0 Views

        “ทูลฝ่าบาท…จวนอัครมหาเสนาบดีเกิดเรื่องขึ้นแล้วพะยะค่ะ…”

        ม่อเวิ่นเสวียนมิได้ลุกขึ้นยืนทันทีแต่เขากลับหันไปสบตากับท่านอาจารย์ของตน จากนั้นเขาจึงค่อยๆ เดินไปด้านหลังฉากกั้น หันมององครักษ์ที่เข้ามารายงานแล้วก็ขมวดคิ้วแน่น “เรือนอัครมหาเสนาบดีเกิดเรื่องอันใดขึ้น?”

        เขาไม่อยากสนใจเรื่องของบ้านซูชือฉางแม้แต่น้อย

        และยิ่งหวังด้วยว่าคนทั้งครอบครัวของซูชือฉางจะตายไปได้จนหมด

        แม้ว่าเขาจะชอบซูเมิ่งหรู แต่ก็ชอบเพียงเพราะรูปโฉมของนางก็เท่านั้น

        ตอนนี้เขากลับนึกว่าถ้าแต่งซูฉีฉีมาแต่แรกอาจจะดีเสียกว่า อย่างน้อยนางก็มีสมองมากกว่าซูเมิ่งหรู

        เรื่องบางเรื่องจะได้ไม่ต้องให้เขารับมือแต่เพียงผู้เดียว

        ซูเมิ่งหรูผู้นั้นแม้จะสามารถคิดจัดการแผนการได้เล็กน้อย ทว่าก็ล้วนแต่ไม่สามารถเป็นหน้าเป็นตาให้กับเขาได้ ไม่สามารถเอาไว้ใช้ทำการใหญ่ได้

        แต่สำหรับซูฉีฉีนั้น ม่อเวิ่นเสวียนกลับรู้สึกว่านางเริ่มน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ

        ขอเพียงเรื่องครั้งนี้สำเร็จแล้ว เขาคิดว่า บางทีอาจจะทำอะไรให้ตนเองได้เพิ่มอีกสักเรื่อง

        องครักษ์มีสีหน้าสงบนิ่ง เขาคุกเข่าลงกับพื้น “จวนอัครมหาเสนาบดีเกิดเหตุไฟไหม้ เรือนหลังถูกเผาจนกลายเป็นธุลี ฮูหยินซู…เสียชีวิตลงในกองเพลิงแล้ว”

        “อะไรนะ?” สีหน้าของม่อเวิ่นเสีวยนไม่อาจสงบลงได้อีก เขาทุบฎีกาบนโต๊ะอย่างแรงก่อนจะตะโกนออกมาอย่างโมโห สีหน้าเปลี่ยนเป็นสีเขียวในทันที “ใครก็ได้ เตรียมเกี้ยว ไปจวนอัครมหาเสนาบดี”

        ฮูหยินซูเสียชีวิตลงในกองเพลิง!

        คำเหล่านี้หมุนวนอยู่ในหัวสมองของเขาไม่หยุดทำให้เขาใกล้จะเป็นบ้าเต็มทีแล้ว เขาวางแผนทุกอย่างมาอย่างยากลำบาก เกรงว่าตอนนี้จะต้องพังทลายไปจนหมดเสียแล้ว

        เขาคาดคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าสตรีที่บอบบางอ่อนแอเช่นนั้นจะใช้วิธีนี้จบเรื่องทุกอย่าง

        เช่นนี้ ซูฉีฉีก็ไม่ต้องลำบากใจอีกแล้ว

        ในเวลาเดียวกัน ซูฉีฉีและม่อเวิ่นเฉินที่อยู่เรือนรับรองก็ได้รับข่าวเช่นกัน

        ซูฉีฉีในตอนนี้เป็นเสมือนตุ๊กตาที่ไร้วิญญาณก็มิปาน นางพิงเข้าอ้อมกอดของม่อเวิ่นเฉินอย่างไร้เรี่ยวแรง ดวงตาทั้งสองล่องลอย ฟันขบลงบนริมฝีปากของตนเองแน่นจนปรากฏเลือดบางๆ ออกมาจากริมฝีปาก “ทำไมถึงเป็นเช่นนี้…ท่านแม่…ทำไมท่านถึงได้โง่ถึงเพียงนี้…ฉีฉีพูดแล้วไงว่าต้องมีวิธีแน่…”

        ม่อเวิ่นเฉินมองซูฉีฉีที่น้ำตารินไหลออกมาไม่หยุด แขนทั้งสองที่โอบนางก็สั่นไหวเล็กน้อย ทว่าเขากลับไม่รู้จะเอ่ยคำใดออกมา เดิมเขาคิดว่าตนไร้ซึ่งทางรอดแล้ว

        เขาคิดไม่ถึงว่าเซี่ยเสี่ยวเตี๋ยจะใช้การตายมาสนับสนุนบุตรสาวของตน

        เขาไม่ต้องเอ่ยถามก็รู้ได้ว่า บนเรื่องนี้ซูฉีฉีนั้นยืนอยู่ข้างตนอย่างแน่นอน

        มิเช่นนั้น มารดาของนางคงไม่เลือกวิธีนี้มาช่วยเหลือนางหรอก

        ในใจของเขารู้สึกสะเทือนใจไม่น้อย น่าสงสารคนที่เป็นพ่อแม่ และซูฉีฉีเองก็เป็นบุตรสาวที่ดี นางคอยคิดถึงและทำเพื่อมารดาของตนเสมอ

        รถม้าวิ่งอย่างรวดเร็วอยู่บนถนน

        ตอนนี้อยู่ๆ ซูฉีฉีก็ไม่กล้าที่จะไปเผชิญหน้ากับความจริงที่เกิดขึ้น นางยื่นมือไปจับแขนของม่อเวิ่นเฉิน “พวกเรา…กลับกันได้หรือไม่?”

        ขอเพียงนางไม่ไป นางก็ไม่ต้องเห็นซากศพของมารดาตน เช่นนั้นในใจของนางมารดาก็ยังคงมีชีวิตอยู่

        “ฉีฉี…” เป็นครั้งแรกที่ม่อเวิ่นเฉินเห็นซูฉีฉีในสภาพที่อ่อนแอเช่นนี้ ความสงสารและเจ็บปวดใจปรากฏขึ้นในดวงตาเขาอย่างปิดไม่มิด เขาคิดมาโดยตลอดว่าตนเองเป็นคนเยือกเย็นไร้ความรู้สึก ทว่าตอนนี้เมื่อเห็นซูฉีฉี เขากลับรู้สึกเจ็บปวดที่หัวใจเป็นอย่างมาก ตอนนี้เขาถึงได้รู้ว่าที่จริงแล้วตนก็มีหัวใจเช่นกัน อย่างน้อยต่อหน้าสตรีผู้นี้ หัวใจของเขาก็ไม่ได้แข็งแกร่งเช่นเดิม

        ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในอดีต เขาไม่เคยแม้แต่จะเอ่ยถาม ทว่าตอนนี้เขากลับไม่อยากให้ผู้หญิงของตนต้องได้รับความเจ็บปวดเช่นนี้

        “ม่อเวิ่นเฉิน ท่านแม่ของข้าจะต้องไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่? เพียงแค่เกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นเท่านั้น…” ซูฉีฉีจ้องมองไปที่ม่อเวิ่นเฉิน ดวงตาของนางใสกระจ่ายดุจน้ำ หยดน้ำตาค่อยๆ ไหลรินออกมาทีละหยด เสมือนไข่มุกเม็ดวาวก็ไม่ปาน

        ไหลออกมาไม่มีหยุด

        ม่อเวิ่นเฉินกระชับแขนของตนเองให้แน่นขึ้น “ฉีฉี ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอันใดขึ้น พวกเราจะเผชิญหน้าไปด้วยกัน…ดีหรือไม่?”

        ม่อเวิ่นเฉินแสดงความอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เขามองซูฉีฉีด้วยแววตาที่อ่อนลงพร้อมกับยกมือขึ้นจัดผมที่ยุ่งเหยิงบนหน้าผากของนางให้เข้าที่ ใช้แขนเสื้อเช็ดหยดน้ำตาของนางให้แห้ง

        นิ้วมือที่เยือกเย็นดุจน้ำแข็งลากผ่านหน้าผากของนาง

        ซูฉีฉีในตอนนี้ต้องการไหล่กว้างให้ตนเองได้พักพิง ในจุดนี้ม่อเวิ่นเฉินทำให้นางได้แล้ว

        จิตใจที่มืดมนของซูฉีฉีก็รับรู้ได้ถึงความอบอุ่นจางๆ นางเข้าใจในการตัดสินใจของเซี่ยเสี่ยวเตี๋ย สิ่งที่นางทำไปก็เพื่อให้ซูฉีฉีได้มีชีวิตที่ดีขึ้น

        เมื่อไม่มีเซี่ยเสี่ยวเตี๋ยมาทำให้พะวักพะวงแล้ว ซูฉีฉีก็ไม่ต้องกังวลอันใดอีก

        ตั้งแต่เล็กจนโตนางก็คอยปกป้องมารดาของตน คิดไม่ถึงว่าในท้ายที่สุดมารดาจะใช้ชีวิตของตนเองมาปกป้องนาง

        ซูฉีฉีลากนิ้วมือไปจับจี้หยกบนลำคอก่อนจะกำไว้ในฝ่ามือแน่น น้ำตาของนางไหลพรั่งพรูออกมามากขึ้น มารดานางเคยกล่าวไว้ว่าให้นางดูแลจี้หยกนี้ไว้ให้ดี!

        แม้ว่านางจะไม่เคยเข้าใจว่าเหตุใดเซี่ยเสี่ยวเตี๋ยถึงต้องให้ความสนใจกับจี้หยกนี้มากขนาดนี้ ทว่าคำพูดของมารดา นางล้วนแต่จดจำมันไว้ในใจเสมอ

        ชีวิตนี้ของนาง มีมารดาผู้เดียวที่รักใคร่นาง ดูแลนาง ตอนนี้คนผู้เ่ดียวที่คอยดูแลตนนั้นไม่อยู่แล้ว…

        นางจะเผชิญหน้ากับความจริงนี้ได้อย่างไร?

        รถม้ามาหยุดลงที่หน้าจวนอัครมหาเสนาบดี

        ทว่าซูฉีฉีกลับไม่ยอมลงจากรถม้าเสียที เพลิงไฟยังคงเผาไหม้อยู่ ทั่วทั้งจวนอัครมหาเสนาบดีนั้นมีควันไฟคละคลุ้งไปหมด เหล่าคนรับใช้ล้วนพยายามช่วยกันดับไฟ ซูชือฉางไม่รู้ว่ากลับมาถึงเมื่อใด ตอนนี้เขากำลังตะโกนโวยวายด้วยความโมโห

        เขาอยากจะบุกเข้าไปในกองเพลิงเพื่อช่วยเซี่ยเสี่ยวเตี๋ยออกมา เพราะนางเป็นหมากเพียงตัวเดียวของเขา ทว่าเขาก็ไม่มีความกล้าถึงเพียงนั้น

        เมื่อใดกันที่เขารู้สึกเกลียดชังสตรีผู้นี้? แต่เดิมเขาเคยรักมั่นปักใจกับนางนัก

       ฮูหยินรองและฮูหยินคนอื่นๆ ล้วนยืนอยู่ข้างๆ บนใบหน้านั้นไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ บางคนรู้สึกปลาบปลื้มดีใจทว่าไม่กล้าเปิดเผยออกมา หลายปีมานี้แม้เซี่ยเสี่ยวเตี๋ยจะไม่ได้เป็นที่โปรดปรานแต่อย่างไรเสียนางก็ยังคงครองตำแหน่งฮูหยินใหญ่

        ฮูหยินรองไม่ชื่นชอบนางมาตั้งนานแล้ว

        ตอนนี้ในที่สุดก็สามารถสบายใจได้เสียที

        แขนของม่อเวิ่นเฉินขยับเล็กน้อย เขาขยับตัวให้นั่งหลังตรงก่อนจะยกมือขึ้นผลักซูฉีฉีที่กำลังจมอยู่กับความโศกเศร้าเบาๆ “ฉีฉี ถึงแล้ว อย่างไรเสียพวกเราก็ควรจะฝังศพมารดาของเจ้าด้วยตนเอง”

        ครั้งนี้ เซี่ยเสี่ยวเตี๋ยเลือกทางเดินนี้ก็มีเหตุมาจากม่อเวิ่นเฉินอยู่บ้าง

        เมื่อได้ยินคำพูดที่ม่อเวิ่นเฉินเอ่ยขึ้น น้ำตาของซูฉีฉีก็ไหลออกมาเยอะกว่าเก่า เพลิงไฟได้เผาไหม้ไปหนึ่งชั่วยามแล้ว นางรู้ว่าต่อให้ตนมาแล้วก็ไม่อาจมองเห็นสิ่งใดได้อีก

        แต่นางก็ยังเลือกที่จะมา

        แสงจากเปลวไฟสะท้อนบนใบหน้าของซูฉีฉียิ่งเผยถึงความอ้างว้างบนดวงหน้าของนาง

        หลังจากลงจากรถม้า นางก็ผลักม่อเวิ่นเฉินออกและวิ่งพุ่งเข้าไปในกองเพลิง

        การกระทำของนางทำให้ผู้คนโดยรอบต้องสูดหายใจเข้าลึกๆอย่างตกใจ

        “ฉีฉี…” ม่อเวิ่นเฉินตะโกนเสียงดังก่อนจะรีบตามนางเข้าไป

        เขาคิดไม่ถึงว่าซูฉีฉีจะทำเช่นนี้ รอจนเขาดึงสติกลับมาได้นั้น ซูฉีฉีก็หายเข้าไปในกองเพลิง ไม่มีแม้แต่เงาของร่าง

        แม้แต่ซูชือฉางที่ยืนอยู่ด้านนอกก็ได้แต่ตกตะลึง

        ควันเพลิงคละคลุ้งไปทั่ว เปลวไฟพุ่งทะยานขึ้นฟ้า ซูฉีฉีไอสำลักควันไฟพลางวิ่งพุ่งเข้าไปด้านในอย่างไม่คิดชีวิต นางเติบโตขึ้นที่นี่ นางคุ้นเคยกับทุกอย่างในจวนนี้เป็นอย่างดี

        ต่อให้หลับตานางก็สามารถหาเรือนเล็กที่เป็นสถานที่พำนักของมารดาตนพบ ที่นั่นก็เคยเป็นเรือนเล็กที่พำนักของนางเช่นกัน

        เพลิงไฟก่อตัวมาจากเรือนเล็ก ตอนนี้ที่นั่นถูกเผาจนไม่เหลือสภาพแล้ว

        ซูฉีฉีมิสนว่าเปลวไฟจะเผาถูกผิวหนังของนางและไม่สนถึงความแสบร้อนจากไฟเผา ตอนนี้นางเพียงอยากพบมารดาของตนเท่านั้น

        แผ่นไม้บนหลังคาค่อยๆ ร่วงลงมาทีละแผ่น บนพื้นมีร่างศพที่ถูกเผาไหม้จนดำสนิท ผมยาวของซูฉีฉีก็เริ่มถูกเพลิงเผา นางพยายามยกมือขึ้นตบลงบนกองเพลิงเล็กๆ นั้นพลางเดินก้าวไปกอดศพที่นอนอยู่บนพื้น

        ตอนนี้ นางไม่มีแม้แต่น้ำตาแล้ว

        ม่อเวิ่นเฉินที่วิ่งตามมามิได้ดึงซูฉีฉีให้หนีออกมา แต่กลับเดินเข้าไปด้านในด้วย

        เขารู้ว่าซูฉีฉีตอนนี้ฟังอะไรไม่เข้าหูทั้งนั้น เขาจึงตามใจนาง ขอเพียงเขาอยู่ข้างกายนาง ไม่ให้นางเป็นอะไรไปก็พอแล้ว

        ม่อเวิ่นเฉินมองซูฉีฉีที่กอดซากศพของเซี่ยเสี่ยวเตี๋ยไว้แน่น เขาค่อยๆ หันหน้าไปทางอื่น เปลวเพลิงกำลังลุกฮือเสมือนจะกลืนกินทุกสิ่งอย่างเข้าไป กลิ่นควันไฟคละคลุ้งอยู่รอบๆ ทว่าม่อเวิ่นเฉินกลับไม่ขยับแม้แต่น้อย เขายังคงมองไปทางเปลวเพลิงที่กำลังโหมกระหน่ำอยู่ไกลๆ

        ดวงตาที่สะท้อนภาพเปลวเพลิงอยู่นั้นกลับฉายประกายแห่งความกระหายเลือดออกมา

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม