0 Views

        ไทเฮาไม่มองซูฉีฉีแม้แต่น้อย “กลับไปเสีย ทางที่ดีฉลาดให้มันมากหน่อย”

        ความหมายในคำพูดของไทเฮานั้นซูฉีฉีเข้าใจดี ไทเฮาคงไม่อยากให้เรื่องนี้ดังไปถึงหูของม่อเวิ่นเฉิน

        นางเองก็ใช่ว่าจะไม่รู้ เมื่อวานม่อเวิ่นเฉินนั้นรู้ชัดเจนแล้วว่านางได้ถูกทำโทษ ทว่าเขาก็ไม่ได้เอ่ยอันใดออกมาแม้แต่ประโยคเดียว ใจของนางที่เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวเพราะการกระทำของเขานั้นได้เจ็บจนชินชาไปเสียแล้ว

        บุรุษอย่างม่อเวิ่นเฉินนั้นไม่ได้เกิดมาเพื่อความรักแบบหญิงชาย

        ขอเพียงไม่ส่งผลกระทบต่อเรื่องใหญ่ของเขา ต่อให้ซูฉีฉีต้องตายไป สำหรับเขาแล้วคงไม่เป็นเรื่องอันใดหรอก

        ซูฉีฉีเดินกลับเรือนรับรองอย่างยากลำบาก นางกำนัลและขันทีที่พบเห็นนางระหว่างทางล้วนแต่เดินอ้อมเพื่อหลีกเลี่ยงที่จะต้องเผชิญหน้ากับนาง พวกเขาไม่อยากหาเรื่องใส่ตนเอง สำหรับพระชายาติ้งเป่ยโหวแล้วทุกคนเห็นนางเป็นเพียงแค่ตัวตลกก็เท่านั้น

        ในเรือนรับรองนั้นเงียบสงบมาก ม่อเวิ่นเฉินในตอนนี้กำลังดื่มสุราสังสรรค์กับฮ่องเต้อยู่ หลายวันมานี้เขาก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ ม่อเวิ่นเสวียนนั้นคอยจับจ้องอากัปกิริยาของเขาทุกย่างก้าว

        คนทั้งสองแม้ต่อหน้าจะไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา ทว่าลับหลังนั้นกลับจัดการวางแผนกันอย่างไม่มีหยุด

        แต่ว่าถึงอย่างไรที่นี่ก็เป็นพื้นที่ของม่อเวิ่นเสวียน อีกทั้งเขาต่างหากที่เป็นกษัตริย์ปกครองแผ่นดินนี้ ยังไงเสียม่อเวิ่นเฉินก็ไม่อาจมีอำนาจแข็งแกร่งได้เท่าตอนที่เขาอยู่ที่เมืองอ้าว ด้วยเหตุนี้เขาถึงต้องคอยปฏิบัติตัวดีๆ เฉกเช่นตอนนี้

        ซูฉีฉีลงมือทายาให้กับตนเอง หลายครั้งที่นางเจ็บจนเกือบจะสลบลงไปแต่ว่านางก็ยังฝืนอดทนเอาไว้ได้

        พรุ่งนี้นางไม่อาจไปพบมารดาด้วยสภาพเช่นตอนนี้ได้ จะให้นางเห็นไม่ได้โดยเด็ดขาด

        ตั้งแต่เล็กนางก็เรียนวิชาการแพทย์มา ตอนนี้นางก็ใช้วิชานั้นฝังเข็มรักษาตนเอง นางหวังเพียงว่าพรุ่งนี้ฟ้าสางนางจะมีสีหน้าที่ดีขึ้น ไม่ทรุดโทรมเช่นนี้อีกเป็นพอ

        ขอเพียงจิ้มโดนตำแหน่งจุดต่างๆบนร่างกายจนเสร็จสิ้นก็สามารถกลับมามีสีหน้าดีขึ้นได้แล้ว แน่นอนว่าผลลัพธ์จากการกระทำครั้งนี้นั้นแย่มาก นางอาจจะทำให้ชีพจรในร่างกายของตนวิ่งวุ่นเละเทะไปจนหมดก็เป็นได้

        ทว่านางไม่มีเวลามาสนเรื่องเหล่านั้นแล้ว

        ม่อเวิ่นเฉินกลับมาเมื่อไหร่นั้นนางก็ไม่รู้ นางเจ็บจนหลับไปบนเก้าอี้ยาวเสียแล้ว เมื่อตอนที่นางลืมตาตื่นขึ้นกลับพบว่าตนเองนอนทับแขนของม่อเวิ่นเฉินอยู่ ทั้งสองอยู่ใกล้กันมากอีกทั้งยังนอนหลับอยู่บนเตียงเดียวกันอีกด้วย

        ครั้งนี้ทำให้ในใจที่เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวของซูฉีฉีกลับมาว้าวุ่นอีกครั้ง

        ใจของบุรุษผู้นี้ นางไม่เคยเข้าใจเลยจริงๆ

        และนางก็ไม่กล้าไปคาดเดาด้วย

        เขาไม่ได้ทำอะไรเพื่อนาง เพียงแค่ปลอบประโลมนางอย่างไร้เสียงเช่นนี้

        หลังจากที่ผ่านการฝังเข็มเมื่อวาน วันนี้ซูฉีฉีก็มีสีหน้าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นางไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย มีเพียงความเจ็บปวดเหลือไว้อยู่บ้างทว่าทั้งหมดก็ล้วนแล้วแต่อดทนได้ไหว

        “ระวังหน่อยล่ะ” ก่อนที่ซูฉีฉีจะออกไป ม่อเวิ่นเฉินก็เอ่ยกับนางออกมาสี่คำ

        คำสี่คำนี้กลับเพียงพอให้ซูฉีฉีอดทนที่จะก้าวเดินต่อไปได้

        ในใจของนางรู้สึกอบอุ่นไม่น้อย

        ไทเฮายังคงเป็นเหมือนเช่นเมื่อวาน กำลังสวดมนตร์ไหว้พระ ซูฉีฉียังคงคุกเข่าบนแผ่นหญ้าสานเหมือนเช่นเคย เข็มที่อยู่บนนั้นยังคงอยู่ เพียงแต่ว่าการกระทำครั้งนี้ของนางนั้นแผ่วเบามาก นางระวังเป็นอย่างมากเพราะนางเองก็กลัวการทุกข์ทรมานบนผิวหนัง กลัวเจ็บเช่นกัน…

        เมื่อพระอาทิตย์สาดส่องกลางฟ้าบ่งบอกเวลากลางวันก็มีนางกำนัลคนหนึ่งนำทางสตรีผู้หนึ่งก้าวเข้ามา

        ตอนนั้นซูฉีฉีกลับไม่กล้าที่จะเงยหน้าขึ้นมา นางกลัวว่ามารดาจะเห็นสีหน้าอันเจ็บปวดของตน และกลัวยิ่งกว่าว่าหลังจากที่เห็นนางแล้วจะทำให้มารดาต้องร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดใจ

        “หม่อมฉันถวายพระพรไทเฮา…” เสี่ยวเตี๋ยนั้นมีคำถามมากมายอยู่ในหัวสมอง อยู่ๆ นางก็ถูกไทเฮาเรียกเชิญมา นางย่อมต้องไม่เข้าใจเป็นแน่

        จากนั้นนางก็คุกเข่าแสดงความเคารพ

        ทว่าเมื่อหันไปมองคนที่คุกเข่าอยู่ข้างๆ นั้นเป็นซูฉีฉีก็ทำให้นางนิ่งอึ้งไป นางหยุดค้างอยู่ตรงนั้น: “ฉีฉี…นี่เจ้า…”

        “บังอาจ” คิ้วของไทเฮาขมวดเข้าหากันก่อนจะตะโกนออกมาอย่างมีโทสะ

        เสียงตะโกนต่ำนี้ทำให้เสี่ยวเตี๋ยตัวสั่นไปทั้งตัว รีบนั่งคุกเข่าต่อ ไม่กล้าพูดอะไรออกมาอีก

        ตลอดชีวิตนางมักจะบอบบางอ่อนแอและระมัดระวังเช่นนี้เสมอ

        ไทเฮายิ้มเย็นออกมา สายตาฉายประกายแห่งความพึงพอใจออกมาแวบหนึ่ง “เซี่ยเสี่ยวเตี๋ย เจ้าก็มีวันนี้ด้วยงั้นหรือ? ผ่านมาหลายปีแล้ว ข้ากลับคิดถึงช่วงเวลาที่พวกเราเล่นด้วยกันเสียจริงๆ”

        ประโยคนี้กลับทำให้เซี่ยเสี่ยวเตี๋ยนิ่งอึ้งไป ซึ่งเป็นขณะเดียวกับที่ซูฉีฉีเงยหน้าขึ้นมองมารดาของตน

        ซูฉีฉีกลับเห็นถึงความงุนงงปรากฏขึ้นในดวงตาของนาง

        ในใจของนางก็กระตุกเล็กน้อย ต้องเป็นเพราะเมื่อครู่นางตาลายเป็นแน่ เพราะแววตาเมื่อครู่ของเสี่ยวเตี๋ยนั้นมีความไม่เข้าใจปรากฏออกมาจริงๆ

        ดูเหมือนกับว่านางไม่รู้จักไทเฮาผู้นี้

        แต่ว่าที่ไทเฮากล่าวเมื่อครู่…

        ไทเฮาเองก็เห็นความงุนงงที่ปรากฏออกมาจากดวงตาที่เซี่ยเสี่ยวเตี๋ยเช่นกัน นางไม่ได้รู้สึกแปลกใจแต่กลับส่งเสียงหึออกมาเบาๆ “คิดไม่ถึงว่าผ่านมาหลายปีแล้ว เจ้ายังคงมีท่าทางเช่นนี้อยู่ ท่าทางของเจ้านี้หลอกซูชือฉางได้ แต่อย่าคิดว่าจะหลอกข้าได้…”

        นางกัดฟันเอ่ยขึ้น

        ในขณะที่นางเอ่ยขึ้นนั้น นางก็เดินหน้าขึ้นไปเหยียบเซี่ยเสี่ยวเตี๋ยอย่างสุดแรง

        ดูเหมือนว่านางจะเกลียดสตรีผู้นี้อย่างถึงที่สุด

        “อ๊า…” เซี่ยเสี่ยวเตี๋ยทนต่อความเจ็บไม่ไหว แต่นางกลับทำแค่ร้องออกมาเสียงเบา ด้วยนิสัยของนางแล้ว นางทำได้เพียงแค่อดทนอดกลั้น ไม่นานนักนางก็ยกสองมือขึ้นปิดปากตนเองให้เสียงร้องแห่งความเจ็บปวดกล้ำกลืนลงไปในลำคอ

        “เหอะๆ ปีนั้นตอนที่เจ้าวางแผนให้ข้าแต่งงานกับคนผู้นั้นก็น่าจะคิดได้ว่าจะมีวันนี้ หลายปีมานี้ข้าต้องพยายามอย่างหนักถึงจะนั่งอยู่ในตำแหน่งนี้ได้ เจ้าว่าข้าควรจะตอบแทนเจ้าอย่างไรดี?”  นางกัดฟันพูดออกมาเผยด้านมืดของตัวตนนาง ทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกหนังศีรษะเหน็บตึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นใบหน้าที่เหมือนมีแผนการร้ายอยู่ในใจของนาง

        เซี่ยเสี่ยวเตี๋ยเองก็พยายามอย่างมากที่จะทำให้ตัวเองสงบสติอารมณ์ลง เรื่องบางเรื่องนางเองก็ไม่รู้ ด้วยเหตุนี้ทำให้นางไม่รู้จะรับมืออย่างไร ตอนนั้นนางแค่ไม่มีทางเลือกอื่นจึงต้องทำเช่นนั้น คิดไม่ถึงว่าตอนนี้จะมีคนมาคิดบัญชีเก่ากับนาง

        เพียงแต่ว่านี่กลับทำให้ซูฉีฉีเดือดร้อนไปด้วย เรื่องนี้ทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจและเสียใจเป็นอย่างมาก

        “ไทเฮา…เรื่องในปีนั้นล้วนเป็นความผิดของหม่อมฉันเอง” เซี่ยเสี่ยวเตี๋ยทำเพียงแค่คุกเข่าอยู่ตรงนั้นอย่างนอบน้อมก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอ้อนวอน “ขอพระองค์ปล่อยฉีฉีไปเถิด นางเป็นผู้บริสุทธิ์ นางไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แม้แต่นิดเดียว…”

         น้ำเสียงของนางสั่นเครือ

        “ปล่อยนางไป?” สำหรับท่าทีของเซี่ยเสี่ยวเตี๋ยนั้น ไทเฮารู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก นางเองก็รู้ว่าสตรีผู้นี้อยู่ที่จวนอัครมหาเสนาบดีนั้นไม่ได้สุขสบายเท่าใดนัก ทว่าในใจนางแค่ไม่พอใจกับเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในปีนั้นก็เท่านั้นเอง “ถ้าข้าปล่อยนางไปแล้วใครจะปล่อยลูกชายของข้ากัน”

        เซี่ยเสี่ยวเตี๋ยเข้าใจความหมายในคำพูดของไทเฮา สีหน้าของนางเปลี่ยนไปก่อนจะรีบคลานไปตรงหน้าซูฉีฉี “ฉีฉี เจ้ารับปากไทเฮาสิว่าเจ้าจะไม่เป็นศัตรูกับฮ่องเต้…พูดสิ…”

        เพราะหยดน้ำตาทำให้สายตาของนางพร่ามัว ภาพตรงหน้าไม่ชัดเจนนัก

        มือของนางกำลังสั่น ความจริงแล้วนางก็ไม่อยากให้ซูฉีฉีต้องเป็นเช่นนี้ ทว่าตอนนี้นางรู้ว่าไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว

        ซูฉีฉีกัดฟันแน่นก่อนจะจ้องมองไปที่มารดาของตน นางนึกไม่ถึงจริงๆ ว่าเรื่องราวจะกลายเป็นเช่นนี้ได้ แต่เดิมนางคิดว่าม่อเวิ่นเฉินจะสามารถคุ้มครองมารดาของตนให้ปลอดภัยได้แน่นอน ทว่าตอนนี้กลับกลายเป็นว่ามารดาของนางกำลังมาเอ่ยขอร้องเพื่อนาง

        ปีนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่? สีหน้าท่าทางของมารดาตนที่แสดงออกมาไม่เหมือนกันในตอนแรกและตอนหลังนั้นยังเป็นเพราะอะไรอีก?

        ในใจของนางมีเพียงความสับสนงุนงง นางไม่สามารถเข้าใจถึงต้นสายปลายเหตุได้เลยแม้แต่น้อย

        “ท่านแม่…” ซูฉีฉีขานเรียกมารดาตนเสียงเบา

        ไทเฮาที่อยู่ด้านข้างทำเพียงแค่มองด้วยสายตาเย็นชา ในเมื่อนางได้ลงมือแล้วก็จะไม่ยอมรามือง่ายๆ แน่

        นางเพียงแค่อยากจะเห็นละครฉากหนึ่งเท่านั้น เห็นฉากที่เซี่ยเสี่ยวเตี๋ยนั้นเจ็บปวด ในใจของนางก็รู้สึกปิติยินดีแล้ว

        นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

        เซี่ยเสี่ยวเตี๋ยเห็นว่าดวงตาของซูฉีฉีมีความไม่ยินยอมและลังเล ในใจจของนางก็จมดิ่งลึกลงไปอีก หลายปีมานี้นางกลัวเพียงอย่างเดียวว่าซูฉีฉีจะได้รับอันตราย นางคอยระมัดระวังมาโดยตลอด ตอนนี้กลับพบว่าทุกอย่างอยู่เหนือการควบคุมเสียแล้ว

        “ฉีฉี แม่ผิดต่อเจ้า เป็นแม่เองที่ทำให้เจ้าเดือดร้อน…” เซี่ยเสี่ยวเตี๋ยกำมือของซูฉีฉีไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยมือออก ก่อนจะจับจ้องไปที่ซูฉีฉีด้วยแววตารู้สึกผิด “เจ้าจะต้องไม่เป็นอะไร ฉีฉี…มิเช่นนั้น ข้าจะนอนตายตาไม่หลับ…”

        บางอย่าง นางอยากจะเอ่ยออกมา ทว่าเป็นเพราะว่ามีคนอยู่ที่นี่ด้วยทำให้นางไม่สามารถเอ่ยออกมาได้

        อยู่ๆ นางก็รู้สึกเสียดายที่วันนั้นไม่ได้พูดเรื่องทุกอย่างออกมาให้หมด…

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม