0 Views

        รถม้าค่อยๆ วิ่งไปข้างหน้า ไม่มีท่าทีแห่งความวิตกกังวลหรือเร่งรีบแม้แต่น้อย คนทั้งสองที่อยู่บนรถม้ายิ่งมีท่าทีนิ่งสงบ คนหนึ่งปิดตาลงพักผ่อนสายตา อีกคนหนึ่งกำลังเหม่อลอย

        ซูฉีฉีมองออกไปด้านนอกผ่านทางผ้าม่าน เพราะการออกวิ่งของรถม้าทำให้ร่างของนางโยกไปมา แต่ถึงกระนั้นบนใบหน้านางก็ไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆออกมา มิได้เคร่งเครียดและก็มิได้ยินดี เสมือนว่าเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ไม่ได้ทำให้รู้สึกผิดหรือกล่าวโทษตัวเองแม้แต่น้อย

        และก็ไม่ได้ทำให้นางรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองด้วยเช่นกัน

        นางรู้ว่าต่อให้ตนไม่ลงมา ม่อเวิ่นเฉินก็มีวิธีทำให้คนผู้นั้นเอ่ยออกมา-

        เขาในตอนนี้เพียงแค่เปลี่ยนความคิดที่มีต่อนาง เห็นนางมีตัวตนแล้วก็เท่านั้น

        ตลอดทางที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงของม่อเวิ่นเฉินนั้นนางสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน ความอบอุ่น การเอาใจใส่และความห่วงใย สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่ขาดแม้แต่น้อย แม้ว่าเขาจะไม่อาจดีได้เหมือนบุรุษธรรมดาทั่วไปแต่ก็ถือว่าพัฒนาขึ้นเยอะแล้ว

        หากเป็นเมื่อก่อนในใจของนางคงจะความคุมความรู้สึกยินดีไว้ไม่อยู่ แต่หลังจากที่เซี่ยเสี่ยวเตี๋ยต้องเสียชีวิตลงในกองเพลิงแล้วนั้น นางมักจะรู้สึกว่าม่อเวิ่นเฉินดีต่อนางเช่นนี้เพราะมีสาเหตุ

        บางทีนี่อาจจะเป็นการชดเชยอย่างหนึ่งก็เป็นได้

        เพราะอย่างไรเสียเรื่องทั้งหมดนี้ก็เกิดขึ้นเพราะเขา

        เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในอดีตเป็นเพียงแค่ตัวชักนำก็เท่านั้น

        แม้ว่าม่อเวิ่นเฉินจะหลับตาพักผ่อน แต่บางครั้งเขาก็จะลืมตาขึ้นมองซูฉีฉีแวบหนึ่ง เมื่อเห็นสีหน้าของนางแล้ว ในใจเขาก็รู้สึกจมดิ่งลงไป ความสงสารและเจ็บปวดในหัวใจนั้นค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

        สตรีผู้นี้ บางครั้งก็แข็งแกร่งเสียจนทำให้คนอดรู้สึกปวดใจมิได้

        ตั้งแต่นางฝังศพของมารดาแล้วก็ไม่ได้เห็นน้ำตาของนางไหลออกมาอีกแม้แต่หยดเดียว และยิ่งไม่ได้ยินนางเอ่ยสิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับชื่อของมารดาตนอีกเลย

        นางแบกรับทุกสิ่งอย่างเอาไว้อย่างนั้น

        รถม้าวิ่งไปอย่างช้าๆ โยกเยกไปมาเบาๆ ทำให้ซูฉีฉีที่พิงอยู่ในพนังรถม้าด้านในค่อยๆ หลับลงในที่สุด ในตอนที่นางสะลึมสะลืออยู่นั้นก็รู้สึกเหมือนมีคนกำลังเข้าใกล้ตน เมื่อนางค่อยๆ ลืมตาขึ้นก็เห็นว่าม่อเวิ่นเฉินได้ถอดเอาเสื้อคลุมตัวนอกของเขามาคลุมไว้บนตัวนาง อีกทั้งยังใช้มือรวบลูกผมที่มาปรกอยู่บนหน้าของนางให้เข้าที่

        การกระทำที่เป็นไปอย่างเรียบง่ายนี้กลับทำให้ภายในใจของซูฉีฉีรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด

        นางเพียงแต่ถอดถอนใจเบาๆ ลึกๆ ในใจพร้อมกับคิดว่า ม่อเวิ่นเฉิน ท่านอย่าดีกับข้าให้มากนัก ข้าจะถือเป็นจริงไปได้

        เรื่องราวในอดีตที่พวกเขาเผชิญมาด้วยกันทั้งหลายนั้นทำให้นางไม่กล้าที่จะหวั่นไหว และถึงแม้ว่าตอนนั้นจะหวั่นไหวแล้ว เมื่อนางมีสติขึ้นมาก็ยังคงบังคับให้ตนเองลืมความดีของบุรุษผู้นี้

        ระหว่างพวกเขามีเพียงความสัมพันธ์ของเจ้านายกับบ่าว ถ้าหากว่าตนไม่มีประโยชน์ คงจะตายเสียแต่ตอนแรกแล้วอีกทั้งเขาคงจะไม่สนใจแม้แต่น้อย

        เมื่อคิดถึงตรงนี้ ใจนางก็ยิ่งเจ็บมากขึ้น

        ดวงตาทั้งสองคู่ประสานกัน ม่อเวิ่นเฉินนั้นไม่ได้มีสีหน้าตกใจหรืออ้ำอึ้งแต่อย่างใด เขาเพียงแค่กระตุกยิ้มมุมปากขึ้น เผยรอยยิ้มออกมาบนใบหน้า ซูฉีฉีเห็นดังนั้นก็นิ่งอึ้งไปก่อนจะรีบปิดตาของตนเองลง

        ท่าทางเช่นนี้ของนางกลับทำให้ม่อเวิ่นเฉินต้องฉีกยิ้มออกมามากขึ้น

        ต่อให้นางจะฉลาดปราดเปรื่องเสียแค่ไหน แต่ยังไงเสียนางก็เป็นกุลสตรีในเรือนที่ยังไม่เคยเผชิญโลกภายนอก สำหรับเรื่องของหนุ่มสาวแล้วนั้น นางก็ยังคงไร้เดียงสาอยู่มากนัก

        ม่อเวิ่นเฉินส่ายศีรษะเบาๆ เขาไม่ได้กลั่นแกล้งซูฉีฉีอีกต่อไป เขาจ้องมองไปที่ซูฉีฉีอย่างลึกซึ้งแวบหนึ่งก่อนจะค่อยๆ ขยับตัวถอยออกไป ทว่าในใจของเขาในตอนนี้กลับรู้สึกว้าวุ่นขึ้นมาเบาๆ

        เขาหวั่นไหวแล้วจริงๆ หรือแค่เป็นเพียงเพราะการพนันกับเหลยอวี๊เฟิงเท่านั้น?

        เรื่องนี้แม้แต่เขาเองก็ไม่แน่ใจ

        เมื่อคิดถึงตรงนี้ ในใจเขาก็สับสนยิ่งนัก

        “หยุด”

        ม่อเวิ่นเฉินตะโกนสั่งคนคุมม้าขึ้นอย่างกะทันหันก่อนจะพุ่งทะยานออกจากรถม้าไป เขาแย่งเอาม้าตัวหนึ่งมาจากมือขององครักษ์คนหนึ่งก่อนจะขึ้นขี่มันและวิ่งทะยานไปข้างหน้า

        ให้ลมพัดผ่านดึงสติของตนกลับมา

        เขารู้ว่าตนเองหวั่นไหวแล้ว ความห่วงใยที่มีต่อซูฉีฉีนั้นทำให้เขาแสดงท่าทางออกมาโดยธรรมชาติ สิ่งเหล่านั้นไม่ได้เป็นการแสดงละคร

        เขาคือม่อเวิ่นเฉิน สักวันหนึ่งเขาก็ต้องยอมรับมัน แต่ว่าตอนนี้เขาอยากให้ตนเองมีสติมากกว่านี้ ลมหนาวเย็นพัดผ่านหน้าเขาสร้างความเจ็บปวดไม่น้อย เสมือนมีมีดคมๆ กรีดลงมาก็ไม่ปาน

        แต่ถึงอย่างนั้นม่อเวิ่นเฉินก็ไม่ได้หยุดชะลอแม้แต่น้อย เขายังคงบังคับม้าให้พุ่งทะยานไปข้างหน้า

        ซูฉีฉีที่อยู่ในรถม้าก็ตกตะลึงเช่นกัน นางลืมตาขึ้น นางไม่ได้หันไปมองม่อเวิ่นเฉินที่คลุ้มคลั่งขึ้นมาอย่างกะทันหันแต่กลับขยับตัวเข้าใกล้มุมของรถม้ามากขึ้น หาท่าที่รู้สึกสบายและหลับตาพักผ่อนต่อ

        บุรุษเช่นนี้ นางไม่กล้าไปยั่วอารมณ์เขา ด้วยเหตุนี้นางจึงไม่อยากไปสนใจ

        ให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติเถิด

        นางรู้แต่เพียงว่าเพื่อมารดาของตนแล้วนางจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป เพื่อล้างแค้นให้กับมารดา นางจะต้องยืนอยู่ฝั่งม่อเวิ่นเฉิน

        ม่อเวิ่นเฉินที่อยู่ด้านหน้าหยุดลงกะทันหัน ม้าของเขาเปล่งเสียงร้องออกมายาวๆ พร้อมยกขาหน้าของมันขึ้น

        เสียงร้องยาวนี้ทำให้คนที่อยู่ด้านหลังทั้งหมดก็หยุดลงเช่นกัน

        เพราะว่าการหยุดรถม้าอย่างกะทันหันปลุกซูฉีฉีที่อยู่ในรถม้าให้ตื่นขึ้น

        นางมิได้รีบชะเง้อออกไปดูด้านนอกแต่กลับเงี่ยหูฟังว่าเกิดเหตุอันใดขึ้น

        มุมปากกระดกขึ้นพร้อมแฝงไปด้วยความเย็นชา แผ่นหลังที่อยู่บนม้านั้นทำให้เขาดูสง่าผ่าเผย บารมีกระจายออกมาประหนึ่งอยู่เหนือคนทั้งปวง

        “มาแล้ว” ม่อเวิ่นเฉินเอ่ยออกมาเสียงต่ำประโยคหนึ่ง

        ห่างไปไม่ไกลนัก แม้ซูฉีฉีจะไม่รู้ว่าด้านหน้าเกิดเหตุอันใดขึ้น แต่นางก็รู้ว่าม่อเวิ่นเสวียนอดทนต่อไปไม่ได้แล้ว เขาจะลงมือจริงๆ เสียแล้ว

        แต่ว่าเขาไม่อาจทนรอได้ขนาดนี้เชียวหรือ

        อยากจะรีบฆ่าม่อเวิ่นเฉินขนาดนั้นเลยหรือ?

        ซูฉีฉีส่ายศีรษะเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ ปิดเปลือกตาลง นางกลับไปนั่งพิงบนรถม้าและหลับตาพักผ่อนต่อ

        นางต้องเก็บแรงเอาไว้ให้เพียงพอ

        ม่อเวิ่นเสวียนลงมือด้วยตนเองมิใช่อะไรที่จะรับมือได้ง่ายๆ

        แน่นอนว่าซูฉีฉีก็ยังคงเชื่อม่อเวิ่นเฉินเหมือนเดิมว่าบนโลกนี้ไม่มีใครสามารถเอาชนะเขาได้ การที่ม่อเวิ่นเสวียนลงมือด้วยตนเองนั้นก็เป็นเพียงแค่ความลำบากที่มากขึ้นเท่านั้น

        อย่างมากก็แค่ใช้เวลาอยู่ที่นี่นานขึ้น

        พวกเขาเองก็ไม่ได้รีบกลับเมืองอ้าว ทว่านางกลับนึกสงสัยว่าด้วยฝีมือของเหลยอวี๊เฟิงนั้นทำอย่างไรถึงถูกจับไปได้

        เมื่อคิดถึงว่าเขาต้องถูกศัตรูจับไปเพราะว่าคุ้มครองมารดาของตนนั้น ในใจของซูฉีฉีก็สั่นไหวเล็กน้อย

        ตรงข้ามม่อเวิ่นเฉินคือม่อเวิ่นเสวียน เขาก็นั่งอยู่บนม้าตัวใหญ่สีแดงพุทราตัวหนึ่งเช่นกัน ม่อเวิ่นเสวียนสวมใส่ชุดคลุมมังกรสีเหลือง ท่วงท่าสง่างามขณะที่ดวงตาจับจ้องไปที่ม่อเวิ่นเฉิน “ให้เสด็จน้องรอนานเสียแล้ว”

        “ไม่หรอก” ม่อเวิ่นเฉินยิ้มน้อยๆ เขาไม่ได้รอม่อเวิ่นเสวียนจริงๆ

        เขาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสบายๆ

        ท่าทางเช่นนี้ทำให้สีหน้าของม่อเวิ่นเสวียนคล้ำขึ้นไม่น้อย ดวงตาหรี่ลงอย่างเอาเรื่อง ในแววตาปรากฏไอสังหารออกมาแวบหนึ่ง

        แน่นอนว่าเขามาที่นี่เพื่อฆ่าม่อเวิ่นเฉิน

        “เมื่อครู่เสด็จน้องได้ฆ่าทหารหมื่นนายของข้าไป จะอธิบายเรื่องนี้ว่าอย่างไร?” ม่อเวิ่นเสวียนเงยหน้าขึ้น เขาหรี่ตาทั้งสองข้างลง ดวงตาที่ดำสนิทนั้นไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ

        ยังไงเสียพวกเขาก็เป็นพี่น้องกัน ใบหน้าทั้งสองคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก กระทั่งไอแห่งความอันตรายที่กระจายออกมาก็ยังเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน

        ม่อเวิ่นเฉินส่งเสียงหึในลำคอออกมาเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเช่นกัน “นอกเมืองหลวงนั้นมีคนจะลอบสังหารข้า มิรู้ว่าเสด็จพี่จะอธิบายเรื่องนี้อย่างไรดี?”

        เขาไม่มีท่าทีอ่อนข้อให้แม้แต่น้อย

        ก็คงมีเพียงแต่ม่อเวิ่นเฉินเท่านั้นถึงจะกล้าต่อกรกับม่อเวิ่นเสวียนเช่นนี้

        ท่าทางประหนึ่งไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา

        มุมปากของม่อเวิ่นเสวียนบิดจนเสียรูปไปช่วงหนึ่ง ใบหน้าของเขาเขียวจนขาวและก็กลับมาเขียวอีกครั้ง

        เขาสะบัดเสื้อคลุมตัวยาวของตนแรงๆ “มีเรื่องเช่นนี้ด้วยงั้นหรือ”

        เมื่อซูฉีฉีที่อยู่ในรถม้าได้ยินประโยคเมื่อครู่ มุมปากของนางก็กระตุกขึ้นเบาๆ

        สำหรับการแสดงละครอย่างเห็นได้ชัดของม่อเวิ่นเสวียนนั้น ม่อเวิ่นเฉินมิได้สนใจมองและไม่คิดจะเอ่ยตอบประโยคเมื่อครู่ของม่อเวิ่นเสวียน

        “ในเมื่อทุกคนต่างก็รู้ดีอยู่แก่ใจแล้ว วันนี้ก็จะไม่ทำให้เจ้าลำบากใจ มอบป้ายคุมทหารมาแล้วข้าจะคืนเพื่อนของเจ้าให้กลับไปอย่างปลอดภัย” ม่อเวิ่นเสวียนเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย พยายามดึงเอาบารมีขึ้นมาข่มม่อเวิ่นเฉิน

        หลายปีมานี้เขาพยายามต่อกรกับม่อเวิ่นเฉินมาโดยตลอด แต่ก็ไม่เคยชนะได้สมใจเลยแม้แต่ครั้งเดียว

        มือที่จับบังเหียนอยู่นั้นขยับเบาๆ ก่อนที่ม่อเวิ่นเฉินจะทำเพียงยิ้มออกมา “ได้สิ”

        เมื่อเห็นท่าทีของเขา ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ ไม่โมโหไม่ร้อนรนเช่นนี้ โทสะที่อยู่ในใจของม่อเวิ่นเสวียนก็พุ่งทะยานขึ้น มันค่อยๆ โหมกระหน่ำอย่างรุนแรง เขากัดฟันอย่างเคียดแค้นพร้อมกำเชือกที่อยู่ในมือของตนไว้แน่น

        ท่าทางเช่นนี้เสมือนต้องการจะสื่อว่าแล้วแต่เจ้าเลยว่าจะทำเช่นไร จะลงมือวิธีใดข้าก็จะรับมือเช่นนั้น

        “เอาออกมา” ม่อเวิ่นเฉินฟาดแส้ลงไปบนม้าอย่างแรง ก่อนที่มันจะก้าวไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง เสื้อคลุมมังกรสีทองสว่างขยับเล็กน้อย ท่าทางประหนึ่งว่าพร้อมจะลงมือได้ทุกเมื่อ

        วันนี้เขาจะต้องบีบให้ม่อเวิ่นเฉินยอมแพ้อยู่ที่นี่ให้ได้

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม