0 Views

        ซูฉีฉีเบิกตาขึ้นพลางยิ้มแล้วยื่นมือไปรับผ้าเช็ดหน้าของม่อเวิ่นเฉิน นางลงมือเช็ดเหงื่อบนใบหน้าด้วยตนเอง ต่อให้ลำบาก ต่อให้เหนื่อยล้า แต่นางก็ยังคงรู้สึกยินดี

        ความอบอุ่นบางๆ โอบล้อมหัวใจของนาง

        เพราะว่านางยุ่งกับการฝังเข็ม ทำให้เมื่อเช็ดเหงื่อเสร็จแล้วนางก็นำผ้าเช็ดหน้าที่ปักลายกล้วยไม้ดอกหนึ่งนั้นเก็บเข้าไปในแขนเสื้ออย่างไม่ใส่ใจนัก

        คิดว่าเมื่อซักเสร็จแล้วจะนำไปคืนให้กับม่อเวิ่นเฉินในภายหลัง

        นางอยากบอกมารดาของตนเหลือเกินว่าบุตรสาวได้หาความสุขของตนพบแล้ว

        ตอนนี้ในใจของนางมีความอบอุ่น ความสุขและความพึงพอใจอย่างที่หลายปีนี้มิเคยได้รู้สึกมาก่อน

        นางใช้เวลาถึงครึ่งชั่วยามเต็มในการที่จะขับพิษในร่างกายของเหลยอวี๊เฟิงให้ออกไปจนหมด ใบหน้าของซูฉีฉีเป็นสีขาวซีดจางๆ เหน็ดเหนื่อยไม่น้อย

        ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลงแล้ว นางและม่อเวิ่นเฉินล้วนอยู่เฝ้าข้างเตียงของเหลยอวี๊เฟิง คอยเฝ้าดูสีหน้าการเปลี่ยนแปลงของเขา

        แม้ว่าพิษจะได้รับการขับออกไปแล้ว แต่ว่าอวัยวะภายในของเขาก็ได้รับความเสียหายไปแล้วเช่นกัน ด้วยเหตุนั้นจึงจำเป็นต้องคอยเฝ้าดูสีหน้าของเขา ไม่อาจเพิกเฉยหรือวางใจได้เป็นอันขาด

        เหลิ่งเหยียนได้สั่งให้คนเตรียมอาหารมาให้พวกเขาแล้ว อีกทั้งเขายังเฝ้าอยู่นอกประตูด้วยตนเอง ต่อให้ตอนนี้ลูกน้องของม่อเวิ่นเสวียนได้ถอยกลับไปหมด ไม่มีนักฆ่าแล้ว แต่พวกเขาก็ยังไม่กล้าวางใจ

        ยังไงเสียการสู้รบในครั้งนี้ คนในยุทธภพก็บาดเจ็บล้มตายไปไม่น้อย อาจมีคนของพรรคใดเดินทางมาแก้แค้นได้

        เพราะฉะนั้นพวกเขาจำเป็นต้องระวังให้มาก

        ม่อเวิ่นเฉินนั้นไม่ใช่คนที่เหิมเกริมและหยิ่งทะนง เขามักรู้เสมอว่าการระวังตัวอย่างรอบคอบเท่านั้นที่จะทำให้อยู่รอดปลอดภัย และเพราะว่าเขาเป็นเช่นนี้ ทำให้ไม่เคยพ่ายแพ้ผู้ใด

        จนกลายเป็นที่เลื่องลือว่าเขาเป็นผู้ที่มิเคยพ่าย กลายเป็นตำนานและกลายเป็นเทพแห่งสงครามในหัวใจของประชาชน

        “ฉีฉี เจ้าไปพักก่อนเถิด” เมื่อท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว ม่อเวิ่นเฉินก็มองไปที่ซูฉีฉีอย่างสงสารพลางเอ่ยออกมาเสียงเบา

        นิ้วมือเรียวยาวลากผ่านเส้นผมของนาง

        ซูฉีฉีที่กำลังง่วงงุนอยู่นั้นก็มีสติขึ้นมาทันที นางส่ายศีรษะ “ข้าจะอยู่ด้วยกันกับท่าน”

        สีหน้าของนางมุ่งมั่น

        ม่อเวิ่นเฉินเองก็รู้ว่าเรื่องที่สตรีผู้นี้ตัดสินใจแล้วยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้

        เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่ได้พูดอันใดต่อ ทำเพียงแค่พยักหน้าเบาๆ และนั่งอยู่ที่เก้าอี้ด้านหลังของนางเงียบๆ

        สีหน้าของเหลยอวี๊เฟิงที่นอนอยู่บนเตียงนั้นกลับมาเป็นปกติแล้ว คงเหลือไว้แค่ความขาวซีดเล็กน้อย รอยแผลจากแส้บนใบหน้าถูกทำความสะอาดและทายาเรียบร้อยแล้ว เชื่อว่าคงไม่ทำให้ใบหน้าอันหล่อเหลาของเขาต้องเสียหายอย่างแน่นอน

        แผลบนร่างกายของเขาล้วนมีม่อเวิ่นเฉินเป็นคนลงมือทายาด้วยตนเอง ซูฉีฉีนั้นได้ปรุงยาตามสภาพของพิษในร่างกายของเขาทำให้ผลลัพธ์ออกมาดีเกินคาด

        “เจ้าเรียนวิชาแพทย์ด้วยตนเอง?” เพื่อที่จะครองสติไว้ไม่ให้หลับ ม่อเวิ่นเฉินก็ตัดสินใจที่จะหาเรื่องพูดคุยกับนาง

        เขาเองก็ไม่เข้าใจซูฉีฉีนัก นางเป็นเสมือนปริศนา แต่มักจะนำความแปลกใจมาให้เขาอยู่เสมอ

        “ใช่แล้ว ตอนเด็กขณะที่ข้าพักอาศัยอยู่ในจวน ท่าน…แม่ของข้าไม่ได้เป็นที่โปรดปราน เพราะฉะนั้นจึงต้องอยู่อาศัยที่เรือนเล็กด้านหลังเท่านั้น ไม่มีอาจารย์มาสอนข้าอ่านหนังสือ พิณ หมาก กาพย์กลอนยิ่งมิต้องพูดถึง เพราะฉะนั้นมีเพียงมารดาที่สอนให้ข้ารู้หนังสือ นางเองก็เป็นคุณหนูจากตระกูลผู้ดี

        ตอนนั้นข้าไม่มีอันใดให้ทำเลยมุ่งมั่นอยู่กับการเรียนหนังสือ ในจวนก็ไม่มีหนังสือตำราให้ข้าอ่าน หาพบเพียงตำราแพทย์บางส่วน เพื่อที่จะรู้จักตัวหนังสือเพิ่มขึ้น ทุกวันข้าก็จะอุ้มตำราแพทย์วิ่งไปมา ผ่านไปนานเข้า ข้าก็ชื่นชอบในวิชาแพทย์ สิบกว่าปีมานี้ก็ทำให้ข้าสะสมความรู้วิชาแพทย์มาได้จำนวนมาก”

        บนใบหน้าของซูฉีฉีประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ นางพูดพลางย้อนนึกถึงอดีต

        นางคิดถึงเมื่อตอนที่ตนเองยังเด็กและใช้ชีวิตเคียงคู่กับมารดาของตน คิดถึงฝีมือพิณที่ไร้ผู้เทียมทานของนาง ฝีมือการวาด…

        ทุกอย่างของนางล้วนมีเซี่ยเสี่ยวเตี๋ยเป็นผู้มอบให้ แม้ว่าใบหน้าของนางจะธรรมดาทั่วไป หาได้มีรูปโฉมงามล้มแผ่นดินไม่ อีกทั้งยังไม่มีท่วงท่าที่มีเสน่ห์ดึงดูดผู้คน แต่นางก็มิได้สนใจ

        แน่นอนว่าม่อเวิ่นเฉินเองก็มิได้สนใจ

        “แค่กๆ…”

        ขณะที่คนทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น เหลยอวี๊เฟิงที่นอนอยู่บนเตียงก็เริ่มไอออกมา ทำลายบรรยากาศที่อบอุ่นเบื้องหน้า

        ซูฉีฉีรีบยกมือขึ้นกดทาบชีพจรของเหลยอวี๊เฟิงโดยทันทีก่อนที่นางจะขมวดคิ้วเบาๆ “พวกเราต้องรีบกลับเมืองอ้าวโดยเร็ว ยาที่ข้าพกมานั้นยื้อไว้ได้ไม่นานนัก ร่างกายของเขาอ่อนแอมาก อย่างน้อยต้องทำการรักษาเป็นเวลาหนึ่งเดือน”

        ม่อเวิ่นเฉินพยักหน้าก่อนจะเริ่มครุ่นคิด เขาหันไปมองแสงจันทร์ยามค่ำคืนด้านนอก ดวงจันทร์ในฤดูหนาวเช่นนี้ช่างดูเปล่าเปลี่ยวยิ่งนัก “เอาอย่างนี้ พวกเราอ้อมไปทางสำนักเหลยเถิด เช่นนั้นสามารถประหยัดเวลาได้มาก”

        “ก็ดีเหมือนกัน” ซูฉีฉีไม่มีความคิดเห็นใดอื่น สำหรับนางแล้วไปที่ไหนก็ล้วนไม่สำคัญ ที่สำคัญคือการที่ในใจของม่อเวิ่นเฉินตอนนี้มีนางอยู่ แค่นั้นก็พอแล้ว

        เมื่อพวกเขาเอ่ยเสร็จ ด้านนอกก็มีเสียงกระทบกันของอาวุธดังขึ้น

        ม่อเวิ่นเฉินที่มีสีหน้าอ่อนลงในตอนแรกได้ปรากฏความเยือกเย็นบนดวงตาขึ้นทันที เขารีบลุกขึ้น คว้าดาบไว้ในมือและผลักประตูออกไป

        เหลิ่งเหยียนกำลังประมือกับคนชุดดำกลุ่มหนึ่ง นักฆ่ารอบนี้รับมือยากกว่าครั้งก่อนๆ กระทั่งเหลิ่งเหยียนยังรู้สึกเปลืองแรงไม่น้อย

        จำนวนคนไม่มากนัก ม่อเวิ่นเฉินกวาดสายตาเย็นๆ ดูรอบหนึ่ง มีเพียงสิบคนเท่านั้น

        ในมือของทุกคนถือดาบยาวเล่มหนึ่งเอาไว้ ดาบเหล่านั้นสะท้อนความหนาวเย็นออกมาผ่านแสงจันทร์ยามค่ำคืน

        สิบคนนั้นเรียงตัวกันเหมือนกำลังตั้งค่ายกลและกักขังเหลิ่งเหยียนเอาไว้ด้านใด

        พลังของสิบคนนั้นทับซ้อนกันขณะพุ่งโจมตีเหลิ่งเหยียน ทำให้ในเวลานี้เขาทำได้เพียงแค่ป้องกัน ไม่อาจโจมตีกลับได้

        สถานการณ์ดูอันตรายมาก

        ม่อเวิ่นเฉินมิได้ลังเลแม้แต่น้อย เขาชักดาบออกมาและพุ่งตัวเข้าไปในสมรภูมิด้านหน้าทันที

        แม้ว่าม่อเวิ่นเฉินจะไม่รู้ว่านี่เป็นค่ายกลอะไร แต่ว่าด้วยความสามารถในการสังเกตและวิเคราะห์ของเขาแล้ว ผ่านไปไม่กี่ครั้งเขาก็สามารถหาทางทำลายค่ายกลนี้ลงได้ ดาบยาวแทงทะลุออกไปในภาพมายาที่เหมือนจริงตรงหน้า ทำให้หนึ่งในคนเหล่านั้นลอยกระเด็นตกลงไปบนพื้น!

        ดาบยาวได้แทงทะลุท้องของคนชุดดำนั้นทันที…

        เมื่อคนสิบคนขาดไปหนึ่งแล้ว ตรงมุมของค่ายกลก็เริ่มปั่นป่วน

        เหลิ่งเหยียนและม่อเวิ่นเฉินเองก็เริ่มลงมือสังหารแล้วเช่นกัน

        ซูฉีฉีที่อยู่ในห้องนั้นมิได้ขยับแต่กลับยังคงนั่งเฝ้าอยู่ด้านข้างเหลยอวี๊เฟิงนิ่งๆ นางฝังเข็มให้เขาเพื่อลดคลายความเจ็บปวดพลางลอบฟังเสียงความเคลื่อนไหวด้านนอกประตู

        เพียงแต่ว่าแสงเงินแวบผ่านหน้าของนาง ยังมิทันที่นางจะได้เงยหน้าขึ้น ร่างของคนผู้หนึ่งก็ได้กระโดดผ่านหน้าต่างเข้ามาแล้ว ดาบในมือของเขาสะท้อนแสงเงินอันหนาวเย็นขึ้นก่อนจะพุ่งแทงมาทางตำแหน่งหัวใจของนาง

        นางเข้าใจขึ้นมาโดยทันทีว่าเป้าหมายของนักฆ่าครั้งนี้ก็คือนาง ซูฉีฉี

        นางมิได้ร้องตะโกนและมิได้ตื่นตกใจ ทำเพียงแค่รีบปลีกตัวหลบดาบที่แทงเข้ามาหมายปลิดชีวิตของตน แต่ว่าท่วงท่าของนางก็ยังคงช้าไปเล็กน้อย รอยเลือดได้ทิ้งไว้บนเสื้อของนางเสียแล้ว

        ดาบยาวได้ลากผ่านตรงตำแหน่งหัวใจของนางเป็นรอยเลือดยาวๆ เส้นหนึ่ง

        เข็มทองที่อยู่ในมือของนางลอยออกไปอย่างรวดเร็ว นางเพียงหวังว่านี่จะเป็นการถ่วงเวลาในการลงมือของศัตรูได้

        รอจนม่อเวิ่นเฉินจัดการภายนอกจนเรียบร้อยแล้ว เขาก็จะกลับมาเอง

        เหลยอวี๊เฟิงที่แต่เดิมกำลังนอนหลับอยู่นั้นก็ลืมตาขึ้นมา เข็มทองที่ปักอยู่ในร่างของเขายังมิได้เอาออก เขาพลิกตัวนั่งก่อนจะหยิบเอาดาบยาวข้างหัวเตียงของตน ออกแรงแทงไปที่ชายชุดดำที่บุกเข้ามา ดาบเคลื่อนไหวดุจอสรพิษพุ่งเข้าโจมตีชายชุดดำในทันที

        คนชุดดำกำลังไล่ตามซูฉีฉีแต่กลับคิดไม่ถึงว่าด้านหลังจะมีการลอบทำร้ายเกิดขึ้น เขารีบดึงดาบกลับมาเพื่อยกขึ้นต้านดาบยาวของเหลยอวี๊เฟิง

        ดาบทั้งสองปะทะกัน ส่งเสียง “แกร๊ง” ออกมาดังสนั่น

        จากนั้นดาบในมือของเหลยอวี๊เฟิงก็ร่วงหล่นไปบนพื้น ดวงตาของคนชุดดำฉายแววเยือกเย็นก่อนจะพุ่งโจมตีเหลยอวี๊เฟิงที่ใช้เรี่ยวแรงเมื่อครู่ไปจนหมดแล้ว

        “รับกระบวนท่า…” ซูฉีฉีคิดไม่ถึงว่าเหลยอวี๊เฟิงจะตื่นมาในเวลานี้ และยิ่งคิดไม่ถึงว่าเขาจะลงมือซ้ำคนชุดดำยังเปลี่ยนเป้าหมายจากนางเป็นเหลยอวี๊เฟิงแทน

        ในสถานการณ์ที่ร้อนรนเช่นนี้ ซูฉีฉีก็ตะโกนออกมาก่อนที่เข็มทองกว่าสิบเล่มในมือจะถูกปาออกไป

        ร่างของคนชุดดำนิ่งค้างไป มีเข็มทองบางเล่มแทงทะลุเข้าไปในร่างกายของเขา แต่เป็นเพราะว่ามีระยะห่างอยู่บ้างทำให้ซูฉีฉีมิอาจคาดเดาจุดในร่างกายเขาได้แม่นยำนัก ทำได้เพียงแค่ซัดออกไปมั่วๆ

        เพราะว่าถูกโจมตีด้วยเข็มทองทำให้คนชุดดำหยุดการกระทำของตนไปชั่วขณะ เขาก็ได้ยินถึงข่าวลือเกี่ยวกับสงครามอันหนักหน่วงเมื่อยามกลางวัน และยังได้ยินว่าซูฉีฉีใช้เพียงเข็มเล่มเดียวก็ปลิดชีวิตของยอดฝีมือในยุทธภพไปได้คนหนึ่ง

        ตอนนี้เขากลัวว่าตนจะถูกพิษจนถึงแก่ชีวิตทำให้เร่งรีบถอยกลับไป

        เมื่อเห็นว่ามีช่องว่างของจังหวะแล้ว ซูฉีฉีก็รีบพุ่งตัวไปที่ด้านหน้าเตียงของเหลยอวี๊เฟิง ใช้ร่างกายของตนคุ้มกันเขาเอาไว้เพื่อป้องกันมิให้ถูกการโจมตีของคนชุดดำ

        ทำให้เหลยอวี๊เฟิงที่กำลังหรี่ตาอยู่นั้นตัวเกร็งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขานอนนิ่งค้างอยู่ตรงนั้น เขาคาดคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าซูฉีฉีจะยอมใช้ชีวิตของตนมาช่วยเขา

        เมื่อครู่ช่างอันตรายยิ่งนัก

        ถ้าหากมิใช่เพราะชื่อเสียงของนางที่ทำให้คนชุดดำผู้นี้กลัวว่านางจะใช้พิษแล้ว การตอบโต้เมื่อครู่ของคนชุดดำต้องพรากเอาชีวิตของซูฉีฉีไปแน่

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม