0 Views

        “จะให้เอาออกมาให้นั้นย่อมได้ แต่เสด็จพี่ก็ควรให้ข้าเห็นคนก่อนจริงหรือไม่” ม่อเวิ่นเฉินยังคงมีท่วงท่าเสมือนไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา

        เขาเอ่ยถามออกมาอย่างสบายๆ

        ท่าทางเช่นนั้นของเขาทำให้คนคิดอยากจะยกดาบขึ้นแทงเสียให้ตายอยู่ตรงนั้น

        แต่พวกเขาก็ไม่มีความสามารถพอจะทำได้

        เบื้องหลังของม่อเวิ่นเสวียนนั้นมีคนกลุ่มใหญ่ยืนอยู่เช่นเดิม ทุกคนนั้นล้วนเป็นยอดฝีมือคอยคุ้มกันเขาทั้งทางซ้ายและขวา

        “แน่นอน…ว่าย่อมได้…” ม่อเวิ่นเสวียนกัดฟันเอ่ยออกมา ตอนนี้พวกเขาได้หักหน้ากันแล้ว ไม่จำเป็นต้องพะวงใดๆ อีก

        ซูฉีฉีในตอนนี้ก็เลิกผ้าม่านในรถม้าขึ้นมองไปด้านหน้าเช่นกัน

        นางกำลังคิดว่าม่อเวิ่นเฉินจะทำเช่นไร

        จะใช้ป้ายคุมทหารแลกกับตัวของเหลยอวี๊เฟิงจริงหรือ? นางดูอย่างไรก็ไม่เหมือนจะเป็นเช่นนั้น เสมือนว่าม่อเวิ่นเฉินนั้นกำลังหยอกล้อม่อเวิ่นเสวียนอยู่เสียมากกว่า

        ด้านหน้ากำลังพูดคุยตกลงกันอยู่ ทว่าเหลิ่งเหยียนนั้นกลับเดินมาที่ด้านข้างของรถม้าที่ซูฉีฉีนั่งอยู่ ในแววตามีความจนใจฉายออกมาเล็กน้อย “พระชายา ท่านต้องระวังหน่อย บริเวณรอบๆ ได้ถูกฮ่องเต้สั่งให้คนมาล้อมไว้จนหมดแล้ว”

        ความหมายของเขาคือ อีกเดี๋ยวนางต้องดูแลตนเองให้ดีๆ

        ในเวลาคับขันเช่นนี้ พวกเขาต้องคุ้มครองเพียงม่อเวิ่นเฉินเท่านั้น

        ซูฉีฉีพยักหน้า สำหรับการกระทำเช่นนี้นั้นนางรู้ดีอยู่แก่ใจ

        ยังดีที่นางไม่ได้คิดว่าตนมีความสัมพันธ์พิเศษอันใดกับม่อเวิ่นเฉิน

        นางยกมือขึ้นทาบลงตรงตำแหน่งหัวใจ จะบอกว่าไม่เจ็บตรงหัวใจนั้นเป็นเรื่องโกหก นางหวั่นไหวแล้วแท้ๆ จะแสดงท่าทีนิ่งเฉยไม่รู้สึกอันใดได้เช่นใดกัน

        แต่นางก็มีเพียงแต่ใช้ความนิ่งเฉยปกปิดทุกสิ่งอย่างเอาไว้เท่านั้น

        “รู้แล้ว” นางปล่อยผ้าม่านในมือลงก่อนจะตอบรับออกไปสั้นๆ ท่าทางของนางทำให้เหลิ่งเหยียนเกิดความรู้สึกสงสารขึ้นมา เขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำเช่นนี้เหมือนกันแต่ว่าเขาจะคุ้มครองซูฉีฉีได้ก็ต่อเมื่อม่อเวิ่นเฉินปลอดภัยแล้วเท่านั้น

        ลมหนาวเย็นพัดผ่านใบหน้าและร่างกายอย่างแรง ทำให้ปลายของเสื้อคลุมตัวยาวสะบัดไปมาจนเกิดเสียงพึบพับๆ ดังขึ้น

        คนหนึ่งสวมชุดดำสนิทท่วงท่าเคร่งขรึม อีกคนหนึ่งสวมชุดเหลืองสว่างดูสูงศักดิ์ พวกเขาทั้งสองจับจ้องกันและกันนิ่งๆ อยู่เช่นนั้น

        ต่างฝ่ายต่างไม่ขยับก่อน ทว่าในทางลับนั้นกลับวางแผนทั้งหมดเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ครั้งนี้จะต้องเป็นสงครามนองเลือดอย่างแน่นอน

        ห่างไปไม่ไกลนักก็เห็นองครักษ์ฝ่ายในสองคนกำลังพยุงเหลยอวี๊เฟิงก้าวเดินมาทางนี้ เหลยอวี๊เฟิงในตอนนี้บาดแผลเต็มร่างกาย เห็นได้ชัดว่าได้รับการทรมานมาอย่างรุนแรงแต่บนใบหน้าอันหล่อเหลานั้นกลับกำลังยิ้มอยู่พลางใช้สายตาทักทายม่อเวิ่นเฉิน

        เมื่อเห็นสภาพของเหลยอวี๊เฟิงแล้ว ม่อเวิ่นเฉินก็กำเชือกในมือของตนแน่นขึ้น ไอสังหารกระจายออกไปรอบพื้นที่อย่างไม่ปกปิด กระทั่งอาชาที่เขาขี่อยู่ยังรู้สึกได้ถึงแรงกดดันจากไอสังหารของเขา มันส่งเสียงร้องต่ำๆ ออกมาไม่หยุด

        บรรยากาศเช่นนี้ทำให้ฝ่ายศัตรูขวัญเสียไปจนหมดแล้ว

        ม่อเวิ่นเสวียนที่รับรู้ได้ถึงสัญญาณอันตรายตรงหน้าก็ค่อยๆ ยกมือขึ้นเพื่อเป็นการแจ้งทุกคนให้พร้อมลงมือได้ทุกเมื่อ

         แม้ว่าเขาจะไม่เคยยอมรับว่าม่อเวิ่นเฉินนั้นเก่งกาจกว่าตน แต่เขาก็ไม่อยากใช้ชีวิตของตนมาเสี่ยง เขายังต้องรวมแผ่นดินนี้ให้เป็นหนึ่งและเอาทุกสิ่งที่ต้องการมาเป็นของตน

        ขอเพียงม่อเวิ่นเฉินเริ่มกระทำการใดๆ ก็แล้วแต่ เขาก็จะหลบออกจากคนกลุ่มนี้และให้พวกยอดฝีมือทั้งหลายจัดการกับเขาแทน

        คนต่อให้เก่งกาจแค่ไหน ก็ไม่อาจเป็นคู่ต่อสู้ของยอดฝีมือนับพันได้หรอก

        ต้องรู้ว่า เพื่อวันนี้ เขาได้จ้างยอดฝีมือในยุทธภพไปหลายพันคนแล้ว

        เมื่อเห็นว่าบรรยากาศโดยรอบนั้นไม่ปกตินัก ม่อเวิ่นเฉินก็มีสีหน้าจริงจัง เวลานี้เขาหันกลับไปมองรถม้าที่อยู่ด้านหลังของตน คนที่นั่งอยู่บนรถม้าก็คือซูฉีฉี

        สำหรับท่าทีที่นิ่งสงบของนางนั้น เขาไม่ได้รู้สึกแปลกใจใดๆ

        ซ้ำเขายังรู้สึกชื่นชมในความเยือกเย็นและฉลาดหลักแหลมของนางอีกด้วย

        ทว่าซูฉีฉีที่อยู่ในรถม้าตอนนี้กลับกำลังคิดว่าจะช่วยตนเองให้รอดพ้นอย่างไรดี นางเย้ยหยันตัวเองพลางหยิบเอาเข็มทองที่อยู่ในแขนเสื้อของตนขึ้นมาหนีบไว้ระหว่างนิ้วมือ อีกทั้งยังเอาไปคาบไว้ในปากอีกดอกหนึ่ง อาวุธเพียงอย่างเดียวของนางก็คือเข็มทองเหล่านี้

        นางไม่เป็นวรยุทธ์ นางมิอาจปกป้องตนเองในสนามรบได้เลย

        ตอนนี้ ขอเพียงแค่พวกยอดฝีมือไม่ได้จับจ้องมาทางนาง ซูฉีฉีก็เชื่อว่านางจะต้องรอดพ้นจากเหตุการณ์ตรงหน้าไปได้อย่างแน่นอน

        การดูแลที่นางได้รับระหว่างทางมานั้นได้ทำให้นางรู้สึกเฉยชา ไม่คาดหวังว่าจะมีผู้ใดมาช่วยชีวิตตนอีก

        ม่อเวิ่นเฉินรู้ว่าเหลยอวี๊เฟิงครั้งนี้จะไม่ใช่ตัวปลอมอีกแน่ เขาหยิบเอากล่องผ้าในอกเสื้อของตนออกมาก่อนจะกระดกยิ้มมุมปากขึ้น รอยยิ้มนั้นเป็นยิ้มที่แข็งกระด้างแอบแฝงไปด้วยไอสังหาร

        ม่อเวิ่นเสวียนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามมิได้ขยับตัว เขายังคงจับจ้องไปที่ม่อเวิ่นเฉิน ไม่ปล่อยให้ท่าทางใดๆ ของเขาเล็ดลอดผ่านสายตา กล่องผ้านั้นเป็นของที่เขาอยากได้ ขอเพียงปลดอำนาจทหารของม่อเวิ่นเฉินได้ การจะฆ่าเขานั้นก็ถือเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งแล้ว

        เมื่อเห็นม่อเวิ่นเฉินยื่นมือออกมา ทำให้แสงอาทิตย์ที่สาดส่องมาบนกล่องผ้านั้นดึงดูดสายตาของผู้คนโดยทั่ว

        เหลยอวี๊เฟิงเดิมมีสีหน้ายิ้มแย้มไม่สนใจสิ่งใด แต่เมื่อได้เห็นการกระทำเบื้องหน้าของม่อเวิ่นเฉินแล้วสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปในทันที “ม่อเวิ่นเฉิน คนอย่างข้าไม่ต้องให้เจ้ามาช่วยเหลือ รีบสั่งให้คนของเจ้าไสหัวออกไปเสีย”

        เห็นได้ชัดว่าเขามีโทสะเสียแล้ว

        “หุบปาก” ม่อเวิ่นเสวียนสะบัดแส้ในมือลงไปบนใบหน้าของเหลยอวี๊เฟิงทันที ใบหน้าหล่อเหลาที่ขาวสะอาดดุจหยกนั้นมีรอยเลือดปรากฏออกมาเส้นหนึ่ง

        นั่นทำให้ดวงตาที่แต่เดิมเยือกเย็นอยู่แล้วของเหลยอวี๊เฟิงในตอนนี้เต็มไปด้วยไอสังหารอันแรงกล้า

        แม้จะเป็นดุจพยัคฆ์ที่ไร้เขี้ยวเล็บแล้วแต่ก็ยังคงหยิ่งผยองทะนงตน

        ไม่มีท่าทียอมอ่อนข้อแม้แต่น้อย

        ม่อเวิ่นเฉินดึงมือที่ถือกล่องของตนกลับทันที “เสด็จพี่”

        เพียงแค่เอ่ยสองคำนี้ออกมากลับทำให้ผู้คนโดยรอบรู้สึกถึงความหนาวเย็นที่บุกทะลวงเข้ามาอย่างกะทันหัน เป็นการเปิดสงครามเย็นขึ้นในทันที

        ดวงตาทั้งสองแม้ไม่มีโทสะปรากฏขึ้นแต่กลับดูน่าเกรงขาม ริมฝีปากเม้มแน่นเข้าหากันทำให้เขาดูโหดร้ายมากยิ่งขึ้น

        ม่อเวิ่นเสวียนหันไปจ้องเหลยอวี๊เฟิงก่อนจะดึงแส้ในมือกลับมาอย่างไม่สบอารมณ์ แล้วจึงค่อยหันไปมองม่อเวิ่นเฉิน “เสด็จน้องยังยิ้มอยู่ทำไม มือหนึ่งมอบคนมือหนึ่งส่งของ”

        เขาพูดพลางมองไปที่กล่องผ้านั้น เขาทนรอไม่ไหวอีกแล้ว

        ม่อเวิ่นเฉินส่งเสียงหึออกมาในลำคอก่อนจะพยักหน้าลง “ได้สิ”

        ทางม่อเวิ่นเสวียนก็ได้ส่งสัญญาณให้องครักษ์สองคนเดินพยุงเหลยอวี๊เฟิงไปด้านหน้า แต่กลับคาดไม่ถึงว่าเหลยอวี๊เฟิงจะดื้อดึงไม่ยอมเดินไป เขาจ้องไปที่ม่อเวิ่นเฉิน โทสะของเขาลุกฮือจนแทบจะสามารถเผาที่นี่จนราบเป็นหน้ากองได้อยู่แล้ว

        “ม่อเวิ่นเฉิน ถ้าหากเจ้าเอาป้ายคุมทหารมาแลกกับตัวข้า จากนี้ไปพวกเราจะต่างคนต่างอยู่ ไม่เกี่ยวข้องอันใดกันอีก”

        เหลยอวี๊เฟิงพูดทุกคำออกมาอย่างชัดเจน ท่าทีของเขาจริงจังเป็นอย่างมาก

        นี่ทำให้ผู้คนด้านหลังของม่อเวิ่นเฉินนั้นล้วนแต่รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง เช่นนี้ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นสหายที่ยอมร่วมเป็นร่วมตายต่อกัน แม้กระทั่งซูฉีฉีที่อยู่ในรถม้าก็รู้สึกซึ้งใจไปกับคำพูดของเขา ช่างเป็นคนที่ยึดมั่นในคุณธรรมเสียจริงๆ

        ทว่าม่อเวิ่นเฉินกลับไม่สนใจแม้แต่น้อย เขายังคงยื่นกล่องผ้าออกไปนิ่งๆ เช่นเดิมเพื่อรอให้ฝ่ายตรงข้ามมาหยิบเอาไป

        เขาไม่มองไปที่เหลยอวี๊เฟิง หรือไม่แม้แต่จะสนใจในคำข่มขู่เมื่อครู่

        ความนิ่งสงบของม่อเวิ่นเฉิน โทสะของเหลยอวี๊เฟิง ความนับถือจากซูฉีฉี อีกทั้งรอยยิ้มเย้ยหยันของม่อเวิ่นเสวียน ทุกสิ่งอย่างที่ผสานกันนี้กลับทำให้สถานการณ์ตรงหน้าหยุดนิ่งชั่วขณะ

        จากนั้นเหลยอวี๊เฟิงก็ถูกแรงผลักให้ก้าวไปข้างหน้า

        เหลิ่งเหยียนพร้อมกองทหารโลหิตเตรียมพร้อมที่จะบุกโจมตีทุกเมื่อ

        ในเวลาเช่นนี้ การบุกโจมตีเท่านั้นถึงจะเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด

        เพราะว่าคนที่ม่อเวิ่นเสวียนพามานั้นไม่เพียงแต่จำนวนที่มีเยอะ กระทั่งความสามารถก็ยังไม่ด้อยอีกด้วย

        เหลิ่งเหยียนและคนอื่นๆ รับรู้ได้ถึงสภาวะกดดันที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นบริเวณรอบๆ

        ความจริงแล้วเหลยอวี๊เฟิงก็รู้สึกได้เช่นกัน เพียงแต่ว่าตอนนี้เขาไม่อยากจะทำให้ม่อเวิ่นเฉินเดือดร้อนไปด้วย แต่เดิมเขาก็ไม่สามารถคุ้มครองมารดาของซูฉีฉีให้ปลอดภัยได้แล้ว ตอนนี้เขากลับมาเป็นตัวถ่วงให้กับม่อเวิ่นเฉินอีก เรื่องนี้ทำให้เขาเกลียดชังตนเองนัก

        เกลียดตนเองที่ไร้ความสามารถ

        เหลยอวี๊เฟิงค่อยๆ เข้าใกล้ม่อเวิ่นเฉินขึ้นเรื่อยๆ ห่างกันเพียงแค่สิบก้าว…แปดก้าว…

        ลมเย็นพัดผ่านทำให้เสื้อคลุมตัวยาวสีดำกระพือเป็นเสียงดังพึบพับๆ โครงหน้าที่งดงามดั่งรูปปั้นแกะสลักนั้นยิ่งดูเยือกเย็นมากยิ่งขึ้น เมื่อประกอบกับท่วงท่าอันเย็นชาของเขายิ่งทำให้องครักษ์สองคนที่ผลักเหลยอวี๊เฟิงอยู่นั้นกลับลังเลไม่กล้าก้าวเท้าไปข้างหน้าต่อ

        แม้ไม่ได้ขยับแต่ก็สามารถสร้างความกดดันให้กับฝั่งตรงข้ามได้แล้ว

        เมื่อเห็นเหลยอวี๊เฟิงถูกผลักไปด้านหน้าอีกเพียงสองก้าว ม่อเวิ่นเสวียนที่นั่งอยู่บนอาชานั้นก็หรี่ตาทั้งสองลงก่อนจะกำสายบังเหียนในมือแน่น จากนั้นเขาก็ถีบตัวเองให้ลอยขึ้นอย่างมีโทสะ ก่อนจะพุ่งไปหากล่องผ้าที่อยู่ในมือของม่อเวิ่นเฉิน…

        แสงสว่างหลายเส้นพุ่งผ่านหน้าไปอย่างรวดเร็ว

        ม่อเวิ่นเสวียนที่อยู่กลางอากาศเอียงตัวหลบในชั่วพริบตา ลูกศรเย็นสามดอกทะลุผ่ากลางอากาศ ยิงตรงไปโดนองครักษ์สองคนที่อยู่ด้านหลังของเขา โลหิตได้ทะลักออกมาจากโพรงจมูกและปากของคนทั้งสองก่อนที่พวกเขาจะล้มลงบนพื้น

        การเปลี่ยนแปลงที่กะทันหันเช่นนี้กลับทำให้ใจของม่อเวิ่นเสวียนบีบแน่นมากขึ้น สายตาของเขายังไม่ได้ละออกจากตัวของม่อเวิ่นเฉิน ตอนนี้เขารู้แล้วว่าในมือของม่อเวิ่นเฉินนั้นเป็นป้ายคุมทหารจริงๆ แต่เป็นป้ายคุมทหารที่แฝงไปด้วยศรพิษ

        แค่ม่อเวิ่นเฉินขยับเพียงนิดเดียว ธนูในกล่องผ้านั้นก็จะพุ่งตัวออกมาทันที

        ถ้าหากว่าเมื่อครู่เขาขยับตัวช้าอีกเพียงแค่นิดเดียว คนที่ล้มอยู่ที่พื้นในตอนนี้จะต้องเป็นเขา ม่อเวิ่นเสวียนอย่างแน่นอน!


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม