0 Views

        เรือนรับรองยังคงเงียบสงบเหมือนเช่นเคย ม่อเวิ่นเฉินไม่อยู่ องครักษ์ที่ติดตามข้างกายเขาก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นกัน

        ซูฉีฉีมองเรือนรับรองที่หนาวเย็นเช่นนี้ทำให้ในใจของซูฉีฉียิ่งว้าวุ่นยากจะสงบ นางรู้สึกเหมือนว่าทุกสิ่งใกล้จะจบลงแล้ว ทว่านางไม่รู้ว่าจุดจบนั้นจะเป็นเช่นไร

        ด้วยฝีมือของซูชือฉางนั้น จะต่อกรกับม่อเวิ่นเฉินนั้นถือว่าห่างไกลนัก แต่ว่าในมือของซูชือฉางนั้นมีหมากอยู่ตัวหนึ่ง เป็นหมากที่ทำให้ม่อเวิ่นเฉินนั้นต้องยอมพ่ายแพ้

        ซูฉีฉีเลิกกระโปรงตัวยาวของตนขึ้นก่อนจะทายาให้กับตัวเอง แผลเล็กๆ จากเข็มกระจายอยู่รอบหัวเข่าของนาง บ้างก็เป็นสีม่วง บ้างก็เป็นสีเขียว เลือดไม่ไหลออกจากแผลเหล่านั้นแล้วแต่พวกมันกลับเจ็บปวดจนเกินจะทน

        แต่ว่าความเจ็บปวดเหล่านี้สำหรับซูฉีฉีนั้นถือว่าไม่ค่อยเท่าไหร่นัก

        มีเพียงมือของนางที่ลงยาอยู่กำลังสั่นเล็กน้อยเท่านั้น

        นางรับปากซูชือฉางทุกอย่างไปแล้ว ตอนนี้ในใจของนางสับสนมาก

        “ไม่มีทางเลือกอื่นจึงต้องรับปาก มิใช่หรือ…” ซูฉีฉียิ้มหยันให้กับตนเอง ถ้าหากตอนนั้นม่อเวิ่นเฉินสามารถปรากฏตัวออกมาได้ นางคงจะไม่ต้องลำบากถึงเพียงนั้นแล้ว

        เขารู้อยู่แล้วว่าในช่วงหลายวันมานี้นางต้องไปรับโทษที่ห้องสวดมนต์ แต่เขากลับไม่คิดจะทำอะไร ด้วยความสามารถของเขาแล้ว จะช่วยนางออกจากไทเฮานั้นคงจะไม่ยากเท่าใด

        แต่ว่าเขากลับไม่ทำเช่นนั้น

        ซูฉีฉีนั่งพิงหลังเข้ากับพนักพิงของเตียง ตอนนี้นางรู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน ดวงตาทั้งสองค่อยๆ ปิดลง

        ในซอยลึกนอกเมือง ม่อเวิ่นเฉินและเหลิ่งเหยียนกำลังยืนอยู่ในเรือนเล็กด้วยสีหน้าเย็นชา ทั้งสองคนไม่พูดไม่จากัน สีหน้าท่าทางแฝงไปด้วยไอสังหารและความอาฆาตแค้น โดยเฉพาะม่อเวิ่นเฉิน ตอนนี้ดวงตาที่เย็นชานั้นเหน็บหนาวจนสามารถแช่แข็งโลกทั้งใบได้แล้ว

        เพียงแต่ว่าภายใต้สายตาอันอาฆาตแค้นนั้นยังมีความอัปจนหนทางแฝงอยู่ด้วย

        “คิดไม่ถึงว่าร่องรอยของเจ้าสำนักเหลยจะถูกพบเสียแล้ว” เหลิ่งเหยียนถอนหายใจเบาๆ เขาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดีเช่นกันจึงรีบรายงานกับม่อเวิ่นเฉินโดยเร็วที่สุด

        ม่อเวิ่นเฉินกำหมัดแน่น ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา ครั้งนี้เขารู้ว่าตนเองต้องตกอยู่ในเงื้อมือของม่อเวิ่นเสวียนแล้วเป็นแน่

        เพราะว่าตอนนี้เขาไม่ใช่ม่อเวิ่นเฉินคนเดิมอีกแล้ว ในใจของเขามีสิ่งที่ต้องพะวงอยู่

        และความพะวงนี้ แม้เขาคิดอยากจะวางมันลงแต่กลับทำไม่ได้

        และด้วยสถานการณ์เช่นนี้ เขาก็รู้แล้วว่าคนที่ทำให้ตนเองต้องเป็นพะวงนั้นได้ตกเข้าไปในกับดักเสียแล้ว

        เขาไม่สามารถทำตามที่รับปากนางเอาไว้ได้

        ในใจเต็มไปด้วยความโกรธแค้น เส้นเลือดปูดขึ้นบนหน้าผากของเขา มือที่กำแน่นทั้งสองข้างก็มีเส้นเลือดปูดขึ้นมาเช่นกัน ข้อต่อของนิ้วมือถูกแรงบีบจนค่อยๆ เป็นสีขาว สีหน้าของเขาเขียวคล้ำกว่าเดิม ดวงตาดิ่งลึกแต่กลับให้ความรู้สึกประหนึ่งความเงียบสงบที่เกิดขึ้นก่อนพายุจะก่อตัวขึ้น ความสงบเช่นนี้ของเขากลับทำให้คนที่พบเห็นรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง

        “ข้าอยากจะรู้จริงๆว่าเขาจะทำได้โหดร้ายและตัดรอนที่สุดหรือไม่ ถ้าหากไม่ได้ ก็อย่าโทษที่ข้าไม่เห็นแก่ความสัมพันธ์ก็แล้วกัน” ผ่านไปเนิ่นนาน ม่อเวิ่นเฉินแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ท้องฟ้ายังคงเป็นสีฟ้า ฟ้าที่ใสสะอาดบริสุทธิ์เช่นนั้น กลับต่างกับในใจเขาตอนนี้ที่รู้สึกหนักอึ้งอย่างหาสิ่งใดเทียมไม่ได้

        แต่เดิมเขาไม่ได้คิดจะฆ่าม่อเวิ่นเสวียน แต่กลับถูกบีบให้ไม่มีทางเลือกอื่น

        ถ้าเช่นนั้น เขาก็คงไม่อาจถือความสัมพันธ์ฉันพี่น้องเอาไว้ได้อีกแล้ว

        “ตอนนี้เจ้าสำนักเหลยอยู่ในมือของพวกเขา ฮ่องเต้…ต้องการป้ายคุมทหารของท่านไปแลก” น้ำเสียงของเหลิ่งเหยียนราบเรียบแต่กลับแฝงไปด้วยความกังวลใจ

        เขารู้ว่าม่อเวิ่นเฉินมิใช่คนที่จะทิ้งมิตรสหายอย่างไม่ดูดาย

        แต่ถ้าเอาป้ายคุมทหารไปแลก ม่อเวิ่นเฉินจะใช้อะไรมาพลิกสถานการณ์ที่เป็นต่อนี้ได้อีก

        เหลิ่งเหยียนรู้สึกหงุดหงิดยิ่งนัก ถ้าหากรู้เช่นนี้แต่แรก เขาก็คงไปจวนอัครมหาเสนาบดีกับเหลยอวี๊เฟิงแล้ว

        ทว่านี่เป็นคำสั่งของม่อเวิ่นเฉิน เขาไม่อาจไม่ทำตามได้

        “มิเป็นไร ข้าก็เอาป้ายคุมทหารไปให้เขาเสียก็สิ้นเรื่อง…” ม่อเวิ่นเฉินยิ้ม มุมปากแฝงด้วยความโหดร้ายอยู่บางๆ ดวงตาเป็นสีแดงจากเส้นเลือดฝอยที่กระจายอยู่รอบลูกตา

        ครั้งนี้ม่อเวิ่นเสวียนบีบเขามากไปจริงๆ

        “ท่านอ๋อง…” สีหน้าของเหลิ่งเหยียนคล้ำลง “มิสู้ให้ข้าพาลูกน้องไปชิงตัวเจ้าสำนักเหลยออกมา”

        ถ้าหากม่อเวิ่นเฉินไม่มีป้ายคุมทหาร ฮ่องเต้ก็จะไร้ซึ่งความกังวลใดๆ อีก ถ้าถึงตอนนั้นเกรงว่าม่อเวิ่นเฉินจะตายอย่างอนาถเป็นแน่

        “มิต้องหรอก” ม่อเวิ่นเฉินโบกมือแสดงท่าทีปฏิเสธ เขายังคงมีท่าทีสง่างามสูงศักดิ์เหนือผู้คน หาได้มีท่าทางดั่งคนจนมุมแม้แต่น้อย

        บรรยากาศมีความหนาวเย็นไม่น้อย หลังจากที่ม่อเวิ่นเฉินสั่งให้เหลิ่งเหยียนระวังตัวให้ดีแล้วเขาก็รีบจากไป เดิมเขาคิดจะไปช่วยซูฉีฉีออกจากน้ำมือของไทเฮา ทว่ากลับคิดไม่ถึงว่าเหลยอวี๊เฟิงจะเกิดเรื่องขึ้นได้

        เขารู้ถึงฝีมือของม่อเวิ่นเสวียนดี และเขาก็รู้ด้วยว่าถ้าจะช่วยซูฉีฉีในตอนนี้คงจะไม่ทันเสียแล้ว

        “ให้ข้าเชื่อเจ้าอีกสักครั้งหนึ่งเถิด” ม่อเวิ่นเฉินเอ่ยออกมาเสียงเบา เขามองไปที่ซูฉีฉีที่บัดนี้ได้นอนหลับไปแล้ว เขาเองก็รู้สึกเหนื่อยเช่นกัน

        การมาเมืองหลวงครั้งนี้จะต้องอันตรายมาก เขาเองก็เตรียมตัวมาแต่แรกแล้ว

        เพียงแต่ว่าเมื่อมาถึงก็ตกเป็นเบื้องล่างแล้ว นี่ทำให้เขาอดรู้สึกร้อนรนมิได้

        ทว่าเขาคือม่อเวิ่นเฉิน ต่อให้ร้อนรนเพียงใดเขาก็ยังคงจิตใจให้สงบ เขาไม่อนุญาติให้ตนเองพ่ายแพ้อย่างย่ำแย่จนเกินไป อย่างน้อยในทางไปน้ำพุเหลืองซึ่งเป็นสถานที่คนตายนั้นเขาจะสามารถดึงคนให้ลงไปด้วยได้

        ซูฉีฉีนั้นนอนหลับไม่สบายเท่าใดนัก คิ้วของนางขมวดเข้าหากัน ความเจ็บบนร่างกายทำให้นางที่กำลังอยู่ในฝันนั้นก็รู้สึกไม่สงบสบายเช่นกัน

        โดยเฉพาะเมื่อใจของนางในตอนนี้ได้เย็นสนิทไปเสียแล้ว แม้ว่านางจะบอกตนเองแล้วว่าอย่าคาดหวังอันใดกับม่อเวิ่นเฉิน ทว่ามาถึงจุดนั้นจริงๆ นางก็ยังคงรู้สึกผิดหวัง

        ยังคงเจ็บปวดหัวใจ

        ม่อเวิ่นเฉินค่อยๆ โน้มตัวลงไป มือของเขาขึ้นถูเบาๆ ที่หว่างคิ้วที่ขมวดแน่นของซูฉีฉี นิ้วมือนั้นหยาบกระด้างอยู่บ้างแต่ท่าทางของเขานั้นกลับนุ่มนวลยิ่ง

        เขาบอกกับตนเอง ไม่ว่าซูฉีฉีจะทำอะไรก็ไม่สามารถโทษนางได้ ครั้งนี้เป็นความผิดของเขาเอง

        ตำหนักอี้เหอ

        หลังฉากกั้นนั้นซูชือฉางกำลังพลอดรักกับไทเฮาอย่างหวานช่ำ

        ตลอดชีวิตของไทเฮา นางรักเพียงซูชือฉางแต่ว่าเพราะโชคชะตาไม่เป็นใจจึงทำให้คลาดกันถึงครึ่งชีวิต

        จนกระทั่งฮ่องเต้ชรานั้นได้สวรรคตไป ฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ นางถึงสามารถพลิกชะตาชีวิตของตนได้ ถึงกล้าที่จะอยู่กับซูชือฉางอย่างเปิดเผยเช่นนี้

        เดิมนางเป็นสตรีที่ใจกว้าง แต่เพราะสู้รบแย่งชิงในวังมานานถึงยี่สิบปีทำให้กลายมาเป็นคนใจคอโหดร้าย ลงมือโหดเหี้ยม และเพราะว่านางเกลียดแค้นเซี่ยเสี่ยวเตี๋ยในปีนั้นจึงให้ซูฉีฉีกับซูเมิ่งหรูสลับงานสมรสกัน

        ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นด้วยฝีมือของนางเอง

        ปีนั้นซูชือฉางนั้นก็ไม่เห็นด้วย เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นล้วนแต่ทำตามแผนการของนาง

        นอกตำหนัก ม่อเวิ่นเสวียนนั้นมีสีหน้าเยือกเย็น นิ้วมือของเขาจิกลงไปบนโต๊ะอย่างแรง ดวงตาทั้งสองมืดสนิท ไอสังหารกระจายออกไปจนทั่ว

        เขาทนมานานแล้ว แต่ว่าก็ไม่อาจทำให้เรื่องทั้งหมดนี้บานปลายเป็นเรื่องขึ้นมาได้

        เพราะนางคือมารดาของเขา

        แต่ว่าหลายวันมานี้พวกเขาดูเหมือนจะยิ่งไม่เกรงกลัวอันใดแล้ว ซูชือฉางเหมือนจะมาอยู่ที่ตำหนักอี้เหอแทบทั้งวัน กระทั่งขันทีและนางกำนัลเขาก็ไม่คิดจะหลบเลี่ยงแม้แต่น้อย

        ทำให้ฮ่องเต้เช่นเขาต้องเสื่อมเสียเกียรติเสียจริงๆ

        เพราะเช่นนั้นตลอดเวลาที่ผ่านมา เขามักจะมองซูชือฉางเป็นดังเสี้ยนหนามในดวงตาของตนก็มิปาน

        ความอัปยศเช่นนี้ เขาไม่สามารถทนต่อไปได้แล้ว

        ม่อเวิ่นเสวียนสะบัดแขนเสื้อก่อนจะก้าวเท้ายาวออกจากตำหนักอี้เหอ เขาหมุนตัวไปที่ห้องหนังสือ เขาจะต้องมั่นใจว่าครั้งนี้ได้บีบให้ม่อเวิ่นเฉินถึงที่ตายได้แล้ว ให้ม่อเวิ่นเฉินนั้นไม่มีทางพลิกฟื้นตัวกลับมาได้อีก

        คนเช่นนี้ ถ้าหากวันหนึ่งเขาพลิกฟื้นตัวขึ้นมาได้จริงคงจะต้องเป็นวันที่เขาตายอย่างอนาถแน่นอน

        “ซูฉีฉีรับปากแล้ว ขาดเพียงขั้นตอนสุดท้ายเท่านั้น” ชายชราหนวดเคราขาวโพลนกำลังนั่งอยู่ด้านหลังฉากกั้นในห้องสมุด บนใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอย ทว่ากลับมีดวงตาที่ใสกระจ่าง

        “ใช่แล้ว จากที่ท่านอาจารย์ดูแล้ว ครั้งนี้มีโอกาสสำเร็จเท่าใด?” สำหรับผู้อาวุโสผู้นี้ ม่อเวิ่นเสวียนนั้นเคารพนับถือเป็นอย่างมาก บนใบหน้าของเขาไม่มีร่องรอยแห่งความอาฆาตและเยือกเย็นเหมือนดั่งก่อนอีกแล้ว

        “ทูลฝ่าบาท…จวนอัครมหาเสนาบดีเกิดเรื่องแล้วพะยะค่ะ…” ในขณะที่ม่อเวิ่นเสวียนกำลังจะถามว่าเมื่อใดนั้น ด้านนอกห้องสมุดก็มีเสียงตะโกนรายงานเข้ามา

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม