0 Views

        “ถ้าหากซูฉีฉีไม่คิดอยากจะเปลี่ยนชะตาชีวิตของตนเองในตำหนักอ๋อง นางก็คงไม่เอ่ยขอร้องเจ้าด้วยตนเอง ถ้าหากเจ้าไม่ใช้ชีวิตของนางมาขมขู่ นางก็คงไม่ยินยอมผสมยาถอนพิษให้เจ้า

        ครั้งนี้ที่นางลังเลว่าจะเลือกฝั่งไหนนั้น จากที่ข้าดูแล้ว นางนั้นมีความสามารถ เพียงแต่นางยอมพยายามทำสุดความสามารถเพื่อเจ้า

ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความเฉลียวฉลาดของนางแล้ว ไม่ควรที่จะรับมือกับเหตุการณ์ง่ายๆ แค่นี้

        ซูชือฉางทำกับนางถึงเพียงนี้ นางยังมีเรื่องใดให้ต้องกังวลอีกหรือ?” เหลยอวี๊เฟิงนั้นมักเห็นการกลั่นแกล้งให้ม่อเวิ่นเฉินมีโทสะนั้นเป็นเรื่องสนุกเสมอ ตอนนี้เขากำลังอารมณ์ดี แน่นอนว่าต้องยั่วยุให้เขามีโทสะเสียหน่อย ยิ่งไปกว่านั้น ม่อเวิ่นเฉินยังสั่งให้เขาไปคุ้มครองมารดาของซูฉีฉีก็ควรจะต้องคิดดอกเบี้ยเสียหน่อย

        ซูฉีฉีนั้นมีโฉมหน้าไม่ได้งดงามจนสะกดสายตาผู้คน ไม่มีความสามารถใดโดดเด่น ทว่ากลับมักทำเหมือนม่อเวิ่นเฉินนั้นไม่มีตัวตน

        เมื่อเทียบกับฮวาเชียนจือที่พักอยู่ในตำหนัก คนขนานนามว่าเป็นถึงสาวงามอัมดับหนึ่งของแดนตะวันตกเฉียงเหนือ กระทั่งนางยังคลั่งไคล้หลงใหลในตัวม่อเวิ่นเฉินเป็นอย่างมาก

        ก็มิรู้ว่าเป็นเพราะซูฉีฉีนั้นมีจิตใจด้านชา หรือเป็นเพราะว่าเสน่ห์ของม่อเวิ่นเฉินไม่เพียงพอจริงๆ กันแน่

        “ต่อสิ” ม่อเวิ่นเฉินทำเพียงแค่จ้องไปที่เหลยอวี๊เฟิง

        เขาเองก็รู้ถึงความลังเลในวันนั้นของซูฉีฉี อีกทั้งวันนั้นเขายังมีโทสะมากอีกด้วย แม้ว่าเขาจะแสดงออกมาว่าสงบนิ่งเฉกเช่นเดิมก็ตาม

        สำหรับซูฉีฉีนั้น เขาก็ยังคงไม่เข้าใจนาง

        บางครั้งนางก็สามารถอ่อนหวานนุ่มนวล แต่ในบางครั้งกลับเย็นชา ผลักไสทุกคนให้ออกห่างจากตน

        “มิสู้ทำเช่นนี้ ถ้าหากเจ้าสามารถทำให้ซูฉีฉีหลงรักเจ้าได้ ข้าก็จะยกดาบเสวียนหยวนของสำนักเหลยให้กับเจ้า ถ้าหากทำไม่ได้…เจ้าก็ต้องยกพิณเจียวเหว่ยอันมีชื่อนั้นให้กับข้า” แน่นอนว่าเหลยอวี๊เฟิงนั้นคิดคำนวณมาเรียบร้อยแล้ว

        เมื่อได้ยินเหลยอวี๊เฟิงเอ่ยเช่นนั้น ม่อเวิ่นเฉินก็มิได้เอ่ยคำใดต่อ เหลยอวี๊เฟิงนั้นหลงรักพิณเป็นอย่างมาก คอยแต่คิดวางแผนจะเอาเจียวเหว่ยอยู่เสมอ

        เพียงแต่ว่าม่อเวิ่นเฉินเองก็อยากได้ดาบเสวียนหยวนเป็นอย่างมากเช่นกัน

        เมื่อเป็นเช่นนี้ ความต้องการของทั้งสองก็นับว่าเสมอภาคกันดี

        แม้ว่านิสัยของซูฉีฉีจะเย็นชาเป็นอย่างมาก ซ้ำยังมีความทะนงตน แต่ว่าม่อเวิ่นเฉินรู้ว่าสายตาของนางยามมองมาที่ตนนั้นมีความหมายว่าอย่างไร

        อยากให้ซูฉีฉีหลงรักตนนั้นมิใช่เรื่องที่ยากจนเกินไป เพียงแค่ต้องใช้ความพยายามสักเล็กน้อยเท่านั้น

        ทว่าเหลยอวี๊เฟิงกลับไม่คิดเช่นนั้น เขาคิดว่าตอนนี้ซูฉีฉีน่าจะกำลังเกลียดชังม่อเวิ่นเฉินอยู่

        แน่นอนว่าเขาก็ไม่อยากให้ซูฉีฉีเป็นเช่นนี้ ทว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะม่อเวิ่นเฉินทำตัวเองทั้งนั้น

        เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างทางที่มานั้นมักทำให้เหลยอวี๊เฟิงมองซูฉีฉีต่างไปจากเดิม และยิ่งรู้สึกว่าม่อเวิ่นเฉินนั้นเป็นคนที่ไร้ความรู้สึกและเลือดเย็นจนเกินไป

        ทว่าขอเพียงเขาได้เจียวเหว่ยมาครอบครอง เขาก็ไม่สนอะไรเหล่านั้นมากนัก

        หลังจากที่ออกมาจากซอยเล็กๆ นั้น ตลอดทางม่อเวิ่นเฉินก็รู้สึกเหมือนว่าส่วนลึกในใจของตนกำลังขยับไปมาอยู่

        เขาเป็นคนที่สูงศักดิ์ ยิ่งยโสและทะนงตนเช่นนี้ จะเอาชนะกระทั่งผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งมิได้เชียวหรือ?

        ในเวลานี้ม่อเวิ่นเฉินอยากจะรู้เสียจริงว่าถ้าตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือกฝั่งใดฝั่งหนึ่งเท่านั้น ซูฉีฉี นางจะเลือกใคร?

        ซูฉีฉีถูกซูเมิ่งหรูลากไปที่พำนักของไทเฮา

        ไทเฮาดูแล้วเหมือนมีอายุไม่มากนัก นางดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดี ทว่าเมื่อนางหันมาเห็นซูฉีฉีและซูเมิ่งหรูนั้น ใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาก็แฝงความเย็นชาเข้าไปเพิ่มขึ้น

        ไทเฮาที่สวดมนต์ภาวนากินเจเป็นเวลานานนั้นกำลังหลับตาลง มือก็ขยับลูกประคำในมือของตน ปล่อยให้ซูฉีฉีและซูเมิ่งหรูคุกเข่าอยู่ตรงนั้น

        หญิงสาวทั้งสองหันมามองหน้ากัน ทั้งคู่ล้วนไม่กล้าเอ่ยคำใดออกมา

        ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด ไทเฮาถึงยอมลืมตาขึ้นมา ก่อนจะขยับมือสั่งให้ซูเมิ่งหรูลุกขึ้น “ฮองเฮาคอยจัดการดูแลเรื่องเล็กใหญ่ในวังหลัง อย่ามาอยู่ที่นี่ให้เสียเวลาเลย รีบกลับไปเสียเถิด”

        เห็นได้ชัดว่านี่เป็นคำพูดไล่แขกทางอ้อม

        ซูเมิ่งหรูแต่งเข้ามาในวังได้กว่าครึ่งปีแล้ว นางรู้ว่าไทเฮาผู้นี้ไม่ชอบพอตน ทว่าวันนี้นางตั้งใจพาซูฉีฉีมาด้วยเพราะอยากจะลองหยั่งเชิงดูว่า ไทเฮาผู้นี้มีอคติต่อคนสกุลซูหรือมีต่อซูเมิ่งหรูเพียงคนเดียวเท่านั้น

        เมื่อเห็นท่าทีของไทเฮาเช่นนี้ ซูเมิ่งหรูก็ขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น ก่อนจะเอ่ยขอบพระทัยแล้วหมุนตัวจากไป

        นางมิได้หันไปมองซูฉีฉีอีก สตรีที่ฉลาดอย่างซูเมิ่งหรูก็รู้แล้วว่า หญิงชราผู้นี้ไม่ชอบใจในสกุลซู

        ดูเหมือนว่านางจะต้องคิดหาวิธีเสียแล้ว

        เพราะว่าฮ่องเต้นั้นเชื่อฟังคำสั่งของไทเฮาผู้นี้นัก

        แน่นอนว่าเรื่องใหญ่นั้นไม่นับ

        “เจ้าคือบุตรสาวคนโตของซูชือฉาง?” ไทเฮามิได้รับสั่งให้ซูฉีฉีลุกขึ้นแต่กลับเอ่ยถามนางเสียงเย็น

        ดวงตาที่เยือกเย็นคู่นั้นทำให้ซูฉีฉีนิ่งอึ้งไป ในใจของนางบีบแน่นขึ้น ก่อนจะตัดสินใจว่าจะพูดจาและกระทำทุกอย่างด้วยความระมัดระวัง มิเช่นนั้นนางคงต้องโดนลงโทษให้บาดเจ็บร่างกายอีกเป็นแน่

        “กราบทูลไทเฮา ใช่เพคะ” ซูฉีฉีก้มหน้าก้มตาเอ่ยตอบไป

        นางพยายามควบคุมตัวเองให้สงบนิ่ง

        ถ้าหากนางเกิดเรื่องอะไรขึ้นในวังหลวง ม่อเวิ่นเฉินจะยอมอยู่นิ่งเฉยงั้นหรือ แม้ว่าหลายวันมานี้เขาจะมีท่าทีที่ดีมากมาโดยตลอด น้ำเสียงก็อ่อนโยนลงมาก ทว่าซูฉีฉีก็ยังมิกล้าฝากความหวังใดๆ ไว้กับเขาทั้งนั้น

        นางรู้ว่าเรื่องทั้งหมดนั้นได้แต่ต้องหวังพึ่งตนเอง

        มีเพียงตนเองเท่านั้นที่สามารถพึ่งพาได้มากที่สุด

        “มารดาของเจ้ายังสบายดีหรือไม่?” ไทเฮาเอ่ยออกมาอย่างรวดเร็ว แววตายังคงเย็นชาดังเดิมขณะจับจ้องไปที่ซูฉีฉี

        “กราบทูลไทเฮา ดีมากเพคะ” ซูฉีฉีไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ตรงหน้านัก นางทำได้เพียงแค่ตอบกลับอย่างระมัดระวัง

        ในใจนางก็กำลังคิดวิเคราะห์อยู่ว่าด้วยนิสัยอันอ่อนโยนของมารดาตน น่าจะไม่ได้ก่อเรื่องใดๆ ต่อไทเฮาได้  แต่ว่าดูจากรูปการณ์แล้วเหมือนกับว่าไทเฮานั้นเกลียดชังมารดาของนางมาก

        ไทเฮากลับยิ้มเย็นออกมา “งั้นหรือ…”

        จากนั้นนางก็ตบมือ “ดี ดีมาก ขอแค่นางมีชีวิตอยู่ดี ข้าก็สบายใจแล้ว เพียงแต่ว่าถ้าหากเจ้ามีโอกาส ฝากไปบอกนางด้วยว่า สิ่งที่นางต้องการนั้นนางจะไม่มีวันได้รับมัน”

        ซูฉีฉีขมวดคิ้วเบาๆ ก่อนจะรับคำด้วยสีหน้าราบเรียบ

        “แต่ว่า เจ้าเป็นบุตรสาวของนาง ควรที่จะรับโทษแทนนางถึงจะถูก ก่อนฟ้ามืดเจ้าห้ามออกไปจากที่นี่ คุกเข่าต่อไปเสียเถิด” ไทเฮาพูดทิ้งไว้ประโยคหนึ่งก่อนจะหมุนตัวจากไป

        เหลือเพียงซูฉีฉีที่คุกเข่าอยู่บนแผ่นหญ้าสาน นางรู้สึกว่าขาทั้งสองข้างเริ่มเหน็บชา ทว่ากลับไม่กล้าเอ่ยอันใดออกมามาก

        ในใจนางก็ได้แต่ยิ้มออกมาอย่างขมขื่น คนที่มารดาของตนมีเรื่องด้วยนั้นกลับเป็นไทเฮา ดูไม่ออกจริงๆ สตรีที่บอบบางเช่นมารดาของตนจะมีความกล้าถึงเพียงนี้งั้นหรือ?

        เรื่องทั้งหมดนี้ซับซ้อนเกินไปเสียแล้ว

        ม่อเวิ่นเฉินที่กลับมาถึงเรือนรับรองนั้นไม่เห็นแม้แต่เงาของซูฉีฉี ในใจก็เกิดอารมณ์ไม่พึงพอใจ เดิมคิดจะส่งคนไปขอตัวคืนจากซูเมิ่งหรู ทว่าสายที่เขาได้ทิ้งเอาไว้กลับรายงานว่าซูฉีฉีถูกไทเฮารั้งตัวเอาไว้

        ในระยะเวลาอันสั้นนี้ม่อเวิ่นเฉินเองก็ไม่สามารถไปขอคนจากไทเฮาได้ เขาทำได้เพียงรออยู่ที่เรือนรับรองอย่างกระวนกระวาย

        ในใจของเขามีความไม่สงบและร้อนรน เขาเติบโตมาในวังหลวงตั้งแต่เล็ก เขาย่อมรู้ดีถึงนิสัยของไทเฮา แม้จะไม่รู้ว่าซูฉีฉีไปเกี่ยวข้องอะไรกับไทเฮา แต่เขารู้ดีว่าเรื่องครั้งนี้ยากจะจัดการยิ่งนัก

        จนกระทั่งฟ้ามืดสนิท ซูฉีฉีถึงค่อยๆ ลุกขึ้น แต่เป็นเพราะว่าคุกเข่าเป็นเวลานานเกินไปทำให้ขาทั้งสองข้างของนางเหน็บชาไปหมดแล้ว พวกมันไม่ฟังคำสั่งของนาง นางเพียงแค่ก้าวออกไปเท้าเดียวก็ล้มตัวลงไปกองกับพื้นในทันที

        ทันใดนั้นประตูก็เปิดออก ไทเฮาค่อยๆ ย่างก้าวเข้ามา บนใบหน้านางประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ ในมุมมองของคนภายนอกนั้นใบหน้านี้เต็มไปด้วยเมตตา ทว่าในสายตาของซูฉีฉี มันกลับเยือกเย็นไร้อารมณ์

        ถ้าหากเป็นไปได้ นางจะต้องสับซูฉีฉีให้เป็นชิ้นๆ อย่างแน่นอน

        ไม่รู้จริงๆ ว่าต้องเป็นความเกลียดแค้นประเภทใดถึงทำให้สตรีผู้หนึ่งเป็นเช่นนี้ได้

        “พอแล้ว พรุ่งนี้มาต่อ” เมื่อเห็นซูฉีฉีล้มตัวลงกับพื้นอย่างสะบักสะบอม อีกทั้งยังมีสีหน้าท่าทางก้มหน้าก้มตา นอบน้อมเชื่อฟังของนางยิ่งทำให้ไทเฮาพึงพอใจเป็นอย่างมาก นางพยักหน้าเพื่ออนุญาติให้ซูฉีฉีกลับไปได้

        ไม่มีนางกำนัลในวังคนไหนเดินมาพยุงนาง ทุกคนล้วนมองนางด้วยสายตาเย็นชา ซูฉีฉีใช้มือพยุงตัวเองขึ้นจากพื้นอย่างยากลำบากแต่นางก็ไม่กล้าแสดงท่าทางอันใดมากนักเพราะเกรงว่าจะสร้างความไม่พอใจให้กับไทเฮาอีก

        “ขอบพระทัยไทเฮาที่ทรงกรุณา” ซูฉีฉีก็ยังคงกัดฟันเอ่ยขอบคุณก่อนจะค่อยๆ ลากตัวเองออกไป

        ในใจของนางอึดอัดและเจ็บปวด นางเงยหน้าขึ้นมองฟ้า ไม่รู้ว่าตนนั้นทำผิดอันใดไป ชีวิตนี้ถึงไม่มีเรื่องใดสมใจปรารถนาเลย

        นางมิได้ร้องไห้แต่กลับรู้สึกว่าถนนข้างหน้านั้นมืดสนิท

        เรื่องนี้นางจะไม่เอ่ยกับผู้ใดเพราะเกรงว่าจะทำให้มารดาของตนต้องเป็นกังวล

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม