0 Views

        “ม่อเวิ่นเฉิน รนหาที่ตายจริงๆ” ลูกศรเย็นลอยผ่านม่อเวิ่นเสวียนไป เขารีบขยับตัวหลบอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตีลังกาด้านข้างกลางอากาศและกลับไปอยู่บนหลังม้าของตนเพื่อโบกมือออกคำสั่ง

        ทว่าก่อนที่เขาจะได้ขยับมือนั้น เหลิ่งเหยียนและกองทหารโลหิตก็ได้เริ่มลงมือแล้ว

        เมื่อลูกศรเย็นเล็งออกไปสามดอกนั้น ม่อเวิ่นเฉินก็ได้ปามีดบินกว่าสิบดอกออกไปในเวลาเดียวกัน ทั้งหมดล้วนเล็งไปทางเหลยอวี๊เฟิง มันไม่ได้โจมตีไปที่ทหารองครักษ์ฝ่ายในสองคนที่ยืนคุมเขาไว้ แต่ล้วนโจมตีลงบนปมเชือกที่มัดเขาไว้ทั้งหมด

        หลังจากที่มีดบินลอยผ่าน เชือกทั้งหมดก็ร่วงลงสู่พื้น

        เมื่อเหลยอวี๊เฟิงถูกปล่อยออกมา วินาทีแรกเขาก็ยกมือขึ้นบีบกระดูกที่ลำคอขององครักษ์ฝ่ายในสองคนที่อยู่ด้านข้างทันที…

        จากนั้นเขาก็ถีบตัวลอยขึ้นและลงหยุดอยู่บนม้าด้านหลังม่อเวิ่นเฉิน และเงยหน้ามองฟ้าพร้อมร้องตะโกนเสียงยาวออกมา

        ซูฉีฉีนั้นมิได้รู้สึกแปลกใจกับความเปลี่ยนแปลงเมื่อครู่ นางรู้ว่าม่อเวิ่นเฉินมิใช่คนที่จะยอมอะไรได้ง่ายๆ เพราะว่าเขาคือม่อเวิ่นเฉิน!

        เพียงแต่ว่าเข็มทองในมือของนางกลับสั่นเล็กน้อย

        สงครามได้เริ่มขึ้นแล้ว

        เหลิ่งเหยียนได้นำกองทหารโลหิตเผชิญหน้ากับยอดฝีมือในยุทธภพที่ม่อเวิ่นเสวียนได้เชิญมา แต่เพราะว่าเหลิ่งเหยียนนั้นได้ขยับรุกไปก่อนก้าวหนึ่งทำให้เป็นฝ่ายได้เปรียบ เพียงพริบตาเดียวฝ่ายตรงข้ามก็ล้มลงไปเป็นแถบแล้ว

        แต่ว่าถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นยอดฝีมือที่ผ่านสนามรบมานับร้อยด้วยกันทั้งนั้น เพียงไม่กี่วินาทีก็ได้พลิกสถานการณ์ตรงหน้าให้กลับมาได้เปรียบแล้ว

        แม้ว่ากองทหารโลหิตจะได้ขนานนามว่าเป็นเหล็กโลหิต แต่พวกเขาไหนเลยจะใช่คู่ต่อสู้ของยอดฝีมือเหล่านี้ พวกเขาแค่พอจะต่อกรได้เท่านั้น

        ม่อเวิ่นเฉินและม่อเวิ่นเสวียนล้วนอยู่บนหลังอาชา จ้องมองกันอยู่ไกลๆ

        เวลานี้สีหน้าของม่อเวิ่นเฉินก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง คงไว้ซึ่งความสงบและสง่างามอยู่เช่นเคย เขามิใช่ไม่เห็นผู้อื่นอยู่ในสายตาแต่เพราะว่าเขาไม่เคยมองคนเหล่านั้นแม้แต่น้อย เขาทำเหมือนคนพวกนั้นไม่มีตัวตนก็มิปาน

        ม่อเวิ่นเสวียนที่เกือบโดนศรปักเมื่อครู่ได้แต่มองน้องชายของตนด้วยความเคียดแค้น

        พวกเขานั้นเป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกัน แต่เพียงเพราะว่าอำนาจทำให้ต้องมาคอยเข่นฆ่ากันเอง

        แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่สิ่งที่ม่อเวิ่นเฉินต้องการ เขาเพียงอยากจะช่วยสหายของตน เพียงอยากจะกลับเมืองอ้าว คุมดินแดนผืนนั้นที่เขาปกครองเท่านั้น

         แต่กลับมีคนไม่ยินยอม

        ในเมื่อมีคนอยากเล่นด้วย เขาก็พร้อมจะสนองจนจบ

        ทางด้านกองทหารโลหิตนั้นได้ค่อยๆ ถูกยอดฝีมือจากยุทธภพล้อม บีบให้พวกเขาต้องถอยไปเรื่อยๆ

        เมื่อเห็นว่าเบื้องหน้านั้นม่อเวิ่นเฉินมิค่อยได้เปรียบเท่าใดแล้ว แต่เพราะเสียงร้องยาวๆ ของเหลยอวี๊เฟิงเมื่อครู่ทำให้บรรยากาศรอบๆ เหมือนจะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น แรงที่เหมือนจะฉีกขาดอากาศได้ก็มิปานพุ่งเข้ามาจากรอบทิศ

        ทำให้ซูฉีฉีที่อยู่บนรถม้าอดที่จะตกตะลึงมิได้

        ถ้าหากว่าพลังอันรุนแรงนั้นพุ่งมาทางม่อเวิ่นเฉิน เกรงว่าวันนี้พวกเขาจะต้องตายทั้งกองทัพเป็นแน่ กระทั่งซูฉีฉียังคิดว่าตนอาจจะโชคร้ายเอาชีวิตมาจบลงที่นี่ด้วยเช่นกัน

        แต่เมื่อคิดไปถึงว่าต้องตาย นางก็ทำเพียงแค่ขมวดคิ้วเบาๆ เท่านั้น

        นางเลิกผ้าม่านขึ้นและมองออกไปด้านนอก นางกำลังคิดว่าตายเช่นนี้ คุ้มหรือไม่?

        พลังอันน่ากลัวได้พุ่งเข้าไปร่วมในสมรภูมิรบแล้ว ยังดีที่มันไม่ได้บุกเข้าโจมตีม่อเวิ่นเฉินแต่กลับมาเพื่อช่วยเขา

        นี่ก็คือพลังที่พวกเขาแอบลักลอบฝึกฝนมาเป็นอย่างหนักตลอดหลายวันมานี้ นี่ถึงจะเป็นกองทหารโลหิตที่แท้จริง เหลิ่งเหยียนนำคนกลุ่มนั้นมาเป็นเพียงแค่การทำหลอกๆ เท่านั้น

        แม้ว่ากองทหารโลหิตที่เหลิ่งเหยียนนำทัพนั้นมิได้แข็งแกร่งนัก แต่กลับสามารถผสานกำลังกับกองทหารโลหิตด้านนอกได้เป็นอย่างดี ทำให้พวกเขาได้บีบยอดฝีมือยุทธภพนับพันไว้ตรงกลาง กลายเป็นรูปแบบประหนึ่งว่านแหโอบล้อมผู้คนเหล่านั้นเอาไว้

        การเปลี่ยนแปลงที่กะทันหันเช่นนี้ทำให้สีหน้าของม่อเวิ่นเสวียนเขียวคล้ำขึ้นทันที

        มือที่กำสายบังเหียนไว้สะบัดอย่างแรงทำให้ม้าที่เขาขี่อยู่นั้นส่งเสียงร้องยาวออกมา เหมือนกับว่ามันกำลังตกใจและหวาดกลัว

        องครักษ์ฝ่ายในด้านหลังของเขาค่อยๆ ขยับเล็กน้อยจนกลายเป็นรูปแบบวงกลม คุ้มครองม่อเวิ่นเสวียนให้อยู่ในวงกลมอย่างปลอดภัยและพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับสงครามหลั่งโลหิตเบื้องหน้าได้ทุกเมื่อ

        แต่เดิมม่อเวิ่นเสวียนคิดว่าตนนั้นจะต้องชนะแน่นอนเพราะอย่างน้อยก็มีหมากอย่างเหลยอวี๊เฟิงอยู่ในกำมือ คาดไม่ถึงว่าเมื่อตอนทำการแลกเปลี่ยนนั้น ตนจะพลาดท่าเสียได้ อีกทั้งตอนนี้ยังตกเป็นรองอีกด้วย

        ตอนนี้เขากลับรู้สึกเสียใจในการกระทำของตนอยู่บ้างแล้ว

        เขาน่าจะรู้ดีว่าตนนั้นไม่อาจสู้ม่อเวิ่นเฉินได้…

        “คุ้มกันฮ่องเต้” ห่างไปไม่ไกลนักก็มีฝุ่นตลบอบอวลมุ่งหน้าเข้ามา พร้อมกับเสียงตะโกนของแม่ทัพตามมาด้วยกองทหารม้าอีกพันนาย

        เมื่อสังเกตดูดีๆ ก็เห็นว่าแม่ทัพที่นำกองทหารมานั้นคือซูชือฉาง

        “ดูท่าไม่ดี เตรียมตัวถอย” ม่อเวิ่นเฉินขมวดคิ้วเบาๆ กองทหารหนึ่งพันนายแม้จะไม่ได้ถูกฝึกอย่างเข้มงวดเหมือนเหล็กโลหิตแต่ก็ยังถือว่าน่ากลัวอยู่ไม่น้อย

        เหลยอวี๊เฟิงก็รู้สึกได้ถึงความอันตรายที่กำลังมุ่งหน้าเข้ามา เขาถีบตัวลอยขึ้นจากหลังม้าก่อนจะส่งเสียงร้องยาวขึ้นไปบนฟ้า

        กลุ่มทหารที่นำโดยเหลิ่งเหยียนนั้นเริ่มต่อสู้พร้อมถอยไปแล้ว

        ถ้าหากว่าซูชือฉางไม่ปรากฎตัวขึ้น วันนี้จะต้องทำให้ม่อเวิ่นเสวียนและคนที่เขาพามาด้วยดับชีวิตลงอยู่ที่นี่ ไม่เหลือรอดสักคนเป็นแน่

        ในเวลาสำคัญเช่นนี้กลับมีคนมาช่วยฮ่องเต้ เกรงว่าคงจะมีแต่ซูชือฉางแล้วกระมัง

        แต่เดิมที่กำลังเข้าตาจนอย่างม่อเวิ่นเสวียนก็เหมือนกลับมามีความหวังอีกครั้ง เขาคิดไม่ถึงว่าซูชือฉางกลับเป็นแม่ทัพที่มีฝีมือได้ถึงเพียงนี้

        “ซูชือฉาง จับพวกกบฏเหล่านี้ไปให้หมด อย่าให้รอดแม้แต่คนเดียว” สีหน้าของม่อเวิ่นเสวียนกลับไปเป็นสีหน้าดั่งคนที่กุมใต้หล้านี้ไว้ในกำมือดังเดิม พร้อมวางท่าทางประหนึ่งสามารถตัดสินชะตาชีวิตใครก็ได้เสียอย่างนั้น

        น้ำเสียงก็หนักแน่นขึ้นแล้วเช่นกัน

        ม่อเวิ่นเฉินกระตุกมุมปากขึ้นพร้อมยิ้มเย็นออกมา แต่เดิมเขาคิดจะสั่งสอนเสด็จพี่ผู้นี้ของตนดีๆ เสียหน่อย ตอนนี้แม้ว่าจะตกเป็นรองแต่จะถอยทัพกลับอย่างปลอดภัยนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยาก

         อย่าให้รอดแม้แต่คนเดียว? ช่างเป็นคำพูดที่เหิมเกริมเสียจริงๆ

        แน่นอนว่าเหลยอวี๊เฟิงเองก็มีรอยยิ้มเย็นปรากฏขึ้นเช่นกัน ครั้งก่อนหากมิใช่เพราะเขาประมาทศัตรูมากเกินไป มีหรือว่าเขาจะพลาดพลั้งให้กับศัตรูได้ ครั้งนี้เขาจะต้องใช้เลือดของฝ่ายตรงข้ามมาล้างเอาความอดสูนี้ออกไป

        ในขณะที่มือกำลังส่งสัญญาณออกคำสั่งให้พลทหารของกองทหารโลหิตถอยทัพ สายตาก็หันไปมองกองทหารม้าที่อยู่ไม่ไกลออกไปนัก “ซูชือฉาง มาได้เวลาจริงๆ”

        เขาเอ่ยขึ้นขณะที่ร่างกายได้ดีดตัวลอยขึ้นอยู่กลางอากาศแล้ว เขายืมแรงจากการเหยียบบนศีรษะของทหารฝ่ายตรงข้ามในการพาตนเองกระโดดไกลไปจนถึงเบื้องหน้าของซูชือฉาง จะจับโจรก็ต้อจับหัวหน้าก่อน ด้วยความสามารถของเขาแม้จะไม่อาจรับประกันได้ว่าสามารถจับตัวม่อเวิ่นเสวียนที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองขององครักษ์ฝ่ายในได้ แต่ถ้าหากจับซูชือฉางนั้นถือเป็นเรื่องง่ายดายอย่างยิ่ง

        เมื่อเห็นเหลยอวี๊เฟิงที่ลอยตัวมาเสมือนกำลังโผยบินอยู่นั้นกำลังมุ่งหน้ามาทางตน ซูชือฉางก็ได้แต่นิ่งอึ้งไป เขานำทหารออกรบฆ่าฟันศัตรูมาตั้งมาก ไม่เคยหวั่นกลัวแม้แต่น้อย แต่ว่าครั้งนี้ต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือ เขายังรู้สึกไม่พร้อมเสียเท่าใดนัก

        ซูชือฉางกระชากสายบังเหียนในมือก่อนที่จะร่างกายจะเอนตัวไปด้านหลังและบังคับให้ม้าวิ่งกลับเข้าไปในดงทหารม้าพันนายด้านหลังทันที

        เอาชีวิตรอดได้ถึงจะสำคัญที่สุด

        “คิดจะหนี…” เหลยอวี๊เฟิงตะโกนออกมาก่อนที่ทั้งร่างเขาจะเหมือนเหยี่ยวขนาดใหญ่ที่กำลังสยายปีกกำลังพุ่งตัวมาทางนี้

        ยอดฝีมือในยุทธภพทั้งหลายที่ถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสก็ล้วนแต่มีสีหน้าเขียวคล้ำ สำหรับผลลัพธ์ของสงครามในครั้งนี้ทำให้พวกเขารู้สึกอับอายเป็นอย่างยิ่ง

        หนึ่งในนักพรตที่สวมใส่เสื้อสีไพลินนั้นก็สะบัดแขนเสื้อของตนพุ่งตัวออกไปโจมตีกับกลุ่มทหารที่ขวางอยู่เบื้องหน้าพลางกวาดสายตาสำรวจสถานการณ์บริเวณรอบๆ ทันใดนั้นเขาก็เห็นรถม้าที่ถูกกองทหารโลหิตโอบล้อมเอาไว้ ดวงตาเรียวเล็กก็เหมือนมีประกายสว่างขึ้นในทันที

        เสมือนว่ากำลังมองเห็นความหวังแล้วก็มิปาน

        เขาเป็นเพียงแค่นักพรตคนหนึ่ง ออกเดินทางในยุทธภพเป็นเวลาสิบกว่าปี ได้ยินชื่อเสียงของม่อเวิ่นเฉินทว่าเรื่องอื่นที่เกี่ยวกับตัวม่อเวิ่นเฉินนั้นเขาไม่รู้เลยแม้แต่น้อย

        เพราะฉะนั้น ตอนนี้เขาได้เบนความสนใจไปที่ซูฉีฉีเสียแล้ว

        นี่เป็นสิ่งที่แม้แต่ม่อเวิ่นเสวียนยังไม่คิดที่จะทำเสียด้วยซ้ำ

        ใครบ้างไม่รู้ว่าม่อเวิ่นเฉินมิได้สนใจว่าซูฉีฉีจะเป็นหรือจะตาย

        และเหลิ่งเหยียนที่กำลังรีบถอยทัพอยู่นั้นก็ไม่ได้คิดจะสนใจไปคุ้มกันซูฉีฉีแม้แต่น้อย เขาเพียงปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ

        และในจังหวะที่เหลยอวี๊เฟิงจับซูชือฉางไปได้แล้วนั้น อีกด้านหนึ่งบุรุษเสื้อสีไพลินก็ได้ดีดตัวเองให้ลอยขึ้นและไปหยุดอยู่ด้านบนรถม้าในทันที เขาฟันดาบลงไปบนหลังคารถอย่างแรงและกระโดดตัวเข้าไปด้านใน เมื่อออกมาแล้ว ในมือของเขาก็แนบคนมาอีกผู้หนึ่ง

        คนผู้นั้นก็คือซูฉีฉีที่มีสีหน้าราบเรียบ

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม