0 Views

        ม่อเวิ่นเฉินมิได้ถามอะไรนาง เขาแค่สั่งให้นางกำนัลไปยกน้ำอุ่นมาเพื่อให้ซูฉีฉีสามารถแช่น้ำอยู่ในนั้นได้อย่างสบายๆ ในเวลาที่ไม่มีแสงจันทร์นี้ม่อเวิ่นเฉินก็ถือโอกาสย่องไปที่ตำหนักหลักของวังหลวง

        หลายวันมานี้ม่อเวิ่นเสวียนไม่ได้จัดการลงมือใดๆ ทว่านี่กลับทำให้ม่อเวิ่นเฉินยิ่งรู้สึกไม่สบายใจมากกว่าเก่า

        แม้ว่าจะได้รับราชโองการให้มาเยี่ยมครอบครัว ทว่าซูฉีฉีก็ได้พบกับมารดาแค่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นนางก็ไม่มีอิสรภาพอีกต่อไป นางอยากที่จะไปเจอเสี่ยวเตี๋ยอีกสักครั้งและถามนางว่าในปีนั้นเกิดอันใดขึ้นกันแน่

        ตอนเช้ามืดของวันที่สอง ซูฉีฉีก็ถูกไทเฮาเชิญไปที่พำนักของพระองค์อีกครั้ง ก่อนจะลงโทษให้คุกเข่าต่อ

        ไทเฮาไม่บอกเหตุผลใดกับนางแม้แต่น้อย

        เพียงแต่ว่าวันนี้อยู่ๆ ซูฉีฉีก็รู้สึกว่าหัวเข่าเจ็บปวดเกินจะทน แค่เพียงนางคุกเข่าลงไปก็เริ่มรู้สึกเจ็บปวดเข้ากระดูก

        เมื่อนางก้มหน้าลงมองก็เห็นว่าตรงตำแหน่งหัวเข่าบนชุดสีแดงของตนนั้นมีรอยเลือดปรากฏอยู่แถบหนึ่ง ที่แท้บนแผ่นหญ้าสานนี้มีเข็ม…

        นางกัดฟันแน่น พยายามควบคุมตัวเองไม่ให้ล้มลงไป ขอเพียงซูฉีฉีทำได้เพียงแค่อดทน ไม่รู้ว่าการลงโทษครั้งนี้จะจบลงเมื่อไหร่

        ทางด้านไทเฮา นางยิ้มอย่างมีเมตตาพลางสวดมนตร์ เคาะมู่อวี๋ไปเรื่อยๆ โดยไม่มองซูฉีฉีแม้แต่น้อย

        ตอนนี้เป็นเวลากลางวันแล้ว แต่เพราะอยู่ในช่วงกลางฤดูหนาวทำให้ภายในห้องนั้นรู้สึกหนาวเย็นไม่น้อย ซูฉีฉีอดทนต่อความเจ็บที่หัวเข่าพลางตัวสั่นระริกเพราะความเหน็บหนาว เพราะได้รับคำสั่งของไทเฮาทำให้พวกนางกำนัลได้นำเตาผิงยกออกจากห้องไปจนหมด

        มือทั้งสองที่กดลงบนหัวเข่านั้นค่อยๆ เป็นสีขาวซีด บนเล็บของซูฉีฉีนั้นได้กลายเป็นสีเขียวจากแรงกดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อไม่ให้ตนเองร้องโอดครวญออกมาเพราะความเจ็บปวด ซูฉีฉีจึงได้แต่กัดริมฝีปากของตนเองไว้แน่นทำให้มุมปากมีรอยช้ำแดงๆ ปรากฏขึ้น

        ซูฉีฉีที่เป็นเช่นนี้ยังคงดูบอบบางอ่อนแอ ทว่าแผ่นหลังที่ผอมบางของนางกลับยืดตรงขึ้นเพื่อไม่ให้ผู้คนเกิดความรู้สึกสงสาร

        ม่อเวิ่นเฉินที่แอบดูนางอยู่ตลอดช่วงเช้านั้นมีสีหน้าเขียวคล้ำแล้ว ใบหน้าที่แต่เดิมไม่แสดงอารมณ์ใดๆ บัดนี้ยิ่งทำให้ดูโหดร้ายและน่ากลัวมากยิ่งขึ้น ทั่วทั้งร่างกายของเขาแผ่ไอสังหารออกมา

        ทว่าเขากลับไม่สามารถช่วยอะไรได้

        เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องมากมายตามมา เขาจึงทำได้เพียงแค่ต้องอดทนอดกลั้นเท่านั้น

        ตอนนี้ยิ่งเป็นเวลาสำคัญ ถ้าหากพลาดแม้แต่ก้าวเดียวอาจจะทำให้ล้มทั้งกระดานได้

        สตรีเช่นนี้ เขาควรจะทำอย่างไรต่อนางดี?

        หลังจากที่ไทเฮาสวดมนตร์จบบทแล้วก็เดินออกจากห้องไป ภายในห้องกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ลมเย็นๆ พัดมาโดนตัวของซูฉีฉีทำให้นางต้องใช้มือทั้งสองโอบไหล่ของตนเองเอาไว้ นางคิดอยากจะขยับหัวเข่าของตนทว่ามันกลับเจ็บเสียจนขยับไปไหนไม่ได้อีก

        ซูฉีฉีจึงทำได้เพียงแค่ให้เลือดค่อยๆ ไหลซึมออกมาจากแผลบนหัวเข่าเท่านั้น

        มุมปากของนางกระดกยิ้มเย็นขึ้น ในสถานที่บำเพ็ญเพียรเช่นนี้ นางกลับเลือดไหลดุจสายน้ำ

        ไม่มีทางเลือกจริงๆ บนโลกนี้มีหลายเรื่องที่ยากจะแก้ไขได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชีวิตของซูฉีฉี

        แน่นอนว่าตอนนี้ม่อเวิ่นเฉินเองก็รู้สึกอับจนหนทางเช่นกัน เขาหันกลับไปมองที่ซูฉีฉีอย่างลึกซึ้งอีกครั้งก่อนจะกำมือแน่น อดทนอีกไม่กี่วัน ข้าจะต้องช่วยเจ้าอย่างแน่นอน

        จากนั้นเขาก็หมุนตัวจากไป

        ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลงแล้ว ตลอดทั้งวันซูฉีฉีไม่ได้กินน้ำกินอาหารสักคำ เลือดบนหัวเข่าไหลออกมาไม่หยุด ทั่วทั้งร่างของนางสั่นระริกเพราะอากาศที่หนาวเย็น นางรู้สึกว่าตนเองอาจจะมีชีวิตไม่เกินวันนี้แล้ว นางมองไปรอบๆ ในใจก็รู้สึกไม่เป็นธรรมนัก

        นางจะต้องตายไปอย่างไม่รู้อะไรเลยเช่นนี้หรือ?

        แม้กระทั่งว่าเพราะเหตุใดนางต้องคุกเข่าอยู่ที่นี่นั้น นางเองก็ยังมิรู้เลย

        บุญคุณความแค้นของคนรุ่นก่อนกลับให้นางรับมันไว้คนเดียวทั้งหมด

        ทว่ารับเคราะห์แทนมารดาของตนนั้น นางยินยอม แต่ว่าในใจของนางบอกว่ามารดาของตนจะต้องไม่ทำเรื่องที่ผิดต่อใครอย่างแน่นอน

        คิดมาถึงตรงนี้ ซูฉีฉีก็กัดฟันของตนไว้แน่นก่อนจะพยายามออกแรงพยุงตัวเองให้ลุกขึ้น ร่างของนางโคลงเคลงอยู่หลายครั้งแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ล้มลงไป เมื่อนางเห็นเข็มขนาดเล็กที่บนแผ่นหญ้าสาน ดวงตามีความเย็นชาปรากฏขึ้น แต่ที่มากกว่าความเย็นชานั้นคือความเกลียดชังที่นางมีอยู่ในตอนนี้

        นางกำมือทั้งสองแน่น เล็บยาวๆ ได้ทิ่มแทงเข้าไปในฝ่ามือของนาง มีเพียงเช่นนี้ซูฉีฉีถึงจะรู้สึกมีสติขึ้นมาเพราะตอนนี้ทั่วทั้งร่างกายของนางรู้สึกเหน็บชาไปจนหมดเสียแล้ว

        ยังไม่ทันที่นางจะได้หมุนตัวจากไป บานประตูก็เปิดขึ้นอย่างกะทันหัน แรงมหาศาลจากด้านหลังถีบนางให้ล้มลงไปคุกเข่าอยู่บนหญ้าสานอีกครั้งอย่างแม่นยำ

        “อ๊า…”

        ครั้งนี้ซูฉีฉีทนเอาไว้ไม่ไหวอีกแล้ว นางร้องออกมาอย่างเจ็บปวด แต่เดิมเข็มเหล่านี้แค่ทิ่มลงไปในผิวหนังของนาง แต่ว่าตอนนี้นางคุกเข่าลงอย่างแรงทำให้เข็มเหล่านั้นเสมือนทิ่มเข้าไปในเนื้อของนางทั้งหมดแล้ว ความเจ็บปวดพุ่งขึ้นมาราวกับลำไส้ของนางกำลังฉีกขาดก็มิปาน

        “เพี๊ยะ…”

        เสียงร้องอย่างเจ็บปวดของซูฉีฉีกลับแลกมาด้วยแรงตบอย่างหนักจากฝ่ามือของไทเฮา “บังอาจ ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้เจ้ากลับกล้าส่งเสียงร้องโวยวายได้ ข้ายังไม่อนุญาติให้เจ้ากลับไป เหตุใดเจ้าถึงลุกขึ้นยืนเสียแล้ว? ”

        ดวงตาของนางดุร้ายขณะจับจ้องไปที่ซูฉีฉีที่มีรอยเลือดจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก

        เมื่อเห็นซูฉีฉีเป็นเช่นนี้ แววตาของไทเฮาก็มีความยิ้มเยาะอย่างสะใจปรากฏขึ้นแวบหนึ่ง

        ซูฉีฉีอดทนต่อความเจ็บปวดและก้มหน้าลง พยายามกลืนโลหิตที่อยู่ในปากกลับเข้าท้องของตนไป นางกัดริมฝีปากล่างแน่นเพื่อไม่ให้ตนส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวดออกไป นางรู้ว่าตอนนี้ถ้าหากนางส่งเสียงอีกแม้แต่นิดเดียว ไทเฮาจะต้องหาวิธีทรมานนางเพิ่มขึ้นอีกเป็นแน่

        ไทเฮาเหมือนกับว่ากำลังดูละครอยู่เสียอย่างนั้น นางเดินวนรอบตัวซูฉีฉีรอบหนึ่งก่อนจะมีท่าทีพึงพอใจเป็นอย่างมาก: “เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้ากับมารดาของเจ้านั้นเป็นเพื่อนสนิทกันท่ามกลางหมู่คุณหนูสกุลผู้ดีทั้งหลาย พรุ่งนี้ข้าคิดว่าจะเชิญมารดาของเจ้ามาเข้าเฝ้าในตำหนัก และให้นางมาเยี่ยมบุตรสาวแสนรักของตนเสียหน่อย”

        “อย่า! ไทเฮาเพค่ะ ขอพระองค์อย่า…” ซูฉีฉีนิ่งอึ้งไปในทันที นางคุกเข่าลงไปอย่างไม่คิดชีวิต

        น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความเว้าวอน หางตาก็คลอขึ้นด้วยน้ำตา

        ถ้าหากให้มารดาของตนเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ นางมิรู้ว่ามารดาของตนจะร้องไห้จะเป็นจะตายอยู่ตรงนี้หรือไม่

        ความทุกข์ทรมานเช่นนี้ให้นางรับไว้แต่เพียงผู้เดียวก็พอแล้ว จะให้มารดาของนางมาทรมานเหมือนกับนางมิได้

        ไทเฮายกเท้าขึ้นออกแรงถีบซูฉีฉีที่คุกเข่าอยู่อย่างแรง “เรื่องที่ข้าจะทำ ยังไม่ถึงคราวที่คนอย่างเจ้าจะมาชี้แนะสั่งสอนได้ ใครก็ได้ มาลากตัวนางไปเฆี่ยนเดี๋ยวนี้”

        ไทเฮาเดิมกำลังคิดหาเหตุผลลงโทษนางมิได้ ตอนนี้นางได้โอกาสแล้ว นางจ้องไปที่ซูฉีฉีด้วยสีหน้ารังเกียจก่อนจะตะโกนออกคำสั่งอย่างโมโห

        มีนางกำนัลสองคนรีบเข้ามาดึงแขนของซูฉีฉีไว้แต่แรกแล้ว พวกเขาลากตัวนางออกไป คราบเลือดจากหัวเข่าของซูฉีฉีไหลออกมาเป็นทางยาว

        “ไทเฮา พระองค์จะให้หม่อมฉันทำอะไรก็ได้ แต่ขอพระองค์อย่าทรงทำร้ายมารดาหม่อมฉันเลย…” ซูฉีฉีร้องตะโกนอย่างสุดชีวิต นางตะโกนออกมาโดยไม่สนอะไรทั้งสิ้นแล้ว

        มีชายรูปร่างใหญ่สองคนใช้เชือกหยาบๆ มัดซูฉีฉีเอาไว้แน่น ไม่ว่านางจะตะโกนร้องเท่าใด พวกเขาก็ยังออกแรงเฆี่ยนตีนางไปเรื่อยๆ แรงที่ฟาดมานั้นรุนแรงมากเสมือนใช้แรงทั้งหมดที่มีก็ไม่ปาน

        “อ๊า!” เสียงร้องอย่างเจ็บปวดดังออกมาจากตำหนักหลังของวังหลวง

          บนแส้นั้นมีหนามแฝงอยู่ด้วย ทุกครั้งที่ฟาดลงไปบนตัวซูฉีฉีนั้นก็ทำให้เสื้อผ้าบนตัวนางฉีกขาดออกมาเป็นชิ้นๆ เนื้อหนังของนางเกาะติดไปบนหนามของแส้ที่ฟาดลงมา โลหิตค่อยๆ ซึมออกมาจนปรากฏเป็นสีแดงจางๆอยู่บนเสื้อผ้าที่ซูฉีฉีสวมใส่!

        “เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!”

        เมื่อได้ยินเสียงร้องอย่างเจ็บปวดของซูฉีฉี ผู้ที่ลงมือฟาดซูฉีฉีอยู่นั้นก็เหมือนจะรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เขาสะบัดแส้ในมือต่อเนื่องกันถึงสามครั้ง ทุกครั้งที่ฟาดมานั้นผสานกับแรงลมทำให้บนร่างของซูฉีฉีทิ้งร่องรอยบาดแผลลึกๆ เอาไว้ เลือดเปรอะเปื้อนบนผิวหนังเสียจนมองไม่เห็นสีผิวของนางอีก

        แส้ที่ฟาดลงมาอีกสี่ครั้งนั้นทำให้แม้แต่แรงกรีดร้องของซูฉีฉีก็ไม่มีเหลืออีกต่อไปแล้ว ตอนนี้นางถึงจะรู้สึกว่าแรงเฆี่ยนของฮวาเชียนจือนั้นยังถือว่าห่างไกลไปมาก ซูฉีฉีก้มหน้าลงอย่างหมดแรง นางทำได้เพียงแค่กัดริมฝีปากของตนไว้แน่นเพื่อไม่ให้ตนสลบลงไป

        ไทเฮาโบกมือของพระองค์เป็นการอนุญาติให้ชายทั้งสองถอยออกไปได้แล้ว

        นางเพียงแค่อยากให้ซูฉีฉีทุกข์ทรมานเสียหน่อย มิได้หวังจะทำให้คนถึงตายเพราะว่านางเองก็มิกล้า

        “ไทเฮา…หม่อมฉันขอร้องพระองค์…ละเว้นมารดาของหม่อมฉันด้วย” ซูฉีฉีนั้นอ่อนแอจนจะไร้เรี่ยวแรงแล้ว ทว่านางยังคงพยายามเงยหน้าของตนขึ้นเพื่ออ้อนวอนต่อไทเฮา!

        ไทเฮากัดฟันของตนแน่น คิดไม่ถึงว่าซูฉีฉีจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ จนถึงเวลานี้นางก็ยังคงคิดถึงมารดาของตน

        “คิดไม่ถึงว่านางจะเลี้ยงบุตรสาวได้ดีถึงเพียงนี้” เมื่อเห็นซูฉีฉีเป็นเช่นนี้กลับทำให้ไทเฮาหวาดกลัวไม่น้อย เป็นแค่สตรีคนหนึ่งแต่กลับมีแรงมุ่งมั่นได้ถึงเพียงนี้

        ปีนั้นถ้าหากตนเป็นเช่นนี้ อาจจะไม่ได้มีจุดจบดั่งเช่นทุกวันนี้ก็เป็นได้

        ทันใดนั้นเองก็มีนางกำนัลคนหนึ่งวิ่งมาจากข้างนอกแล้วกระซิบข้างหูไทเฮาไม่กี่ประโยค

        สีหน้าที่แต่เดิมมีความดุร้ายชิงชังนั้นก็เปลี่ยนเป็นอ่อนโยนมีเมตตาโดยทันที สายตานางมองออกไปที่ทิศทางอันไกลโพ้น “ดี ให้เขาไปรออยู่ที่โถงหลัก”

        ความสุขปรากฏขึ้นในแววตาอย่างปิดไม่มิด

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม