0 Views

        “หยุดมือให้หมด”

        เหลยอวี๊เฟิงและนักพรตชุดสีไพลินตะโกนออกมาพร้อมกัน

        ในมือของเหลยอวี๊เฟิงนั้นกำลังจับกุมซูชือฉางไว้อยู่ และในมือของนักพรตเสื้อสีไพลินคือซูฉีฉี ต่างฝ่ายต่างยืนกันอยู่คนละฝั่ง ล้วนต้องการข่มขู่ฝ่ายตรงข้าม

        เมื่อเห็นว่าท่านแม่ทัพโดนจับกุมตัวไว้ ทหารม้าทั้งหมดก็หยุดเดินไปข้างหน้าทันที ทุกคนล้วนยืนอยู่ที่เดิมไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย

        พวกเขารับฟังเพียงคำสั่งของแม่ทัพเท่านั้น หาได้ใส่ใจคำพูดของฮ่องเต้เบื้องหน้าไม่

        เพราะฉะนั้นการที่เหลยอวี๊เฟิงทำเช่นนี้นั้นถือว่าได้ผลเป็นอย่างมาก

        ในทางกลับกัน ม่อเวิ่นเฉินที่เห็นว่าในมือของนักพรตเสื้อสีไพลินนั้นเป็นซูฉีฉี สีหน้าของเขาก็เย็นชามากขึ้น ไอสังหารกระจายโอบอุ้มพื้นที่โดยรอบ ทำให้คนรอบข้างเขาล้วนรู้สึกถึงบรรยากาศอันหนาวเย็น

        ม่อเวิ่นเฉินบันดาลโทสะเสียแล้ว ดูเหมือนว่ามีคนไปสะกิดจุดอ่อนไหวของเขา คนที่ทำให้เขาเจ็บจะต้องเจ็บกว่าเป็นร้อยเป็นพันเท่า

        เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ม่อเวิ่นเสวียนกลับรู้สึกหมดหวังขึ้นมา ความหวังที่ปรากฏเมื่อครู่ได้หายวับไปแล้ว เขารู้ดีถึงความสำคัญของซูฉีฉีในหัวใจของม่อเวิ่นเฉินเป็นอย่างดี ถ้าหากว่าจับนางเป็นทางออกที่ดีล่ะก็ เขาคงสั่งให้ลูกน้องไปจับซูฉีฉีไว้เสียแต่แรกแล้ว

        ดูเหมือนว่าวันนี้กองทัพจะต้องตายด้วยกันหมดแล้ว ไม่เหลือความหวังเลยแม้แต่น้อย

        ในขณะที่ม่อเวิ่นเสวียนกำลังหมดหวังนั้น ม่อเวิ่นเฉินกลับยกมือของตนเองขึ้นและสั่งให้ทุกคนรีบถอยกลับออกมา อย่าได้วู่วามลงมือเป็นอันขาด

        ทำให้ซูฉีฉีที่แต่เดิมมีสีหน้าราบเรียบ หลุบตาลงต่ำนั้นรีบเงยหน้าของตนขึ้นมามองในทันที นางไม่เข้าใจบุรุษตรงหน้า แม้ว่าตลอดทางที่ผ่านมาเขาจะแสดงท่าทีอ่อนโยนมากกว่าเดิมมากนัก แต่นางก็ไม่กล้าให้ตนเองมีความหวังอีกแม้แต่น้อย

        ทว่าตอนนี้เขากลับมีสีหน้าเยือกเย็นขณะบอกสั่งให้ทุกคนห้ามขยับเป็นอันขาด

        นี่หมายความว่าอย่างไรกันแน่?

        กระทั่งเหลิ่งเหยียนและเหลยอวี๊เฟิงก็ล้วนแต่นิ่งอึ้งไป

        เหลยอวี๊เฟิงที่ดึงตัวซูชือฉางค้างไว้อยู่นั้นรู้สึกเหมือนตนเองกำลังหูฝาด เมื่อเห็นม่อเวิ่นเฉินกำลังออกคำสั่งกับกองทหารโลหิตอย่างไม่ลดละ เขาก็รีบยกมือขึ้นขยี้ตาตนเอง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันน้อยๆ ก่อนจะนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้…

        การพนันของตนกับเขา!

        เมื่อคิดได้ถึงตรงนี้เขาก็ส่ายศีรษะไม่หยุด แค่ดาบเสวียนหยวน เขาจำเป็นต้องจริงจังถึงเพียงนี้ในเวลาเช่นนี้ด้วยหรือ?

        อย่างนี้ย่อมได้ใจของซูฉีฉีเป็นแน่ ทว่าสิ่งที่ต้องเสียไปกลับมีมากกว่า

        “เสด็จพี่ ให้คนของท่านปล่อยคน” ม่อเวิ่นเฉินจ้องไปที่ม่อเวิ่นเสวียน ก่อนจะย้ำแต่ละคำออกมาอย่างชัดเจนด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นผิดปกติ “ข้ารับประกันว่าจะไว้ชีวิตอัครมหาเสนาบดีซู”

        ความหวังค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอีกครั้ง ตอนนี้ในใจของม่อเวิ่นเสวียนสับสนยิ่งนัก เขาเองก็จับจ้องไปที่ใบหน้าของม่อเวิ่นเฉิน ไม่ให้สีหน้าใดๆ ของม่อเวิ่นเฉินเล็ดลอดจากสายตาของตนไปได้ เขาไม่สามารถใช้ชีวิตของตนเป็นเดิมพันได้

        ความจริงแล้วเขายังไม่เข้าใจม่อเวิ่นเฉินดีเท่าใดนัก

        ยิ่งไม่รู้ถึงความสามารถที่แท้จริงของม่อเวิ่นเฉิน

        เขาหันกลับไปมองซูชือฉางและยอดฝีมือทั้งหลายที่ถูกทำร้ายจนอเนจอนาถแวบหนึ่ง

        ตอนนี้เขารู้สึกว่ากองทหารม้านั้นดูจะมีประโยชน์ที่สุด

        เพราะฉะนั้นแต่เดิมเขาคิดว่าซูชือฉางนั้นสมควรตายเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อคิดถึงความสัมพันธ์ของเขากับเสด็จแม่ของตนก็ยิ่งทำให้เขาคิดอยากจะเอาดาบแทงทะลุหัวใจของซูชือฉางเองเสียยิ่งดี

        แต่ว่า ในเวลานี้มีเพียงซูชือฉางเท่านั้นที่จะสามารถช่วยตนได้

        ซูฉีฉีเองก็มองดูสถานการณ์เงียบๆ เช่นกัน นางกำลังคิดว่าม่อเวิ่นเฉินต้องการทำอะไรกันแน่

        เขาเป็นห่วงนางจริงๆ หรือ?

        นางหรี่ตาลงเล็กน้อย หรือว่าบางทีอาจเป็นเพราะการตายของมารดานางทำให้เขารู้สึกผิด ถ้าหากมิใช่เพราะม่อเวิ่นเฉิน มารดาของนางคงไม่ถูกบีบจนต้องเลือกที่จะฆ่าตัวตายอย่างแน่นอน

        เมื่อคิดถึงตรงนี้ ในใจของนางก็ค่อยๆ สงบลงก่อนที่นางจะแหงนหน้าขึ้นมองสถานการณ์บริเวณรอบๆ

        เมื่อเห็นธงอ๋องและธงฮ่องเต้สะบัดไปมานั้น ในดวงตาของนางก็ปรากฎแสงสว่างขึ้นแวบหนึ่ง นางจะต้องให้ธงอ๋องแทนที่ธงฮ่องเต้ให้ได้

        “ได้” ผ่านไปเนิ่นนานก่อนที่ม่อเวิ่นเสวียนจะตอบรับออกมาเสียงต่ำ

        จากนั้นเขาก็หันไปโบกมือให้กับนักพรตเสื้อสีไพลินผู้นั้น “ปล่อยนาง”

        แล้วเขาก็หันไปจับจ้องซูฉีฉีอย่างลึกซึ้งแวบหนึ่ง ความสนใจในแววตาหยั่งลึกลงไปมากยิ่งขึ้น ดูเหมือนว่าเขาจะประเมิณความสำคัญของสตรีผู้นี้ในใจม่อเวิ่นเฉินต่ำลงไปเสียแล้ว

        ถ้าหากรู้เช่นนี้แต่แรก เมื่อตอนอยู่ในวังหลวงนั้นก็สามารถทำให้ม่อเวิ่นเฉินตายได้แล้ว ไหนเลยจะต้องคิดวางแผนมากมายในการจับตัวเหลยอวี๊เฟิงมาจนทำให้ตกอยู่สถานการณ์ลำบากเฉกเช่นตอนนี้ได้

        เขาน่าจะเปลี่ยนแผนการสู้รบของตน

        เพียงแต่ว่า ตอนนี้ทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว

        ตอนนี้รักษาชีวิตได้จึงจะสำคัญที่สุด

        นักพรตมองไปที่ซูชือฉางแวบหนึ่งก่อนจะมองไปที่ม่อเวิ่นเสวียน สุดท้ายเขาก็กระตุกยิ้มที่มุมปากขึ้น “ท่านอ๋องติ้งเป่ยโหว ให้ข้าปล่อยคนนั้นย่อมได้ แต่ข้าไม่อยากแลกเปลี่ยนนางกับท่านแม่ทัพคนนี้”

        เขาเหมือนจะรู้สึกได้ถึงความสำคัญของตัวประกันในมือ เพราะเหตุนี้จึงทำให้เขาใจกล้าขึ้นอีกมาก

        ต้องรู้ว่าการมาครั้งนี้ของทุกคนนั้นล้วนมาเพื่ออำนาจและเงินทองด้วยกันทั้งสิ้น

        ขอเพียงสามารถทำเรื่องใหญ่ให้ฮ่องเต้สำเร็จ ทุกอย่างที่เขาอยากได้ก็จะตกมาอยู่ในมือของเขา สำหรับซูชือฉางนั้น เขาไม่เห็นอยู่ในสายตามาตั้งแต่แรกแล้ว

        คนในยุทธภพบางครั้งก็ไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา

        เสียงของนักพรตชุดสีไพลินนั้นดังมากทำให้คนที่อยู่ในพื้นที่ทั้งหมดล้วนได้ยินอย่างชัดเจน เหลยอวี๊เฟิงที่จับกุมซูชือฉางนั้นฉายความเยือกเย็นออกมาทางแววตาขณะจับจ้องไปที่นักพรต ดาบที่ทาบอยู่ตรงคอกระชับแน่นมากขึ้น

        ทำให้ใบหน้าของซูชือฉางขาวคล้ำสลับไปมา ในดวงตามีความหวาดกลัวปรากฏขึ้นบางๆ จากนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้นมองไปทางบุตรสาวของตน ความจริงแล้วซูฉีฉีก็เป็นบุตรสาวแท้ๆ ของตน แต่ว่าเขากลับรู้สึกว่าไม่อาจใกล้ชิดกับนางได้

        เขาเคยรักและโปรดปรานเซี่ยเสี่ยวเตี๋ย แต่เหมือนกับว่าอยู่มาวันหนึ่งสตรีผู้นั้นก็ถอยตัวออกห่างจากเขา

        เขาก็ไม่รู้เช่นกันว่าเพราะอะไร

        ตอนนี้เขาและบุตรสาวล้วนกลายเป็นตัวประกัน และดูเหมือนว่าชีวิตของตนนั้นจะไม่มีผู้ใดสนใจ ทว่าชีวิตของบุตรสาวตนนั้นกลับมีความสำคัญมาก ความรู้สึกเช่นนี้ประหลาดนักและก็รู้สึกจนปัญญาเป็นอย่างยิ่ง

         เขาไม่รู้ว่าจะขอให้บุตรสาวช่วยตนเองดีหรือไม่

        สีหน้าของม่อเวิ่นเฉินไม่เปลี่ยนแปลง เขายังคงมองไปที่นักพรตอย่างนิ่งๆ ดวงตาฉายประกายแห่งความเยือกเย็นออกมา ทว่าบนใบหน้ากลับฉีกยิ้มออกมาทำให้คนอดรู้สึกสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวมิได้

        ทุกคนในกองทหารโลหิตต่างรู้ดีว่าม่อเวิ่นเฉินในตอนนี้ได้โมโหถึงขั้นสุดแล้ว

        เมื่อไม่ได้รับคำตอบจากฝ่ายตรงข้าม นักพรตก็รู้สึกร้อนรนบ้างแล้ว เขามองไปที่ม่อเวิ่นเสวียนอีกครั้งและเหมือนได้รับการอนุญาติจากม่อเวิ่นเสวียน ทำให้เขารีบหันศีรษะกลับมาในทันที “ท่านอ๋องติ้งเป่ยโหว ถ้าหากอยากจะให้พระชายาอยู่รอดปลอดภัยแล้วท่านก็จงนำป้ายคุมทหารมาแลกเสีย”

        ในดวงตามีความคึกคะนองปรากฏขึ้น

        เสมือนว่าเขาได้เห็นอนาคตสดใสอยู่เบื้องหน้าแล้ว

        ดาบที่ทาบอยู่บนลำคอของซูฉีฉีก็ออกแรงมากขึ้นด้วยเหตุมาจากการที่นักพรตนั้นรู้สึกกระวนกระวายใจเล็กน้อย กระทั่งนิ้วมือของเขายังสั่นระริกอยู่เบาๆ ความจริงแล้วเขาก็กลัวม่อเวิ่นเฉินเช่นกัน ความโหดร้ายเย็นชาที่แผ่กระจายออกมาจากตัวของม่อเวิ่นเฉินทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวจริงๆ

        แต่เขาก็ต้องพยายามทนเอาไว้ เพื่ออนาคตอันสดใส เพื่อทองคำก้อนโตจำนวนมาก

        เมื่อเห็นนักพรตชุดสีไพลินผู้นั้นเป็นเช่นนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของม่อเวิ่นเสวียนก็หยั่งลึกมากขึ้น ดูเหมือนว่าวันนี้เขาอาจจะไม่พ่ายแพ้ก็เป็นได้

        ม่อเวิ่นเฉินที่กระตุกยิ้มเย็นกลับไม่เอ่ยคำใดๆ ออกมา เขาเพียงแค่จับจ้องสายตาไปที่ซูฉีฉี เสมือนว่ากำลังทำการตัดสินใจที่ยากลำบากอยู่ ในดวงตาเหมือนฉายแววแห่งความเจ็บปวดออกมาแวบหนึ่ง

        แววตาเมื่อครู่นั้น ซูฉีฉีเห็นมันอย่างชัดเจน ไม่มีทางผิดแน่

        ซูฉีฉีในตอนนี้กลับรู้สึกเจ็บปวดที่หัวใจเบาๆ

        บุรุษผู้นี้เริ่มที่จะห่วงใยในตัวซูฉีฉีแล้ว ไม่ใช่ความรู้สึกที่คิดไปเอง หากเป็นเมื่อก่อน ม่อเวิ่นเฉินในตอนนี้จะต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ทอดทิ้งนางไปอย่างแน่นอน

        เพียงแต่ว่าความลังเลของเขาในตอนนี้ทำให้จิตใจของซูฉีฉีรู้สึกปั่นป่วนเป็นอย่างยิ่ง

        สถานะของนางในหัวใจของเขาคงไม่อาจเอามาเทียบกับป้ายคุมทหารกระมัง

        ซูฉีฉีปิดตาลงเบาๆ บังคับตัวเองให้หยุดคิด หากคิดไปก็เพียงแต่จะทำให้ใจของตนเจ็บมากขึ้น หมดหวังมากขึ้นเท่านั้น

        ทั้งสองฝ่ายต่างจ้องกันไปมา เหลยอวี๊เฟิงก็มีสีหน้าร้อนรนขณะมองไปที่ม่อเวิ่นเฉิน เขากลัวจริงๆ เพราะว่าม่อเวิ่นเฉินได้ลังเลเสียแล้ว

        ม่อเวิ่นเฉินก็รู้สึกได้ว่าลมที่พัดมานั้นโหมแรงมาก แรงจนทำให้ใบหน้าของเขาเจ็บแสบไปหมด

        ม่อเวิ่นเฉินปิดตาลงสนิท จากนั้นไม่นานเขาก็ลืมตาขึ้นมา ตอนนี้ในดวงตาเหลือไว้เพียงความเย็นชาและไร้ความรู้สึกเท่านั้น: “ฉีฉี…ขอโทษด้วย ข้าจะต้องแก้แค้นให้กับเจ้าอย่างแน่นอน”

        ทันใดนั้นบริเวณโดยรอบก็เงียบสนิท ที่แท้ความหวังเพียงนิดเดียวก็ไม่ควรจะมี ซูฉีฉีมิได้ลืมตาขึ้นและก็ไม่ได้หลั่งน้ำตาออกมา เป็นอีกครั้งที่นางรู้สึกเหมือนร่วงลงมาจากท้องฟ้าและจมดิ่งสู่ก้นเหว หัวใจรู้สึกเจ็บปวดเหลือเกิน

        และในขณะเดียวกันนั้น เหลยอวี๊เฟิงก็ได้ขยับแล้วเช่นกัน…

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม