0 Views

        เส้นขอบฟ้าค่อยๆ สว่างเป็นเส้นสีขาวจางๆ ซูฉีฉีก็ได้ถูกเสียงดังจากภายนอกปลุกให้ตื่นขึ้น

        เมื่อนางลืมตาตื่นขึ้นก็เห็นม่อเวิ่นเฉินที่นอนอยู่บนเตียงนั้นได้ตื่นมาก่อนแล้ว เขาหันมาส่งสายตาให้นางมิให้นางส่งเสียงออกไปและให้นางหลับต่อ จากนั้นม่อเวิ่นเฉินก็พลิกตัวและลุกขึ้นเดินมาข้างเตียงแล้วก็ล้มตัวลงนอนบนเตียงเช่นกัน

        ทั้งสองคนนอนตะแคงหันหน้าเข้าหากัน ซ้ำม่อเวิ่นเฉินยังวางมือข้างหนึ่งของเขาลงบนเอวของซูฉีฉีอย่างแผ่วเบาอีกด้วย

        “…” สีหน้าของซูฉีฉีเกร็งแข็งขึ้น ทั้งร่างของนางก็เกร็งขึ้นเช่นกัน ทว่านางกลับไม่กล้าลืมตาขึ้นมา

        เมื่อรู้สึกได้ว่าร่างกายของซูฉีฉีเกร็งแข็งขึ้น ม่อเวิ่นเฉินกลับกระตุกยิ้มที่มุมปากขึ้น รอยโค้งบนปากนั้นแฝงด้วยความขบขันเล็กน้อย ดวงตาของเขาค่อยๆ ลืมขึ้น สายตาจับจ้องไปที่ซูฉีฉีที่อยู่ใกล้ๆ

        ใบหน้าที่ดูสะอาดบริสุทธิ์แต่ไม่ถือว่างามสวย ยิ่งเปรียบไม่ได้กับความงามแบบล้มฟ้าล้มแผ่นดิน ซูฉีฉีนั้นมิอาจใช้ความงามเอาชนะผู้คนได้ก็จริง ทว่านางมีทั้งความฉลาด ไหวพริบและความกล้าหาญ

        สตรีเช่นนี้ สามารถเข้าไปอยู่ในสายตาของม่อเวิ่นเฉินได้มากกว่าหญิงรูปโฉมงดงามเสียอีก

        แม้ว่าซูฉีฉีจะหลับตา ทว่านางยังคงสัมผัสได้ถึงแววตาที่ร้อนแรงที่ส่งมาจากม่อเวิ่นเฉิน แก้มของนางค่อยๆ รู้สึกร้อนขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ในใจของนางรู้สึกหลอมละลายไปไม่น้อย ในขณะที่นางกำลังหวั่นไหว ในใจก็ร้องตะโกนออกมาต่ำๆ ด้วยว่า ม่อเวิ่นเฉิน ความอ่อนโยนของท่านนั้นจะทำให้ข้าคิดจริงได้…จริงๆ …

        นางหวังเพียงแค่ว่านี่ไม่ใช่ละครฉากหนึ่งเท่านั้น

        ภายใต้ความสุขสั้นนางก็ยังมีความขมขื่นปะปนอยู่ด้วย

        นางไม่กล้าคาดหวังความรักจากม่อเวิ่นเฉิน

        เสียงโวยวายจากด้านนอกค่อยๆ ไกลออกไป มิรู้ว่าเพราะม่อเวิ่นเสวียนเปลี่ยนความคิดแล้ว หรือเพราะว่าเกิดเรื่องอย่างอื่นขึ้น เขากลับไม่ทำตามแผนเดิมแล้วออกตรวจค้นเรือนรับรอง

        ผ่านไปเนิ่นนานซูฉีฉีจึงค่อยลืมตาขึ้น เมื่อสายตาของนางประสานเข้ากับดวงตาของม่อเวิ่นเฉิน นางก็นิ่งอึ้งไปก่อนจะรีบเสมองไปทางอื่นแล้วรีบลุกขึ้น “พวกเขา…ไปแล้ว”

        เมื่อเห็นท่าทางตื่นตกใจของซูฉีฉี ม่อเวิ่นเฉินก็ยิ่งรู้สึกขบขันมากขึ้นกว่าเดิม

        เขามิได้คิดจะรังแกนางต่ออีกพลางลุกออกจากเตียงเช่นกัน “ดูเหมือนจะมีการเปลี่ยนแปลง”

        ซูฉีฉีพยักหน้า นางก็รู้ว่าจะต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นแน่นอน ในใจของนางในตอนนี้กลับกำลังเป็นห่วงมารดาของตน

        เห็นได้ชัดว่าเพื่ออำนาจแล้วซูชือฉางสามารถทำได้ทุกอย่าง

        ซูฉีฉีจัดเสื้อผ้าพลางเอ่ยออกมาด้วยความลังเลเล็กน้อย “ข้าอยาก…ไปดูท่านแม่ข้าอีกสักครั้ง”

        เมื่อวานหลังกลับจากจวนอัครมหาเสนาบดี ในใจของนางก็รู้สึกไม่ค่อยสงบนัก

        “ข้าจะส่งคนไป” ม่อเวิ่นเฉินเองก็เข้าใจความรู้สึกของซูฉีฉี ทว่าก็ยังคงรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง เสมือนว่าสตรีนางนี้สนใจแค่มารดาของตนเท่านั้น

        เมื่อได้ยินว่าเสียงของเขาเข้มขึ้นเล็กน้อย ซูฉีฉีก็ไม่ได้พูดอะไรเพิ่มอีก ในเมื่อตอนนี้นางตัดสินใจยืนข้างม่อเวิ่นเฉินแล้ว นางไม่มีทางถอยได้อีก เพราะฉะนั้นนางก็จะไม่กล่าวคำตัดพ้อใดๆ

        ทำได้เพียงแค่ภาวนาให้มารดาของนางไม่เป็นอะไรก็พอ

        ห้องหนังสือ

        ม่อเวิ่นเสวียนมีสีหน้าคล้ำมืด ด้านล่างมีซูชือฉางกำลังตัวสั่นเล็กน้อยด้วยความกลัว เขาไม่กล้าเงยหน้าขึ้น ทำได้เพียงแค่ก้มหน้าอยู่อย่างนั้น

        “เจ้าเลี้ยงลูกสาวได้ดีเสียจริง” ม่อเวิ่นเสวียนปาฎีกาในมือทิ้งอย่างหงุดหงิดก่อนจะตะโกนออกมาอย่างโมโห กระทั่งถาดฝนหมึกที่อยู่ข้างๆ ก็ถูกเขาปัดคว่ำ น้ำหมึกกระเด็นใส่เต็มหน้าของซูชือฉาง

        ซูชือฉางที่มีสภาพย่ำแย่ในตอนนี้กลับไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย เขายังคงคุกเข่าแน่นิ่งอยู่ที่พื้น กระทั่งหายใจเสียงดังยังไม่กล้า ในใจของเขาคิดอยากจะสับซูฉีฉีให้แหลกเป็นชิ้นๆ ตั้งแต่แรกเลย

        ใช่แล้ว เขาได้เลี้ยงลูกสาวได้ดีจริงๆ ลูกสาวที่เขาไม่เคยเข้าใจแม้แต่น้อย

        คิดไม่ถึงว่าเมื่อวานนางตกปากรับคำอย่างดีทว่าอยู่ๆ ก็กลับคำเสียได้

        “เรื่องนี้ เจ้าไปจัดการเองแล้วกัน” ผ่านไปเนิ่นนาน โทสะของม่อเวิ่นเสวียนก็ค่อยๆ สงบลง เขาลุกขึ้นยืนพร้อมสะบัดเสื้อคลุมยาวของตน หมุนตัวแล้วจากไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย

        จัดการกับม่อเวิ่นเฉิน เขาไม่อยากจะลงมือด้วยตนเอง ทว่าถ้ายืมมือของซูชือฉางนั้น ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ เขาก็สามารถกันตัวเองออกจากเรื่องนี้ได้อย่างสมบูรณ์

        ที่สำคัญที่สุดก็คือซูชือฉางนั้นสามารถใช้งานซูฉีฉีได้

        แค่จุดนี้ก็เพียงพอแล้ว

        จนกระทั่งเงาของม่อเวิ่นเสวียนหายไปจากหลังประตูของห้องหนังสือ ซูชือฉางถึงกล้ายกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดน้ำหมึกบนใบหน้าตน มุมปากค่อยๆกระตุกยิ้มเย็นขึ้น มือทั้งสองข้างกำหมัดแน่น สีหน้าเผยความเจ้าเล่ห์ออกมา เมื่อรวมเข้ากับน้ำหมึกบนใบหน้าเขาแล้วยิ่งทำให้เขาดูเหมือนปีศาจก็มิปาน

        ทำให้ผู้ที่พบเห็นอดรู้สึกขนลุกมิได้

        ถ้าหากมิใช่เพราะว่าเมื่อคืนสั่งให้คนจับตาทุกการกระทำของซูฉีฉีแล้ว วันนี้ช่วงเช้าม่อเวิ่นเสวียนคงต้องคว้าอากาศเสียแล้ว และไม่เพียงแต่จะคว้าอากาศ หากตรวจค้นเรือนรับรองแล้วไม่พบอะไร คงยากที่จะอธิบายต่อม่อเวิ่นเฉินเช่นกัน

        และอาจจะถูกโจมตีกลับก็เป็นได้

        การกระทำครั้งนี้ ร้ายและเด็ดขาดมาก

        ต้องรู้ว่าหากม่อเวิ่นเฉินไม่สนใจความสัมพันธ์ที่ผ่านมาแล้วตั้งตัวเป็นศัตรูจริงๆ ม่อเวิ่นเสวียนเองก็ยังคงหวาดกลัวอยู่บ้าง

        ต่อให้ที่นี่จะเป็นวังหลวง ม่อเวิ่นเสวียนเองก็ยังต้องระวังไว้ถึงสามส่วน

        ช่วงเวลาที่ต้องคอยหวาดกลัวเช่นนี้ ม่อเวิ่นเสวียนมีชีวิตอยู่มาพอแล้ว

        เพราะฉะนั้น ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องจัดการม่อเวิ่นเฉินให้ได้ ไม่ว่าจะแลกมาด้วยอะไร ไม่ว่าต้องใช้วิธีใด และก็ไม่สนผลลัพธ์ทั้งหมดที่จะตามมา ยิ่งไม่สนว่าจะล่วงเกินคนอีกเยอะเท่าไหร่

        เพราะว่าต่อให้เขาล่วงเกินพวกขุนนางใหญ่เล็กนับร้อย พวกคนเหล่านั้นก็ไม่กล้าทำอะไรเขา

        เพราะว่าพวกเขาไม่ใช่ม่อเวิ่นเฉิน พวกเขาไม่มีความสามารถพอจะกบฎได้

        ภายในวังหลวงสงบเงียบหลายวัน ม่อเวิ่นเฉินส่งเหลยอวี๊เฟิงไปจวนอัครมหาเสนาบดีด้วยตนเอง เมื่อเห็นว่าเสี่ยวเตี๋ยนั้นปลอดภัยไม่เป็นอันตรายถึงได้วางใจ

        ซูฉีฉีได้แต่อยู่ในเรือนรับรองทุกวัน ไม่กล้าออกไปที่ใด บางครั้งซูเมิ่งหรูก็จะมาหาที่นี่ ทำท่าทีประหนึ่งว่าเป็นห่วงเป็นใยนางผู้เป็นพี่สาว ถามนู่นถามนี่ไปเรื่อยเปื่อย

        หลายครั้งที่นางพยายามจะหลอกถามซูฉีฉี ทว่าทุกครั้งก็ถูกซูฉีฉีเปลี่ยนเรื่องไปได้อย่างแนบเนียน

        สำหรับน้องสาวผู้นี้ ซูฉีฉีไม่ได้ตั้งตัวเป็นศัตรูกับนาง พวกนางแค่มีจุดยืนที่ต่างกัน ตั้งแต่เล็กจนโตล้วนเป็นเช่นนี้ ตอนที่อยู่ในจวนอัครมหาเสนาบดี ซูฉีฉีต้องปกป้องมารดาของตนและซูเมิ่งหรูเองก็พยายามทำเพื่อช่วยเหลือมารดาของตนให้มีฐานะมั่นคงอยู่ในจวน

        ทว่าแม้ซูฉีฉีจะเป็นบุตรสาวคนโตของฮูหยินเอก นางกลับไม่อาจเทียบกับซูเมิ่งหรูได้เลย

        จุดนี้ ซูฉีฉีจนถึงทุกวันนี้ก็ยังคิดไม่ตก ทว่านางก็ไม่อยากให้มารดาของตนต้องเสียใจเลยไม่แสดงอะไรออกมา

        ตอนนี้ซูฉีฉีเป็นพระชายาของม่อเวิ่นเฉิน และซูเมิ่งหรูก็เป็นฮองเฮาของม่อเวิ่นเสวียน

        พวกนางเสมือนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกันเสมอ

        วันนี้ซูฉีฉีถูกซูเมิ่งหรูพาไปที่ไทเฮา ม่อเวิ่นเฉินเองก็ออกไปนอกวังคนเดียว

        เขาสะบัดพวกองครักษ์ที่ติดตามตนจนพ้น จากนั้นก็เดินเข้าไปในซอยเล็กๆ นอกเมือง

        ซอยนั้นลึกมาก เมื่อเดินไปจนสุดทางก็มีเรือนพักขนาดไม่ใหญ่นัก มีเหลยอวี๊เฟิงกำลังร่ายรำกระบี่อยู่

        ดาบกระทบกับลมส่งเสียงฟิ้วๆ ออกมา

        “กระบวนดาบดีจริงๆ” ม่อเวิ่นเฉินเดินมาอย่างมิให้สุ่มให้เสียง ก่อนจะเอ่ยโพล่งออกมา

        ปลายดาบพุ่งตรงไปที่ลำคอของม่อเวิ่นเฉิน ทว่าหลังจากที่ได้ยินเสียงของเขาแล้ว เหลยอวี๊เฟิงก็หมุนดาบกลับอย่างเสียอารมณ์ เขาควงดาบครู่หนึ่งก่อนจะเก็บมันเข้าฝักไป “เจ้ามาได้อย่างไร?”

         ในที่นี้ พวกเขาต้องระวังยิ่งกว่าระวังเสียอีก คิดไม่ถึงว่าม่อเวิ่นเฉินจะออกจากวังแล้วมาที่นี่ได้

        “ภายในไม่กี่วันนี้เกรงว่าจะต้องเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น เจ้าส่งคนไปคุ้มครองมารดาของซูฉีฉีให้ดี” ม่อเวิ่นเฉินพยายามควบคุมอารมณ์ขบขันของตนก่อนจะพูดออกมาอย่างจริงจัง “เหลิ่งเหยียนเตรียมตัวทุกอย่างเสร็จแล้วหรือยัง?”

        การมาครั้งนี้อันตรายนัก ระหว่างทางกลับพวกเขาจำเป็นต้องแยกกันแล้ว

        “อืม เขาเตรียมพร้อมทั้งหมดแล้ว คิดว่าเพียงแค่ลูกน้องไม่กี่คนนั้นของม่อเวิ่นเสวียนก็จะเหมือนกับตอนที่มา เป็นได้แค่คู่ซ้อมมือของพวกเราเท่านั้น” เหลยวอี๊เฟิงพยักหน้า ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างไม่หวังดีนัก

        “เวิ่นเฉิน เสน่ห์ของเจ้าก็ไม่ได้ดีเท่าใดนี่ ขนาดสตรีตัวเล็กๆอย่างซูฉีฉียังจัดการมิได้” เหลยอวี๊เฟิงพูดพลางเดินไปนั่งบนเก้าอี้และเลิกคิ้วขึ้นอย่างล้อเลียน

        ม่อเวิ่นเฉินที่นอนอยู่บนเตียงนั้นก็หันไปจ้องเหลยอวี๊เฟิงด้วยสายตาไม่เป็นมิตร “หมายความว่าอย่างไร?”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม