในมือ ปลายเท้าก้าวขยับไปด้านหน้าอย่างเป็นระเบียบ

         เห็นได้ชัดว่า ยี่สิบกว่าคนนี้รับมือยากกว่าสิบคนเมื่อครู่ยิ่งนัก อีกทั้งค่ายกลยังแปลกกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว

        ม่อเวิ่นเฉินเองก็เหาะตัวลอยมาพร้อมดาบในมือ เมื่อเขามองเห็นเหลิ่งเหยียนที่มีสภาพสะบักสะบอมเล็กน้อยและซูฉีฉีอยู่ท่ามกลางผู้คนเหล่านั้น เสื้อคลุมตัวยาวสีดำที่เต็มไปด้วยคราบโลหิตก็ปลิวสะบัดขึ้นเอง ไอสังหารในดวงตาพุ่งทะยานขึ้นสูง!


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม