0 Views

        “เวิ่นเฉิน…” เหลยอวี๊เฟิงมองไปที่ม่อเวิ่นเฉินอย่างคาดไม่ถึงอีกครั้ง

        ม่อเวิ่นเฉินโบกมือขึ้นเบาๆ สีหน้ายังคงไม่เปลี่ยนแปลง ดวงตาของเขาสงบนิ่ง เรื่องที่เขาได้ตัดสินใจแล้วไม่ว่าใครก็ไม่สามารถเปลี่ยนได้

        แผ่นดินนี้ เขาไม่เคยสนใจอยู่แล้ว

        ถ้าหากมีจริง คนที่นั่งอยู่ในตำแหน่งฮ่องเต้ในตอนนี้ก็คงเป็นเขาม่อเวิ่นเฉินแล้ว

        และเพราะประโยคนี้ของซูฉีฉีก็ทำให้ม่อเวิ่นเสวียนรู้เช่นกันว่า ม่อเวิ่นเฉินนั้นคิดที่จะไว้ชีวิตเขา

        ในใจของเขาสับสนเป็นอย่างมาก เขาหมุนทิศทางของม้าท่ามกลางการคุ้มครองขององครักษ์ฝ่ายใน ก่อนที่จะหันหน้ากลับไปมองทางซูฉีฉีและม่อเวิ่นเฉินอีกครั้งอย่างลึกซึ้งเพียงแวบหนึ่ง แล้วจึงออกแรงเฆี่ยนม้าให้มันวิ่งพุ่งไปด้านหน้าจนตัวเขาหายวับไปในพริบตา

        ทำให้เศษฝุ่นดินทรายจากพื้นลอยตลบอบอวลไปหมด

        ยอดฝีมือหลายร้อยคนของยุทธภพก็จากไปเช่นกัน ทำให้พื้นที่บริเวณนี้กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง

        เหลือไว้เพียงแต่เสียงของลม

        ซูชือฉางที่ได้ยินประโยคเมื่อครู่ของซูฉีฉีก็ยืดหลังตรงขึ้นเช่นกัน จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นยืน “ขอบคุณมาก”

        บุตรสาวที่เขาไม่เคยเข้าใจผู้นี้ได้ตัดความสัมพันธ์กับเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เขาก็ไม่มีหน้าไปพบใครเช่นกัน แต่เขาก็ไม่สามารถทิ้งชีวิตตนเองเพียงเพื่อเรื่องแค่นี้ได้

        เมื่อเห็นแผ่นหลังที่ดูอ้างว้างอยู่บ้างของซูชือฉาง ซูฉีฉีที่ยังคงสีหน้าขาวซีดอยู่เล็กน้อยก็ก้มหน้าลง “ท่าน…เป็นบิดาของข้าจริงๆ ใช่หรือไม่?”

        ทว่าเสียงที่กล่าวออกมานั้นกลับเหมือนนางกำลังพูดคุยกับตนเอง น้ำเสียงของนางเบามาก มีเพียงม่อเวิ่นเฉินที่กำลังโอบกอดนางอยู่เท่านั้นที่จะได้ยิน

        อ้อมกอดของเขาโอบรัดแน่นขึ้น หัวใจที่เต้นอย่างแข็งแรงและสม่ำเสมอของม่อเวิ่นเฉินนั้นก็หยุดลงชั่วขณะ จากนั้นเขาก็ก้มตัวลงน้อยๆ แนบตัวอยู่ข้างๆ หูของซูฉีฉี “เจ้ายังมีข้า”

        เขาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง ไร้ซึ่งความลังเล

        ซูฉีฉีมิได้หันไปมองเขา และก็มิได้ขยับตัวออกจากอ้อมแขนของเขา นางอยู่เฉยๆ ปล่อยให้เขาโอบมือรอบเอวนางและควบม้าไปเบื้องหน้า

        มิอาจปฏิเสธได้ว่าต่อให้นางจะสิ้นหวังต่อม่อเวิ่นเฉินสักเพียงใด แต่ประโยคเมื่อครู่ของเขายังคงทำให้ในใจของนางว้าวุ่นอยู่ดี

        นางรู้ว่าตนได้จมลึกเข้าไปจนถอดตัวไม่ขึ้นเสียแล้ว

        หวั่นไหวกับบุรุษเช่นนี้ก็เหมือนกับการโดดลงเหวลึกที่มองไม่เห็นด้านล่าง ไม่มีทางให้ถอย ไม่มีทางกลับตัว ต่อให้คนผู้นั้นจะเป็นคนที่ฉลาดหลักแหลมเยี่ยงซูฉีฉีก็ตาม

        ใบหน้าของเหลยอวี๊เฟิงและเหลิ่งเหยียนก็ไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาเช่นกัน สำหรับผลลัพธ์เช่นนี้พวกเขาไม่พอใจยิ่งนัก เมื่อครู่กองทหารโลหิตก็บาดเจ็บล้มตายกันไปจำนวนมาก

        การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการช่วยชีวิตเหลยอวี๊เฟิงกลับมา

        และแน่นอนว่าสามารถโจมตีม่อเวิ่นเสวียนกลับได้อีกด้วย

        ทำให้อีกหน่อยเวลาเขาจะกระทำการใด ก็ต้องคิดพิจารณาให้ดีถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา

        แต่เดิมเหลิ่งเหยียนและเหลยอวี๊เฟิงยังมีความเห็นใจต่อซูฉีฉีอยู่บ้าง แต่ว่าครั้งนี้พวกเขากลับไม่พอใจนางเป็นอย่างมาก ถ้าหากมิใช่เพราะนาง ครั้งนี้พวกเขาจะต้องจับตัวม่อเวิ่นเสวียนมาได้อย่างแน่นอน

        และซูฉีฉีเองก็รู้ว่าครั้งนี้นางเปรียบเสมือนคนบาปในใจของกองทหารโลหิตทุกคน

        สุดท้ายแล้ว ม่อเวิ่นเฉินก็ยังคงช่วยชีวิตของนางเอาไว้

        เจ้ายังมีข้า…

        คำสี่คำนี้วนเวียนอยู่ในหัวของซูฉีฉีไม่รู้จบ ในใจของนางก็เอนอ่อนลงไปไม่น้อย

        ผ่านการสู้รบอย่างหนักหน่วงไปแล้ว ตลอดทางที่เหลือก็เงียบสงบมาก ไม่มีนักฆ่าสักคนหนึ่งโผล่มาให้เห็นอีก นอกจากอากาศที่หนาวเย็นและลมที่พัดแรงอยู่บ้าง นอกนั้นถือว่านิ่งสงบเป็นอย่างมาก

        ซูฉีฉีและม่อเวิ่นเฉินกลับเข้าไปในรถม้าอีกครั้ง ทั้งสองคนล้วนไม่พูดไม่จากัน

        บรรยากาศในรถม้าออกจะประหลาดๆ อยู่บ้าง

        แม้ว่าม่อเวิ่นเฉินจะชื่นชมในตัวซูฉีฉี อีกทั้งเมื่อครู่ยังถือได้ว่าพยายามเอาชีวิตของตนเข้าช่วยนาง แต่ว่าตอนนี้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับซูฉีฉีสองต่อสอง เขาเองก็ไม่รู้ว่าควรพูดเช่นไรดี

        เจ้ายังมีข้า คำสี่คำนั้นสำหรับเขาแล้วถือว่าเป็นคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับซูฉีฉี

        เป็นคำมั่นสัญญาตลอดชีวิต

        และซูฉีฉีเองก็เป็นคนที่เยือกเย็นไม่ชอบสุงสิงกับผู้ใด ยิ่งไม่ใช่คนที่จะเอ่ยพูดคุยกับผู้ใดก่อน แค่ว่านางเผลอใจไปให้กับเขานั้นก็ทำให้นางรู้สึกเสียใจมากเกินพอแล้ว

        “บาดเจ็บหรือไม่?”

        ในโรงเตี๊ยม ม่อเวิ่นเฉินเอ่ยถามซูฉีฉีออกมาเบาๆ ประโยคหนึ่ง

        ซูฉีฉีส่ายศีรษะพลางส่งยิ้มบางๆ กลับไป “ไม่”

        ยังคงไว้ซึ่งความห่างเหินอยู่บ้าง

        คอเสื้อที่ตั้งขึ้นได้ปิดบังรอยแผลบนลำคอของตน นั่นเป็นแผลที่เกิดจากดาบของนักพรตชุดสีไพลินผู้นั้น

        นางได้ทำการจัดการบาดแผลเรียบร้อย มิได้เป็นอะไรมากแล้ว

        แต่เดิมม่อเวิ่นเฉินยืนอยู่ด้านข้างของนาง แต่ในตอนนี้เขาได้ก้าวเท้ายาวมาหยุดอยู่ด้านหน้าของนาง จากนั้นเขาก็ยกมือขึ้นแหวกคอเสื้อของนางออก ท่าทางของเขานั้นออกจะหยาบคายอยู่บ้าง แต่ก็ยังคงความอ่อนโยนเอาไว้อยู่

        “ท่านจะทำอะไร?” ซูฉีฉีตกใจจนหน้าเปลี่ยนสี นางรีบยกมือขึ้นดึงนิ้วมือของม่อเวิ่นเฉินออก

        แต่ม่อเวิ่นเฉินทำเพียงแค่แหวกคอเสื้อของนางและมองไปที่รอยแผลบนลำคอนางเท่านั้น ในดวงตาของเขาแฝงด้วยความอ่อนโยนจางๆ ซ้ำยังมีความเจ็บปวดและสงสารเผยออกมาด้วย

        ความสงสารและปวดใจนี้ทำให้ซูฉีฉีรู้สึกนิ่งอึ้งอยู่กับที่ หัวใจของนางเสมือนหยุดเต้นขึ้นมากะทันหัน

         เมื่อเห็นว่ารอยแผลนั้นบางมากอีกทั้งยังใส่ยาแล้ว ม่อเวิ่นเฉินถึงยอมปล่อยมือของตน อีกทั้งยังทำการจัดคอเสื้อให้นางอีกด้วย สีหน้าที่แต่เดิมไร้อารมณ์นั้นกลับแฝงไปด้วยการหยอกล้อเบาๆ “เจ้าเป็นถึงพระชายาที่ถูกต้องตามธรรมเนียมของข้า”

        จากนั้นก็หัวเราะพร้อมก้าวเดินออกไป

        การกระทำของเขาทำให้สีหน้าของซูฉีฉีเขียวคล้ำขึ้นและตามมาด้วยสีแดงจางๆ

        อยู่ๆ ม่อเวิ่นเฉินที่เดินไปถึงหน้าประตูก็หยุดลงอีกครั้ง “เหลยอวี๊เฟิงบาดเจ็บไม่น้อย เจ้ามียาที่พกติดตัวมาด้วยหรือเปล่า?”

        เหมือนว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองเพียงพริบตาเดียวก็ผ่อนคลายขึ้นมาก ไม่มีความอึดอัดอีก

        และยิ่งไม่มีความห่างเหิน

        ซูฉีฉีจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นปกติ “มี เขาบาดเจ็บเพราะว่าคุ้มครองมารดาของข้า ข้าจะต้องช่วยเขาแน่”

        ในสนามรบนั้นเหลยอวี๊เฟิงแค่พยายามใช้แรงพยุงตัวเองเอาไว้ ตอนนี้เมื่อถึงโรงเตี๊ยมแล้วเขาก็ล้มตัวลงไปทันที หลายวันมานี้ม่อเวิ่นเสวียนไม่ได้ให้เขาอยู่อย่างสบายเลย ม่อเวิ่นเสวียนสั่งให้ราชครูลองยาพิษกว่าร้อยอย่างลงบนตัวของเขา อีกทั้งยังได้ใช้การลงทัณฑ์บีบให้เขายอมร่วมมือกับแผนการของพวกเขาอีกด้วย

        ซ้ำเมื่อครู่ยังได้ฟาดแส้ลงบนใบหน้าเขาอีกครั้งหนึ่ง

        ตอนนี้ร่างกายของเขาได้ไปถึงขีดสุดของมันแล้ว เขาไม่มีเรี่ยวแรงเหลืออยู่แม้แต่นิดเดียว

        “อวี๊เฟิง เปิดประตู” ม่อเวิ่นเฉินและซูฉีฉีก้าวออกจากห้องไปตามๆ กันก่อนจะมุ่งหน้าไปที่ห้องของเหลยอวี๊เฟิง

        เมื่อเคาะประตูถึงสี่ครั้งแล้วยังไม่มีผู้ใดตอบรับกลับมา

        ทั้งสองคนก็หันมาสบตากัน แววตามีความกังวลปรากฏขึ้น

        เมื่อออกแรงผลักประตูเข้าไปก็เห็นเหลยอวี๊เฟิงที่นอนอยู่บนเตียงมีสีหน้าเขียวเข้ม ริมฝีปากม่วงคล้ำ ดวงตาทั้งสองปิดสนิท ลมหายใจหอบถี่เล็กน้อย รอยแส้บนใบหน้าชวนให้น่าตกใจ แขนที่โผล่พ้นออกมาจากชายเสื้อนั้นเต็มไปด้วยบาดแผล

        ม่อเวิ่นเฉินกำมือทั้งสองแน่น สีหน้าของเขาในตอนนี้คล้ำเข้ม ไอสังหารกระจายไปทั่วพื้นที่ เขาคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าม่อเวิ่นเสวียนจะเลวทรามได้ถึงขั้นที่ทำให้เหลยอวี๊เฟิงบาดเจ็บได้หนักถึงเพียงนี้

        “เขาถูกพิษแล้ว” ซูฉีฉีมีท่าทีร้อนรนก่อนจะรีบยกมือขึ้นตรวจดวงตาทั้งสองของเหลยอวี๊เฟิงแล้วจึงค่อยตรวจจับชีพจรของเขา “ต้องรีบถอนพิษให้เร็วที่สุด”

        ม่อเวิ่นเฉินพยักหน้าอย่างแรงก่อนจะก้าวถอยไปก้าวหนึ่ง “ต้องใช้อะไรเจ้าก็บอกมาได้เลย จะต้อง…ช่วยเขาให้รอด”

        น้ำเสียงกลับติดขัดอยู่บ้าง

        เหลยอวี๊เฟิงเป็นสหายคนสนิทของเขา อีกทั้งยังเป็นสหายที่ร่วมเป็นร่วมตายมาด้วยกันหลายปี ครั้งนี้เหลยอวี๊เฟิงต้องมีสภาพย่ำแย่เช่นนี้ก็เป็นเพราะเขา

        ถ้าหากตอนนั้นไม่มีทางเลือกอื่น ต่อให้เขาต้องใช้ชีวิตของตนมาแลกเหลยอวี๊เฟิง เขาก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย

        ซูฉีฉีพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง “วางใจเถิด ข้าจะต้องรักษาเขาได้แน่”

         นางพูดพลางหยิบเอากล่องยาและเข็มทองออกมา ก่อนจะตั้งอกตั้งใจถอนพิษในร่างกายของเหลยอวี๊เฟิง ยังดีที่ร่างกายของเหลยอวี๊เฟิงแต่เดิมนั้นแข็งแรงดี อีกทั้งยังฝึกฝนวรยุทธ์มาตั้งแต่เล็ก พิษในร่างกายของเขามีเป็นร้อยชนิด บ้างก็ต้านทานกัน บ้างก็หลอมรวมเข้าด้วยกัน ถ้าหากคนธรรมดาโดนเข้าไปแล้ว เกรงว่าลำไส้คงได้เน่าเฟะจนตายไปเสียแล้ว

        แต่ดูจากชีพจรแล้ว เหลยอวี๊เฟิงได้ใช้สมาธิอย่างสูงในการสกัดชีพจรของตนเองเอาไว้ ทำให้พิษไม่ได้เข้าไปถึงปอดและหัวใจ

        แต่ต่อให้เป็นเช่นนี้ เขาก็แทบจะไม่มีชีวิตรอดเต็มทีแล้ว

        ถ้าหากไม่ได้รับการถอนพิษได้ทันแล้ว เกรงว่าต่อให้มีชีวิตรอดก็คงจะกลายเป็นแค่คนพิการแล้ว

        เมื่อเห็นท่าทีฝังเข็มที่จดจ่อและตั้งใจของซูฉีฉี บนใบหน้าของม่อเวิ่นเฉินก็มีความพึงพอใจเผยออกมาแวบหนึ่ง

        เขาเองก็ยอมรับว่าตนนั้นได้หวั่นไหวแล้ว

        มิใช่เพราะการพนัน แต่เป็นเพราะนิสัยที่มั่นคงและเด็ดเดี่ยวของซูฉีฉี และเป็นเพราะท่วงท่าอันสงบนิ่งมิสนใจผู้ใดของนาง แม้รูปโฉมของนางจะไม่ได้งดงาม แต่ในสายตาของม่อเวิ่นเฉินนั้นนางกลับเหมือนดอกบัวขาวที่โผล่พ้นจากผิวน้ำ ดูสูงส่งจนมิอาจเอื้อมถึง

        เมื่อเห็นหน้าผากของซูฉีฉีมีเม็ดเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้น ม่อเวิ่นเฉินก็หยิบเอาผ้าเช็ดหน้าในอกเสื้อออกมาเช็ดให้นางอย่างแผ่วเบา…

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม