0 Views

         หลายวันมานี้ที่ตำหนักมีข่าวลือเรื่องพิษที่ท่านอ๋องโดนนั้นไม่มีผู้ใดรักษาได้ บรรยากาศภายในตำหนักก็อึมครึมไม่น้อย

         วันนี้นางขอร้องหัวหน้าคนรับใช้ว่านางอยากจะขอพบกับพ่อบ้านของตำหนัก

         เพราะด้วยว่าถึงอย่างไรเสียนางก็มียศเป็นพระชายา หัวหน้าคนรับใช้จึงไม่กล้าทำตัวมีปัญหากับนางมากนัก เขาจึงยอมพานางไปพบกับพ่อบ้าน

         นางแต่งเข้ามาในตำหนักอ๋องตั้งนานแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้พบกับพ่อบ้าน เขามีมาดสุขุม ไม่หยิ่งทะนงแต่ก็ไม่มีท่าทีอ่อนน้อม รูปร่างสมส่วน ใบหน้าธรรมดาทั่วไปแต่กลับมีดวงตาที่สามารถสะกดผู้คนที่พบเห็น

         “พระชายามาหาข้าน้อยมีเรื่องอะไรขอรับ?” ไม่เหมือนกับคนรับใช้คนอื่นๆ น้ำเสียงของพ่อบ้านไม่แฝงด้วยการดูถูกเหยียดหยามนาง ยิ่งไม่มีแม้แต่ความห่างเหินหรือเย็นชา

         ซูฉีฉีพูดอย่างไม่ลังเล: “ข้ารู้วิชาแพทย์”

         “แล้วอย่างไร?” น้ำเสียงของพ่อบ้านนั้นนิ่งเรียบดั่งเคย

         มีเจ้านายยังไงก็มีบ่าวไพร่เช่นนั้นจริงๆ

         “ข้าสามารถระงับพิษในตัวของท่านอ๋องเอาไว้ได้ชั่วคราว” ไม่สนว่าพ่อบ้านที่อยู่ตรงหน้าจะสงสัยในฝีมือนางเท่าไหร่ ซูฉีฉีก็ตัดสินใจแล้วว่าตนเองจะต้องเดินหน้าต่อ จะรอต่อไปไม่ได้แล้ว

         “ท่าน?” สีหน้าของพ่อบ้านไม่เปลี่ยน แต่ในแววตานั้นเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ

         หมอตั้งมากมายที่มารักษานั้นล้วนแต่ไม่มีหนทางแก้ กับสตรีที่ไม่มีอะไรโดดเด่นเช่นนี้ยิ่งทำให้เขาเชื่อถือไม่ลง อีกทั้งสตรีผู้นี้อยู่ๆ ก็เดินมาบอกเช่นนี้กับเขา ทำให้เขาอดสงสัยในตัวนางไม่ได้

         “วางใจเถอะ เขาเป็นสามีของข้า ข้าเป็นพระชายาของเขา” ซูฉีฉีรู้ว่าพ่อบ้านกำลังคิดอะไรอยู่ นางยิ้มออกมาอย่างขมขื่น

         ถึงแม้ว่าม่อเวิ่นเฉินจะไม่ดีต่อนาง แต่ตัวนางเองก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะจงเกลียดจงชังเขา

         ยิ่งไม่ถึงขั้นที่จะลงมือทำร้ายกับเขา

         ดวงตาของพ่อบ้านฉายความละอายออกมาแวบหนึ่ง เขาลังเลเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า: “ได้ขอรับ พระชายาโปรดรอสักครู่”

         ไม่นานนัก พ่อบ้านที่เดินออกไปก็กลับเข้ามาอีกครั้ง จากนั้นก็นำซูฉีฉีไปที่เรือนหลักของตำหนักอ๋องซึ่งมีห้องที่ม่อเวิ่นเฉินพักผ่อนอยู่อย่างนอบน้อม

         ยังคงเป็นห้องหอในวันนั้น เพียงแต่กระดาษแดงมงคลที่เคยแปะอยู่นั้นได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว

         การตกแต่งของห้องพักนั้นเรียบง่าย บนเตียงมีม่อเวิ่นเฉินกำลังนอนพักอยู่ ใบหน้าของเขาขาวซีด ไม่มีสีของเลือดฝาดแม้แต่น้อย ริมฝีปากของเขาม่วงคล้ำ เมื่อเห็นซูฉีฉีเดินเข้ามา องครักษ์เหลิ่งเหยียนที่ยืนเฝ้าอยู่ข้างเตียงก็ตวัดสายตามามองก่อนจะหันไปหาพ่อบ้าน: “ผู้หญิงคนนี้มาทำอะไร?”

         เป็นแค่องครักษ์คนหนึ่งแต่กลับมีน้ำเสียงที่เย็นชายิ่ง

         “พระชายานั้นรู้วิชาแพทย์” พ่อบ้านแสดงสีหน้านอบน้อม ทว่ากลับพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ

         “นาง…” เหลิ่งเหยียนไม่แม้แต่จะมองซูฉีฉี แต่กลับส่งเสียงหัวเราะเย้ยหยันออกมา ใครบ้างไม่รู้ว่าอัครเสนาบดีนั้นมีบุตรสาวอยู่สองคน คนหนึ่งนั้นรูปโฉมงดงาม ฉลาดหลักแหลม อีกคนนั้นกลับมีหน้าตาธรรมดาไม่โดดเด่น ไม่เชี่ยวชาญแม้กระทั่งกาพย์กลอน

         สตรีเช่นนั้นน่ะหรือจะรู้วิชาการแพทย์ นี่ไม่ใช่เรื่องน่าตลกหรอกหรือ

         “ท่าน ถ้าหากส่งผลกระทบต่อการอาการของท่านอ๋อง ท่านจะรับผิดชอบไหวหรือไม่?” ซูฉีฉีรู้ว่าองครักษ์ผู้นี้ทำเพื่อม่อเวิ่นเฉิน ถือได้ว่าเขานั้นซื่อสัตย์จงรักภักดี

         แต่ว่านางมีโอกาสแค่ครั้งเดียว โอกาสครั้งเดียวที่จะผลิกชะตาชีวิตของตน

         เมื่อเห็นความเด็ดเดี่ยวที่แสดงออกมาบนสีหน้าของซูฉีฉี เหลิ่งเหยียนถึงกับตะลึงค้าง

         ตอนนี้ ผู้คนข้างนอกต่างรู้ว่าพิษบนตัวของท่านอ๋องติ้งเป่ยโหวนั้นร้ายแรงมาก อาจจะมีชีวิตได้อีกไม่นาน เชื่อว่าถ้าหากไม่มีข่าวการฟื้นของท่านอ๋องอีกล่ะก็ เมืองหลวงคงต้องมีคนก่อความไม่สงบอย่างแน่นอน

         ม่อเวิ่นเฉินนั้นมีหน้าที่คุ้มครองแคว้นต้าเยียน เขาเปรียบเสมือนเทพที่ปกปักษ์รักษาแผ่นดินของชาวต้าเยียน

         แน่นอนว่าตำแหน่งนี้ของเขานั้นไม่ได้รับการยอมรับจากฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน

         “ได้ ถ้าหากพระชายาสามารถรักษาท่านอ๋องได้นั้น ย่อมเป็นอีกเรื่อง แต่ถ้าหากรักษาไม่ได้…” เหลิ่งเหยียน คำพูดที่เอ่ยออกมานั้นเย็นชาดั่งชื่อของเขา เขาพูดออกมาแค่เพียงเท่านี้แต่ทุกคำพูดล้วนเต็มไปด้วยการขมขู่

         เมื่อได้ยินประโยคที่เขาเอ่ยมา สีหน้าของซูฉีฉีกลับสงบนิ่งดั่งเดิม นางรู้ ตัวนางเองก็ขบคิดมาเป็นเวลานานถึงตัดสินใจมาช่วยคน

         ในใจนางกลับรู้สึกขมขื่นมิน้อย แต่นั่นย่อมเป็นอีกเรื่องหรือ ดูเหมือนว่าอนาคตของนางนั้นจะสุขหรือทุกข์ยังคงยากที่จะรู้ได้

         นางสูดหายใจเข้าลึกๆ “ข้าเข้าใจ”

         นับว่าเป็นการตอบประโยคเมื่อครู่ของเหลิ่งเหยียนแล้ว

         นางมองไปยังบุรุษที่นอนอยู่บนเตียง แม้ว่าม่อเวิ่นเฉินจะสลบไม่ได้สติแต่หว่างคิ้วของเขายังคงเผยความโหดร้ายเอาไว้อยู่ ซูฉีฉีอดที่จะตกตะลึงมิได้ บุรุษผู้นี้ ต่อให้ป่วยหนักเช่นนี้แล้วยังคงมีความน่าเคารพยำเกรงอยู่ไม่น้อย

         เมื่อเห็นซูฉีฉียืนตะลึงอยู่ตรงนั้น สีหน้าของเหลิ่งเหยียนก็เข้มขึ้นกว่าเดิม: “พระชายา”

         ตอนนี้พ่อบ้านได้ออกไปข้างนอกอย่างรู้สถานการณ์แล้ว

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม