0 Views

        เหลยอวี๊เฟิงหมุนดาบของตนเองออก ก่อนจะจับซูชือฉางเอาไว้แล้วถีบตัวลอยกลับไปอยู่ด้านข้างของม่อเวิ่นเฉินด้วยกัน

        เขารอเพียงประโยคนี้ของม่อเวิ่นเฉินเท่านั้น จะใช้ป้ายคุมทหารเป็นการแลกเปลี่ยนไม่ได้โดยเด็ดขาด กระทั่งชีวิตเขายังยอมเสียสละเพียงเพื่อให้ม่อเวิ่นเฉินรักษาป้ายคุมทหารเอาไว้ได้ เพราะว่าต่อให้เขาจะแข็งแกร่งมาจากไหน หากไม่มีกำลังทหารของตนเองแล้วก็สามารถตายได้อย่างอนาถเช่นกัน

        เพราะอย่างไรเสียเขาก็เป็นเหมือนหอกหนามที่ทิ่มแทงม่อเวิ่นเสวียนอยู่ทุกวี่วัน

        ทางด้านนี้ยอมทิ้งซูฉีฉีแล้ว เช่นนั้นม่อเวิ่นเสวียนก็ไม่มีคุณสมบัติใดๆ ในการมาต่อสู้กับม่อเวิ่นเฉินอีก วันนี้เขาอาจจะมีเพียงการตายเป็นทางออกเดียวเท่านั้น

        นักพรตชุดสีไพลินจ้องไปที่อ๋องติ้งเป่ยโหวที่ผู้คนล่ำลือกันว่าเป็นคนเย็นชาไร้ความรู้สึกอย่างถึงที่สุดผู้นี้อย่างคาดไม่ถึง บางทีข่าวลืออาจจะเป็นความจริง คนผู้นี้เลือดเย็นเสียจริงๆ

        กระทั่งพระชายาของตนยังสามารถทอดทิ้งได้

        ทั้งที่เขายอมใช้ป้ายคุมทหารแลกกับเหลยอวี๊เฟิงแท้ๆ

        เช่นนั้นกับภรรยาที่ร่วมเตียงเคียงหมอน เหตุใดเขาถึงเผิกเฉย มิสนความเป็นตายของนางกัน

         ความหวัง เงินทองและลาภยศที่เขาเห็นอยู่เบื้องหน้านั้นได้มลายหายไปกับตา ในใจมีเพียงความเคียดแค้น ความเกลียดแค้นนั้นเป็นความรู้สึกที่เขามีต่อม่อเวิ่นเฉิน แต่ไม่นานมันก็ค่อยๆ ย้ายไปอยู่บนตัวของซูฉีฉี

        ใช่แล้ว เขารู้สึกว่าสตรีในมือตนนั้นช่างไร้ประโยชน์เสียจริงๆ

        เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ดาบในมือเขาก็กำแน่นมากขึ้น เพียงแค่ออกแรงดึงนิดเดียวซูฉีฉีก็จะต้องดับชีวิตลงอย่างแน่นอน…

        “อย่า…” ม่อเวิ่นเฉินตะโกนออกมาอยู่ดี เขาทอดทิ้งซูฉีฉีแล้วก็จริง แต่จะให้เขาเห็นนางตายไปต่อหน้านั้นเขาก็ไม่อาจทำได้อยู่ดี

        เขาติดค้างสตรีผู้นี้ไว้เยอะ เยอะมากจริงๆ…

        ซูฉีฉีลืมตาขึ้นกะทันหัน ในดวงตานางนั้นใสสงบดุจผืนน้ำในทะเลทราบ ไม่มีการสั่นไหวในแววตาแม้แต่น้อย

        นางรู้สึกเจ็บปวดตรงบริเวณลำคอ ทว่านางไม่ได้ขยับแต่กลับกำเข็มทองในมือไว้แน่นก่อนจะทิ่มมันลงบนแขนของนักพรตอย่างแรง ทำให้มือที่ถือดาบของเขาสั่นเบาๆ

        ดาบได้หลุดพ้นออกจากลำคอของนางแล้ว

        เพียงแต่ว่านางไม่มีกำลังภายในแม้แต่น้อย แรงของนางยังถือว่าไม่เพียงพอ นักพรตชุดสีไพลินทำเพียงแค่ส่งเสียงหึออกมาในลำคอ ก่อนที่จะดาบจะทาบลงมาบนลำคอนางแรงขึ้น ตอนนี้ทั่วทั้งร่างเขาแผ่ไอสังหารออกมาอย่างหนักหน่วง บีบให้ร่างของซูฉีฉีต้องสั่นสะท้านเล็กน้อย

        ทางด้านม่อเวิ่นเฉิน เหลยอวี๊เฟิงและเหลิ่งเหยียนก็กำลังมองไปทางด้านนั้นอย่างร้อนรน สำหรับการต่อต้านของซูฉีฉีนั้นอยู่เหนือความคาดหมายของทุกคน

        พวกเขารู้ว่าสตรีนางนี้ไม่ธรรมดา แต่พวกเขาคิดไม่ถึงว่าตอนนี้นางกำลังดิ้นรนจนวินาทีสุดท้าย

        ดาบทาบลงมาบนลำคอของซูฉีฉีอีกครั้ง มืออีกข้างของซูฉีฉีที่ถือเข็มเงินไว้ได้ทิ่มลงไปบนจุดที่แขนของนักพรตอย่างไม่ลังเล ขอเพียงนางทิ่มลงจุดอย่างแม่นยำแล้ว แขนข้างนั้นของนักพรตจะต้องพิการอย่างแน่นอน

        แต่ว่าฝีมือของนักพรตนั้นไม่ใช่ว่าคนอย่างซูฉีฉีจะรับมือได้ไหว เขาเพียงแค่ถอยหลังเล็กน้อยก็สามารถหลบการกระทำของนางได้อย่างแม่นยำ

        เป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งนัก

         ม่อเวิ่นเสวียนที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดนั้นก็ปรากฏความชื่นชมในแววตามากขึ้น ซูฉีฉี ถ้าหากครั้งนี้เจ้าสามารถมีชีวิตรอดไปได้ ข้าจะต้องหาทางรับเจ้ามาเป็นสนมให้ได้อย่างแน่นอน

        อยู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าครั้งก่อนที่เปลี่ยนคู่อภิเษกนั้นเป็นเรื่องที่ผิดมหันต์

        ม่อเวิ่นเฉินที่แต่เดิมนั้นองอาจไร้เทียมทาน เมื่อเพิ่มซูฉีฉีเข้าไปอีกนั้นก็ยิ่งทำให้เหมือนพยัคฆ์ติดปีก น่ากลัวขึ้นอีกเป็นเท่าตัว

        อีกทั้งจุดเด่นของซูฉีฉีก็คือการที่นางรู้ซึ้งดีถึงฐานะของตน

        นางรู้เสมอว่าจะรักษาตัวให้รอดได้เช่นใด มิต้องให้ผู้อื่นเป็นกังวล

        ดวงตาของนักพรตมีความเยือกเย็นมากขึ้น เขาคิดไม่ถึงว่าแม่หนูน้อยที่ดูอ่อนแอไร้ทางสู้เช่นนี้จะบีบให้เขาต้องมีสภาพย่ำแย่ได้ถึงเพียงนี้ ไอสังหารกระจายออกไปทั่วก่อนที่เขาจะหันตัวไปด้านข้างและยกดาบในมือขึ้นฟันลงไปตรงหน้าของซูฉีฉีอย่างไม่ลังเล

        ม่อเวิ่นเฉินที่แต่เดิมกำลังปิดตาอยู่นั้นก็ดีดตัวขึ้นจากม้าอย่างรวดเร็ว ตั้งใจพุ่งตัวเข้าไปช่วยซูฉีฉี

        “เวิ่นเฉิน ไม่ได้นะ”

        “ท่านอ๋อง อย่านะ”

        เหลยอวี๊เฟิงและเหลิ่งเหยียนพุ่งตัวออกไปข้างหน้าพร้อมกัน พวกเขากดม่อเวิ่นเฉินที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศให้ลงไปที่พื้น

        ฝั่งตรงข้ามนั้นเต็มไปด้วยศัตรู ต่อให้ม่อเวิ่นเฉินจะเป็นเทพเซียนมาจากไหนก็คงยากที่จะมีชีวิตรอดกลับมา

        สำหรับการกระทำของม่อเวิ่นเฉินนั้น ซูฉีฉีเพียงแค่เหลือบตามอง ในใจของนางยังคงเจ็บปวดอยู่ แม้ว่าสีหน้าของบุรุษผู้นั้นจะแสดงออกถึงความร้อนรนและว้าวุ่น แต่นางก็ยังคงบอกตนเองว่าไม่ต้องเก็บเอามาใส่ใจ

        ทั้งหมดล้วนไม่ใช่ความจริงมิใช่หรือ

        มิเช่นนั้นประโยคเมื่อครู่ของเขาจะหมายความว่าเช่นไร ล้างแค้น? นางต้องรอให้เขามาล้างแค้นให้ตนเองงั้นหรือ?

        ซูฉีฉีกระตุกยิ้มเย็นขึ้น แววตานิ่งสงบ สีหน้าราบเรียบขณะมองไปที่ดาบยาวที่กำลังจะฟาดลงมาบนตัวตน นางไม่แม้แต่จะกระพริบตา ปากของนางอ้าออกมาเล็กน้อย ในวินาทีที่นางอ้าปากนั้นก็มีแสงเงินๆ พุ่งออกมาแวบหนึ่ง ดาบยาวของนักพรตชุดสีไพลินก็ฟันลงมาเบื้องหน้านางในเวลาเดียวกัน

        ทว่าอยู่ๆ ดาบในมือเขาก็หยุดไม่ขยับเสียอย่างนั้น กระทั่งร่างกายของเขาก็ไม่ขยับเช่นกัน

        เขาจ้องไปที่ซูฉีฉีด้วยแววตาที่คาดไม่ถึงที่แฝงไปด้วยความหวาดกลัวอยู่เต็มเปี่ยม

         จากนั้นเขาก็ค่อยๆ แหงนหลังร่วงหล่นไปด้านล่าง คลุกตัวผสมเข้ากับดินทรายบนพื้น

        ในวินาทีที่แสงเงินพุ่งออกมานั้น ม่อเวิ่นเฉินก็ออกแรงทั้งหมดของตนสะบัดเหลยอวี๊เฟิงและเหลิ่งเหยียนออกไป จากนั้นก็ดีดตัวขึ้น ก้าวเหยียบศีรษะของยอดฝีมือในยุทธภพและพุ่งตัวไปหาซูฉีฉี

        ยังมิทันที่ทุกคนจะรู้ได้ถึงสาเหตุที่ทำให้นักพรตนั้นร่วงลงไปบนพื้นนั้นเป็นเพราะเหตุใด ม่อเวิ่นเฉินก็ได้โอบซูฉีฉีไว้ในอ้อมกอดแล้ว จากนั้นเขาก็ดีดตัวลอยขึ้น ดั่งเช่นตอนที่มาเมื่อครู่ โผยบินดั่งวิหคยักษ์ พาตนเองและซูฉีฉีกลับมาบนหลังอาชาของตนเป็นที่เรียบร้อย

        มือหนึ่งของเขากำเชือกบังเหียนไว้แน่น อีกมือหนึ่งก็โอบรัดตัวของซูฉีฉีให้แน่นขึ้น เขามิได้มองนางและไม่กล้าที่จะมองนาง

        แต่เขากลับมองไปที่ม่อเวิ่นเสวียนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม “เสด็จพี่ ต่อจากนี้พวกเราก็มาตกลงกันเถิดว่าจะจัดการกับอัครมหาเสนาบดีของพระองค์อย่างไรดี”

        เขาเอ่ยออกมาด้วยท่าทีสบายๆ

        สีหน้ายังคงไร้ความรู้สึกเช่นเคย

        ซูฉีฉีที่ถูกม่อเวิ่นเฉินโอบกอดไว้นั้นรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นบนบริเวณหน้าอกของเขา อีกทั้งยังรู้สึกได้ถึงการเต้นที่ไม่มั่นคงแต่ยังคงไว้ซึ่งพลังของหัวใจเขา

        ซูฉีฉีที่เมื่อครู่มองดูความเป็นตาย มองดูทุกสรรพสิ่งอย่างเชยฉากลับรู้สึกสับสน ในใจของนางรู้สึกสับสนจริงๆ

        บุรุษผู้นี้ ไม่ว่าเมื่อไหร่นางก็ไม่เคยเข้าใจเขาเลย

        ใช่แล้ว ถ้าหากว่าเมื่อครู่นางมิได้ช่วยตนเองได้ ไม่สามารถปล่อยเข็มทองให้ทิ่มลงไปบนจุดสำคัญของฝ่ายตรงข้ามได้ในวินาทีสุดท้าย ม่อเวิ่นเฉินจะไม่ลงมือแน่ จุดนี้ซูฉีฉีรู้ดีกว่าผู้ใด

        แต่ว่าสิ่งที่ม่อเวิ่นเฉินต้องการก็คือผู้หญิงเช่นนี้

        การเปลี่ยนแปลงที่กะทันหันเช่นนี้ทำให้ยอดฝีมือในยุทธภพที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่ร้อยคนล้วนแต่ตกอยู่ในอาการตื่นตระหนก

        ไม่มีผู้ใดมองเห็นชัดเจนว่าซูฉีฉีทำอันใดลงไปเมื่อครู่ แต่ว่านักพรตชุดสีไพลินผู้นั้นได้ล้มลงไปแล้ว รอจนกระทั่งม่อเวิ่นเฉินได้ช่วยซูฉีฉีกลับไปแล้วพวกเขาถึงจะเห็นได้ว่า นักพรตที่ล้มลงบนพื้นนั้นได้มีเลือกออกทั้งเจ็ดทวารจนเสียชีวิตลงแล้ว และบนลำคอของเขาก็มีเข็มสีทองปักเด่นเป็นสง่าอยู่

        ท่ามกลางสายลมที่พัดผ่านทำให้เข็มเล่มนั้นสั่นไหวอยู่เบาๆ

        ไม่มีผู้ใดเห็นซูฉีฉีลงมือ แต่ว่านางก็ได้ทำให้ยอดฝีมือคนหนึ่งสิ้นชีวิตลงเสียแล้ว

        ภาพเหตุการณ์ตรงหน้าทำให้ผู้คนรู้สึกเสียวสันหลังวาบไปตามๆ กัน

        กระทั่งเหลิ่งเหยียนและเหลยอวี๊เฟิงก็ยังต้องถึงกับเหงื่อตก

        พระชายาของพวกเขามักจะทำเรื่องเหลือเชื่อมาให้พวกเขาเห็นอยู่เสมอเลย

        ตอนนี้ สถานการณ์ได้กลายมาเป็นการได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัดของฝ่ายหนึ่งแล้ว

        ครั้งนี้ม่อเวิ่นเสวียนนั้นต้องเสียทั้งเงินเสียทั้งกำลังพลเสียแล้ว

        ม่อเวิ่นเสวียนที่บัดนี้ได้มีสีหน้าม่วงคล้ำกำลังจับจ้องไปที่ซูฉีฉี ในดวงตาเขาเต็มไปด้วยความเกลียดแค้น สตรีผู้นี้ได้ทำให้เสียเรื่องอีกแล้ว

        เขาโมโหเสียจนไม่รู้จะเอ่ยคำใดออกมาดี

        ทว่าซูชือฉางที่ได้ถูกกองทหารโลหิตคุมตัวเอาไว้ก็คุกเข่าลงกะทันหัน อีกทั้งยังเป็นการคุกเข่าให้แก่ซูฉีฉีอีกด้วย

        สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว “ฉีฉี เห็นแก่ที่พวกเราเป็นพ่อลูกกัน ขอให้เจ้าไว้ชีวิตพ่อด้วยเถิด”

        การคุกเข่าครั้งนี้ทำให้ทุกคนโดยรอบต้องตกตะลึงอีกครั้ง

        บิดาได้คุกเข่าให้แก่บุตรสาวเสียแล้ว

        กระทั่งม่อเวิ่นเสวียนยังทนดูต่อไปไม่ได้ เขารู้สึกอับอายขายขี้หน้าถึงที่สุด

        ซูฉีฉีที่อยู่ในอ้อมกอดของม่อเวิ่นเฉินนั้นนิ่งอึ้งไป นางมิได้เอ่ยอะไร เพียงแต่เอียงตัวเล็กน้อยและแหงนหน้าขึ้นสบสายตากับม่อเวิ่นเฉินแวบหนึ่ง ในใจของนางเสมือนมีคลื่นซัดโหมกระหน่ำ ทุกอารมณ์ผสมปะปนกันไปจนหมด

        จริงอยู่ที่เขาคือบิดาของตน ต่อให้ไม่มีความรักของพ่อลูก แต่ถึงอย่างไรก็เลี้ยงดูนางมาหลายปี

        ม่อเวิ่นเฉินมองเห็นถึงอารมณ์ความรู้สึกที่ปรากฏขึ้นในดวงตาของซูฉีฉี เขาพยักหน้าลง เขาติดค้างสตรีผู้นี้ อีกทั้งเขาไม่อยากให้ซูฉีฉีในตอนนี้ต้องรู้สึกลำบากใจ อย่างไรเสียคนทั้งหมดก็กำลังมองมาที่นางอยู่

        “ให้กองทัพของท่านทั้งหมดถอยออกไปพันลี้” ซูฉีฉีพูดเน้นย้ำออกมาทุกคำ นางรู้ดีอยู่แก่ใจว่าครั้งนี้ม่อเวิ่นเฉินกำลังให้นางได้ลิ้มรสผลแห่งชัยชนะของตนเอง เขาสามารถฆ่าทุกคนในที่นี้ได้จนหมดไม่มีเหลือ จากนั้นก็ยึดครองแผ่นดินนี้เอาไว้เสียเอง

        แต่ว่า เขาก็ไม่ได้ทำ

        เขามอบทุกอย่างให้กับซูฉีฉี ให้นางได้ตอบแทนบุญคุณของผู้เป็นบิดา

        “จากนี้ไป ข้ากับท่านจะไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ ต่อกันอีก”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม