0 Views

        หลังจากเสียงตะโกนของซูฉีฉี ม่อเวิ่นเฉินก็กำกล่องผ้าในมือของตนไว้แน่นก่อนจะขยับตัวอย่างรวดเร็ว หลบมีดบินสองดอกที่ปามาจากกลางอากาศได้อย่างทันท่วงที จากนั้นชุดคลุมตัวยาวก็สะบัดครั้งหนึ่งก็ปรากฏกระบี่ยาวเล่มหนึ่งขึ้นในมือของม่อเวิ่นเฉิน

        เขาแทงลงไปบนเหลยอวี๊เฟิงที่นอนอยู่บนพื้นอย่างแรง

        เหลยอวี๊เฟิงที่แต่เดิมเต็มไปด้วยบาดแผลบนร่างกายนั้นกลับขยับตัวหลบอย่างรวดเร็วแล้วเด้งตัวลุกขึ้นยืนอีกครั้ง มีดบินกว่าสิบดอกปาออกจากมือเขาพุ่งตรงไปยังม่อเวิ่นเฉินและซูฉีฉี

        ในดวงตามีประกายแห่งความเย้ยหยันและไอสังหารกระจายออกมาเป็นระลอกๆ

        ไอสังหารนั้นพุ่งตรงไปยังซูฉีฉี

        ซูฉีฉีถอยหลังกลับไม่ทัน นางจึงทำเพียงแค่ยืนอยู่กับที่ปล่อยให้มีดบินนั้นแทงเข้าไปบนตัวนาง นางไม่เป็นวรยุทธ์แม้แต่น้อย นางไม่สามารถเหาะตัวกระโดดหลบได้ อีกทั้งมีมีดบินปาออกมาอย่างพร้อมเพรียงเช่นนี้ นางก็ทำได้เพียงแค่รอคอยความตายแล้ว

        ทว่าบนหน้าของนางกลับไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ในทางกลับกันมันกลับแสดงความไม่ยินยอมออกมา

        แน่นอนว่านางไม่ยินยอมที่จะตายไปทั้งอย่างนี้เพราะว่านางนั้นยังไม่ได้ล้างแค้นให้กับมารดาของตน

        ในขณะที่มีดบินนั้นถูกปามาทางนางนั้น กระบี่ในมือของม่อเวิ่นเฉินก็พริ้วไหวดั่งงูที่กำลังเลื้อยไหลอยู่บนพื้นดิน ปัดมีดบินพวกนั้นให้ร่วงลงพื้นและขยับมือไปดึงเอาซูฉีฉีมาโอบไว้ในอ้อมกอดในเวลาเดียวกัน เขาขยับตัวเพียงแวบหนึ่งกลางอากาศ ชุดคลุมตัวยาวสะบัดอย่างรุนแรงก่อนที่จะทำการปัดเอามีดบินกลุ่มที่สองลงพื้นอีกครั้ง

        ในขณะที่กระบี่และมีดบินกำลังปะทะกันอยู่ในทางนี้ คนของทั้งสองฝ่ายก็ได้ออกมาปรากฏตัวแล้วเช่นกัน

        กองทหารโลหิตที่ติดตามข้างกายของม่อเวิ่นเฉินก็ได้จัดกระบวนท่าตั้งรับอย่างเรียบร้อยเป็นระเบียบ

        ไอสังหารแผ่ออกมาจนปุกคลุมทั่วทั้งพื้นที่

        กองทหารโลหิตในตอนนี้จะไม่เสียชื่อของพวกมันอีกอย่างแน่นอน

        ไอสังหารและแรงอาฆาตที่เย็นยะเยือกนั้นพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนภา

        หนึ่งเดือนที่มีการฝึกซ้อมอย่างโหดร้ายทารุณเกินมนุษย์นั้นดูจะเป็นผล

         อย่างน้อยตอนนี้บนสีหน้าของทุกคนก็ดูมีพลังอันน่าเกรงขามและไฟของการต่อสู้ที่ไม่มีวันดับลง

        เมื่อเทียบกับฝั่งตรงข้ามที่แม้จะมีกำลังทหารกว่าหมื่นคนแต่ว่ากลับดูไม่มีพลังเป็นหนึ่งเดียว มีความหวาดกลัวและหวั่นเกรงอย่างเห็นได้ชัด

        ยังมิต้องเอ่ยถึงกองทหารโลหิตที่อยู่ด้านข้าง แค่มีม่อเวิ่นเฉินยืนอยู่ตรงนั้นเพียงผู้เดียวก็ทำให้คนนับหมื่นนั้นต้องขวัญเสีย การมีอยู่ของม่อเวิ่นเฉินนั้นถือเป็นเรื่องมหัศจรรย์ เขาเป็นเทพแห่งสงครามที่ไม่เคยพ่ายแพ้ต่อสมรภูมิใด ซ้ำยังเป็นเทพแห่งความตายอีกด้วย!

        หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายลองประลองฝีมือกันแล้วก็ล้วนหยุดการกระทำของตนเองลง

        ม่อเวิ่นเฉินกอดซูฉีฉีไว้แน่นไม่ปล่อยมือ กระบี่ยาวชูขึ้นขนานอยู่หน้าอก เขาไม่ได้มองไปที่ทหารของฝ่ายตรงข้ามแม้แต่น้อย

        “ดูเหมือนว่าเสด็จพี่จะลงมือได้ใจกว้างดีนี่” มุมปากของเขากระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มแห่งความกระหายเลือดและยังแฝงไปด้วยความโหดร้ายและเลือดเย็นอีกด้วย

        มือที่กำด้ามกระบี่อยู่นั้นบีบกระชับขึ้นเบาๆ ก่อนจะก้มลงมองซูฉีฉีแวบหนึ่ง “วันนี้พวกเราสองสามีภรรยาจะบุกออกไปด้วยกัน”

        ประโยคนี้ทำให้ซูฉีฉีสะดุ้งตัวอย่างตกใจ ในที่สุดเขาก็ยอมรับในฐานะของนางแล้ว คำว่าสามีภรรยานี้ดังก้องสะท้อนอยู่ในหัวสมองของนาง

        นางเองก็ยื่นมือออกไปโอบรอบเอวของม่อเวิ่นเฉินเช่นกัน นางพ่นลมออกจากปากเบาๆ ก่อนจะถามตนเอง ช้าไปหรือไม่? บางทีอาจจะไม่ช้าไป

        ตอนนี้นางรู้แล้วว่าเหตุใดวันนั้นม่อเวิ่นเฉินถึงไม่ได้มาช่วยตน

        นางนั้นเฉลียวฉลาดมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

        “อืม” ซูฉีฉีขานรับเบาๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความมั่นใจ นางเชื่อว่าม่อเวิ่นเฉินสามารถพานางออกไปจากที่นี่ได้

        “ท่านอ๋อง ถ้าท่านฉลาดมากพอก็ส่งของออกมา ท่านจะได้ไม่ต้องตายอย่างน่าอนาถนัก” คนที่ปลอมเป็นเหลยอวี๊เฟิงเมื่อครู่ก็ยืนตัวตรงอยู่ตรงนั้นเช่นกัน ข้างหลังเขามีพลทหารกว่าหมื่นนาย แม้ว่าสภาพของเขาจะดูอเนจอนาถแต่ก็ยังปกปิดไอสังหารและความน่าเกรงขามบนตัวของเขาไว้ไม่มิด

        ดูเหมือนว่าคนผู้นี้ก็ไม่ใช่คนธรรมดาเช่นกัน

         เขาทำให้ม่อเวิ่นเฉินนั้นรู้สึกตื่นตาตื่นใจมิน้อย นานแล้วที่เขาไม่ได้เจอคนที่จะมาเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้

        โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสนามรบ

        คนตรงหน้านั้นมีความน่ายำเกรง มีท่วงท่าสง่างามราวกับแม่ทัพใหญ่

        “ขอบคุณที่เตือน แต่ไหนแต่ไรข้าก็ไม่เคยชอบถูกข่มขู่จากผู้อื่น” ม่อเวิ่นเฉินแสดงสีหน้าไม่ใส่ใจ มุมปากของเขากระดกขึ้น เขาในสถานการณ์เช่นนี้กลับยิ้มออกมาได้

        สีหน้าของเหลิ่งเหยียนยังคงไม่เปลี่ยนแปลง นึกถึงเมื่อก่อนตอนที่แม่ทัพใช้พลทหารหนึ่งพันนายบุกโจมตีทหารฝ่ายศัตรูกว่าแสนคนจนล่าถอย ทำให้เขาได้รับฉายาเทพแห่งสงครามมา ตอนนี้สามารถยืมเอาแรงของคนพวกนี้มาทำให้ฉายาของเขากลับมาดังสะนั่นอีกครั้งแล้ว

        เหลยอวี๊เฟิงตัวปลอมนั้นกลับไม่รู้สึกแปลกใจอะไร เขารู้อยู่แล้วว่าคำพูดเพียงไม่กี่ประโยคนั้นอย่าคิดว่าจะข่มขู่ม่อเวิ่นเฉินได้

        เขาพยักหน้าและยิ้มบางๆ พลางยกมือขึ้นขยับเบาๆ เป็นการออกคำสั่ง

        พลทหารที่อยู่ด้านหลังเขาก็ขยับตัวแล้ว การเคลื่อนไหวของพวกเขานั้นไม่เร็วนัก พลธนูยืนขนานออกมาเป็นเส้นตรง ลูกธนูล้วนเล็งเป้าไปที่ม่อเวิ่นเฉินและซูฉีฉีอย่างแม่นยำ

        และเหลยอวี๊เฟิงตัวปลอมก็กวาดตาไปมองซูฉีฉีครั้งหนึ่งอย่างไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ แสงแห่งความสนุกตื่นเต้นกระพริบอยู่ในดวงตาของเขา จากนั้นเขาก็ดึงปลายแขนเสื้อของตัวเองขึ้น

        เมื่อครู่หากมิใช่เพราะเสียงตะโกนของซูฉีฉี กล่องผ้าใบนั้นก็คงจะอยู่ในมือแล้ว

        แน่นอนว่าม่อเวิ่นเฉินนั้นไร้เทียมทาน ทว่าเมื่อเพื่อนที่ดีที่สุดของเขานั้นอยู่ในมือของศัตรู เขาก็จะไม่สงบนิ่งและชาญฉลาดเหมือนเช่นเคย ยังคงเป็นห่วงจนว้าวุ่นใจได้

         ทว่าสตรีผู้นี้กลับไม่ว้าวุ่นแม้ยามเผชิญหน้ากับอันตราย เพียงแวบเดียวก็มองออกทุกสิ่งอย่าง

        ช่างน่านับถือจริงๆ

        สตรีเช่นนี้แม้จะไม่เหมาะที่จะอยู่เคียงหมอน แต่กลับเหมาะที่จะอยู่เป็นคนข้างกาย

        “ยิงลูกธนูเถิด” ม่อเวิ่นเฉินเพียงแค่เบิกตาขึ้นครั้งหนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งและเอ่ยออกมาเสียงดัง เขาไม่เห็นฝ่ายตรงข้ามอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย

          หลังจากท่าทางของฝ่ายตรงข้ามเมื่อครู่ เหลิ่งเหยียนและกองทหารโลหิตก็เดินออกมาข้างหน้าหลายก้าว บนมือของทุกคนมีโล่อยู่อันหนึ่ง มันสว่างสะท้อนจนทำให้คนต้องแสบตา

         ทว่าม่อเวิ่นเฉินกลับยืนอยู่ด้านหน้ากองทหารพร้อมซูฉีฉีในอ้อมกอด เหมือนต้องการจะตกเป็นเป้าธนูก็มิปาน

        สำหรับการกระทำของม่อเวิ่นเฉินนั้น ซูฉีฉีไม่เข้าใจแต่นางก็ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมา นางสงบนิ่งเสมือนเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเองแม้แต่น้อย

        “ฉึกๆๆ…”

        เสียงขนนกที่ปลายธนูดังสนั่นอยู่ข้างหู

        และในจังหวะที่ลูกธนูถูกปล่อยออกจากสายธนูนั้น กองทหารโลหิตก็ได้ขยับตัวแล้ว พวกเขาเป็นเสมือนปีกขนาดยาวที่กระพือขึ้นพร้อมกัน ท่าทางของพวกเขาพร้อมเพรียง โล่ในมือนั้นได้ต้านทานลูกธนูที่ปล่อยออกมาจนหมด

        กลุ่มละสิบคน ในขณะที่คนกลุ่มแรกบังลูกธนูอยู่นั้น คนกลุ่มที่สองก็กระโดดข้ามคนกลุ่มแรกไป จากนั้นคนกลุ่มแรกก็กระโดดข้ามไปต่อ เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ทั้งสิบกลุ่มก็ไปยืนอยู่ตรงหน้าพลธนูของฝ่ายตรงข้ามเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

        หลังจากที่เท้าสัมผัสพื้น มือของพวกเขาก็ปลิดชีวิตของพวกพลธนูให้ซากศพของพวกเขาจมกองอยู่ในทะเลแห่งเลือดนี้

        และในเวลาเดียวกันม่อเวิ่นเฉินก็ได้ขยับตัวแล้ว ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเขาไปอยู่ตรงหน้าเหลยอวี๊เฟิงตัวปลอมตั้งแต่เมื่อไหร่ กระบี่ของเขาเคลื่อนไหวดุจเชือกพันธนาการแต่ก็แข็งแกร่งดุจโลหะ มันเอียงตะแคงพุ่งตรงไปที่ลำคอของเหลยอวี๊เฟิงตัวปลอม

        เหลยอวี๊เฟิงตัวปลอมเองก็ทำสงครามมาเป็นเวลานานเช่นกัน ทว่าเขากลับไม่เคยเห็นผู้ใดมีรูปแบบการสู้รบที่แปลกเท่ากองทหารโลหิตมาก่อน เขาได้แต่อึ้งตะลึง วินาทีต่อมาเขาก็รีบตะแคงตัวกลิ้งลงบนพื้นรอบหนึ่ง

        ถึงจะหลบกระบี่ที่แทงมาของม่อเวิ่นเฉินได้อย่างหวุดหวิด

        กระบี่นั้นถ้าหากแทงโดนเขาเมื่อครู่ เกรงว่าชีวิตเขาคงต้องจบลงที่นี่เป็นแน่

        หลังจากที่เขากลิ้งบนพื้นรอบหนึ่ง เขาก็ขยับขาถีบตัวเองให้ลุกขึ้น จากนั้นก็ออกแรงกระโดด แขนเสื้อสะบัดเบาๆ ก็ปรากฏมีดบินจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งตัวออกมาจากกลางอากาศ ท่าทางของเขาเสมือนหญิงสาวกำลังโปรยดอกไม้ก็มิปาน งดงามยิ่งแต่ก็อันตรายเป็นอย่างมากเช่นกัน

        ซูฉีฉีเงยหน้าขึ้นมองมีดบินที่อยู่เต็มท้องฟ้าราวกับเม็ดฝนก็มิปาน แสงสว่างในดวงตาของนางหายไปในทันที นางกอดเอวของม่อเวิ่นเฉินไว้แน่นแต่สีหน้ากลับไม่มีความหวั่นกลัวแม้แต่น้อย

        แม้แต่ความตายนางยังไม่กลัว ยังจะมีอันใดให้กลัวอีก

        กระบี่ร่ายรำออกมาเป็นวงแสงรอบหนึ่ง ม่อเวิ่นเฉินนั้นไม่รีบไม่ร้อน เขาปัดมีดบินเหล่านั้นให้ตกลงพื้นพลางขยับไปข้างหน้า สำหรับฝีมือการต่อสู้ของลูกน้องนั้นเขาไม่รู้สึกกังวลใจเลย

        มีเหลิ่งเหยียนอยู่ เพียงพอแล้ว

        เหลยอวี๊เฟิงตัวปลอมสะบัดมีดบินออกจากแขนเสื้อพลางค่อยๆ ก้าวถอย สำหรับการบุกโจมตีของม่อเวิ่นเฉินนั้นทำให้ความสงบนิ่งแต่เดิมของเหลยอวี๊เฟิงตัวปลอมนั้นมลายหายไปแล้ว คนผู้นี้เป็นดั่งคำล่ำลือจริงๆ เขามันไม่ใช่คน!

        มีดบินที่ปาออกมาถี่ๆ เช่นนี้ ตั้งแต่เขาออกท่องยุทธภพมานั้นก็ไม่เคยมีผู้ใดมีชีวิตรอดผ่านมันไปได้ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงการบุกโจมตีเข้ามาเช่นคนเบื้องหน้านี้

        เหงื่อเย็นผุดออกมาบนหน้าผากของเขาแล้ว เหลยอวี๊เฟิงตัวปลอมตอนนี้ถึงจะรู้ว่าการจะเอาป้ายคุมทหารนั้นต้องแลกมาด้วยอะไรที่โหดร้ายเช่นนี้

        เกรงว่าครั้งนี้จะต้องเสียทั้งกำลังเสียทั้งอำนาจเสียแล้ว

        เขานั้นไม่มีเวลาไปสนใจการต่อสู้เบื้องล่างอีกแล้ว ตอนนี้ทำได้เพียงแค่กระหน่ำสะบัดแขนเสื้อของตน

        ผู้คนขนานนามเขาว่าเป็นพระพุทธรูปพันมือ  ตอนนี้เกรงว่าจะได้กลายเป็นพระพุทธรูปจริงๆ เสียแล้ว

        “เจ้าสำนักเหลยอยู่ที่ใด?” ม่อเวิ่นเฉินถามออกมาเสียงเย็น ช่องว่างระหว่างพันลี้ของพวกเขามีเพียงมีดบินเท่านั้น


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม