0 Views

        ซูฉีฉีเห็นมารดาของตนอยู่ท่ามกลางผู้คนที่กำลังคุกเข่า ปลายจมูกของนางก็รู้สึกแสบๆ ขึ้นมา เมื่อใดกันที่นางให้มารดาของตนต้องมาคุกเข่าต้อนรับตนเอง ทว่าซูเมิ่งหรูที่อยู่ข้างๆ กลับแสดงท่าทีเหมือนดื่มด่ำกับความยิ่งใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าก็มิปาน

        ในฝูงคนนั้น ใบหน้าของซูชือฉางประหนึ่งมีแสงสีแดงแห่งโชคลาภสาดส่องลงมา ความภาคภูมิใจและพึ่งพอใจปรากฏอยู่บนหน้าอย่างปิดไม่มิด

        ทว่าเมื่อเขาเห็นผู้ที่ก้าวลงจากเกี้ยวหยกเป็นซูเมิ่งหรูตามมาด้วยซูฉีฉีนั้น แววตาก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

        สายตาที่เขามองซูฉีฉีนั้นมีความไม่เข้าใจ ความสงสัย มากไปกว่านั้นคือความไม่เป็นมิตร

        ถ้าไม่ใช่เพราะบุตรสาวคนโตผู้นี้ของเขา ฮ่องเต้ก็คงไม่ต้องพิโรธถึงเพียงนั้น

        ยิ่งมิต้องจัดเตรียมละครฉากนี้ขึ้นมาอย่างยากลำบาก

        เมื่อเห็นสีหน้าไม่เป็นมิตรของบิดานั้น ซูฉีฉีก็ได้แต่ก้มหน้า พยายามไม่เผชิญหน้ากับเขาตรงๆ  นางกลับมาก็เพื่อที่จะมาเยี่ยมมารดาของตน หลายปีมานี้บิดาของนางมิได้ทำหน้าที่บิดาที่ดีแม้แต่น้อย

        นางไม่ได้เกลียดเขา แต่ก็ไม่ได้คิดถึงเขาเช่นกัน

        ซูเมิ่งหรูเดินหน้าไปพยุงมารดาของตนขึ้น ในขณะที่ซูฉีฉีเองก็พยุงมารดาของตน คนทั้งสี่เดินหน้าเข้าไปในจวน

        เมื่อเสี่ยวเตี๋ยเห็นซูฉีฉี แววตานางก็ฉายความสบายใจออกมา ยอมให้บุตรสาวพยุงตนเองเข้าไปในฝั่งเรือนหลัง หลายปีมานี้นางเป็นถึงฮูหยินเอกแต่กลับยอมลดตัวไปพำนักอยู่ที่เรือนหลัง ไม่เคยมีครั้งใดที่จะเอ่ยวาจาตัดพ้อแม้แต่น้อย

        “ฉีฉี ในที่สุดเจ้าก็กลับมาแล้ว แม่คิดว่าทั้งชีวิตนี้จะไม่ได้เจอเจ้าอีกแล้ว” เสี่ยวเตี๋ยนั้นมีนิสัยอ่อนโยนบอบบาง ตอนนี้ดวงตาทั้งสองของนางเป็นสีแดงก่ำ คิดว่าในตอนที่ซูฉีฉีไม่ได้อยู่ในจวนนั้นนางคงจะมีน้ำตานองหน้าทุกวันเป็นแน่

        ซูฉีฉียกมือขึ้นเช็ดหยดน้ำตาที่หางตาของเสี่ยวเตี๋ย สีหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวดใจ “ท่านแม่ ฉีฉีไม่ใช่กลับมาเยี่ยมท่านแล้วหรือ? อย่าร้องไห้เลย ท่านร้องไห้จนตาบวมปูดไปหมดแล้ว”

        “ได้ยินแม่รองของเจ้าพูดว่า…ท่านอ๋องติ้งเป่ยโหวนั้นมีนิสัยป่าเถื่อน โหดร้ายและเย็นชามาก…” เสี่ยวเตี๋ยเอ่ยได้ไม่นานน้ำตาก็ไหลออกมาอีกแล้ว

        ดูเหมือนว่าไม่มีคนมารังแกนาง ทว่านางมัวแต่กังวลว่าบุตรสาวของตนแต่งออกไปแล้วจะถูกรังแกทุกวี่ทุกวันถึงได้มีสภาพทรุดโทรมเช่นนี้

        “ท่านแม่ อย่าไปฟังที่แม่รองพูดเลย ข้ามีชีวิตอยู่อย่างดีที่ตำหนักอ๋อง ท่านอ๋องดูแลข้าเป็นอย่างดี ท่านดูข้าสิ ข้ากลับมาเยี่ยมท่านอย่างปกติดีมิใช่หรือ” ซูฉีฉีพยายามให้ตนเองยิ้มออกมาได้อ่อนหวานมากขึ้น พยายามแสดงท่าทีประหนึ่งตนเองนั้นมีความสุขเป็นอย่างมาก

        สุขหรือ? หลังจากผ่านเหตุการณ์เมื่อคืนมาแล้ว ซูฉีฉีกลับรู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมาเล็กน้อย

        บุรุษเช่นม่อเวิ่นเฉินนั้น ยังไงเสียก็ไม่เหมาะสมกับความรู้สึกรักใคร่ของหนุ่มสาว เพราะฉะนั้นสามารถเดินมาถึงจุดนี้ได้ซูฉีฉีก็รู้สึกพึงพอใจมากแล้ว อย่างน้อยนางก็ไม่ได้มีชีวิตที่ยากลำบากเหมือนตอนไปที่ตำหนักอ๋องแรกๆ อีก

        เสี่ยวเตี๋ยมองขึ้นมองลงสำรวจบุตรสาวของตน ก่อนจะยิ้มทั้งน้ำตาและพยักหน้าแรงๆ  “อืม แค่ผอมไปหน่อย แต่สภาพอารมณ์นั้นนับว่าไม่เลวทีเดียว”

        ดูเหมือนว่าสตรีผู้นี้จะมีจิตใจดีและไร้เดียงสามาก คำพูดของซูฉีฉีนั้นนางเชื่อสนิทใจเลย

        ซูฉีฉีหยิบเอากำไลหยกออกมาจากอกเสื้อตน สีหน้าประดับด้วยรอยยิ้มที่ออกมาจากใจจริงก่อนจะเอื้อมมือไปจับข้อมือของเสี่ยวเตี๋ย “ท่านแม่ ก่อนที่ข้าจะออกจากวัง ท่านอ๋องให้กำไลหยกนี้กับข้าเองกับมือและบอกให้ข้านำมาให้ท่านเป็นของขวัญ เขาพูดว่าเขาไม่อาจมาพบท่านด้วยตัวเองแล้ว”

         นี่ก็เป็นสิ่งที่ซูฉีฉีคาดคิดไม่ถึงเช่นกัน

        แน่นอนว่าขณะที่ม่อเวิ่นเฉินมอบกำไลหยกนี้ให้นาง เขายังเสริมอีกประโยคด้วยว่า

        “ไม่ว่าซูชือฉางจะให้เจ้าทำอะไร เจ้าก็ต้องตอบรับอย่างไม่มีเงื่อนไข”

        ประโยคนี้ เมื่อม่อเวิ่นเฉินเอ่ยออกมานั้นแววตาเขาก็ฉายประกายแห่งความอันตรายออกมา

        ด้วยปัญญาอันหลักแหลมของซูฉีฉีนั้น นางย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าบิดาของตนนั้นเป็นพวกเดียวกับฮ่องเต้ ฮ่องเต้คิดหาหนทางวางแผนให้พวกเขาทั้งสองคนเดินทางจากเมืองอ้าวมาถึงที่นี่ ย่อมไม่ได้ทำไปเพื่อให้นางมาเยี่ยมครอบครัวเพียงเท่านั้นหรอก

        เสี่ยวเตี๋ยมองไปที่กำไลหยกบนข้อมือ แววตาก็ระยิบระยับเป็นประกาย เวลานี้นางเชื่อแล้วว่าบุตรสาวของตนอยู่ที่ตำหนักอ๋องเป็นอย่างดี ไม่เหมือนกับที่แม่รองพูดว่านางนั้นลำบากแสนเข็นแม้แต่น้อย

        เพียงครู่เดียวนางก็ดูสดใสขึ้นหลายเท่า กระทั่งรอยตีนกาที่หางตาก็ดูคลายตัวขึ้นไม่น้อย

        เมื่อเสี่ยวเตี๋ยก้มลงมองกำไลหยกที่มีตัวเนื้อหยกใสกระจ่าง เห็นได้ชัดว่ามีมูลค่าสูงไม่น้อยนั้น สีหน้าตื่นเต้นของนางก็ค่อยๆ มืดคล้ำลงจนกระทั่งกลายเป็นสีขาวซีด นางกัดริมฝีปากตัวเองแรงๆ ไม่พูดไม่จาเสียอย่างนั้น

        เมื่อเห็นว่าเสี่ยวเตี๋ยมีท่าทีผิดปกติ คิ้วของซูฉีฉีก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ในใจก็รู้สึกเป็นกังวลขึ้นมา นางเหมือนจะเข้าใจอะไรสักอย่างแล้วแต่แค่ไม่อาจยอมรับได้เท่านั้น “ท่านแม่…ท่านพ่อฝากท่านมาพูดอะไรกับข้าใช่หรือไม่?”

        สำหรับมารดาของตนนั้น ซูฉีฉีไม่ได้ตั้งกำแพงระวังตัวเท่าใดนัก มีอะไรนางก็จะพูดออกมาตรงๆ

        เสี่ยวเตี๋ยนิ่งอึ้งไปเล็กน้อยก่อนจะมองไปที่ซูฉีฉี บุตรสาวที่ทำให้นางเป็นกังวลทุกวัน และเป็นบุตรสาวที่ทำให้นางวางใจไม่ลงจริงๆ  “เจ้ารู้ได้อย่างไร?”

        สำหรับการตอบสนองของมารดานั้น ซูฉีฉีทำเพียงแค่ยิ้มออกมาบางๆ  “ลูกต้องรู้อยู่แล้วสิ เรื่องบางเรื่องนั้นท่านแม่พูดออกมาเถอะ”

        แม้ว่าจวนนี้จะกำแพงมีหู ประตูมีช่อง ข่าวสารรั่วไหลไปได้ง่ายมาก ทว่านางเชื่อว่าเรื่องนี้จะต้องไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อตนเองอย่างแน่นอน

        เสี่ยวเตี๋ยลังเลเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจออกมา “ช่างเถอะ ไม่มีอันใดหรอก”

        นางรู้ว่าตนเองอยากให้บุตรสาวใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ตอนนี้บนใบหน้านางเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มอันหวานช่ำเช่นนี้ เรื่องบางเรื่องนางคิดที่จะแบกรับมันเอาไว้เอง

        ซูฉีฉีก็ร้อนรนขึ้นมาเช่นกัน เรื่องนี้อยู่ในความคาดเดาของม่อเวิ่นเฉินมาตั้งแต่แรกแล้ว นางเชื่อในความสามารถของม่อเวิ่นเฉิน เพราะฉะนั้นนางเลยไม่กังวลอะไร ทว่าตอนนี้มารดาของนางกลับไม่ยอมเอ่ยออกมาเสียที นางว้าวุ่นใจยิ่ง “ท่านแม่ ท่านพ่อผู้ยิ่งใหญ่มีอะไรจะรับสั่ง ท่านก็พูดออกมาเถอะ ลูกจะต้องทำตามอย่างแน่นอน”

        น้ำเสียงของนางแฝงไปด้วยความร้อนรน

        “ฉีฉี พ่อของเจ้า…อยากจะให้เจ้า…ช่วยเขาทำเรื่องเรื่องหนึ่ง” เสี่ยวเตี๋ยจ้องมองไปที่ซูฉีฉีด้วยสีหน้าจริงจัง น้ำเสียงของนางก็อ่อนลงเช่นกัน เดิมนางไม่คิดจะเอ่ยอันใดออกมา ทว่าตอนนี้ก็ไม่รู้จะปิดบังต่อไปเช่นไรดี

        อีกทั้งต่อให้เรื่องนี้จะปิดบังได้แล้วก็ใช่ว่าซูชือฉางจะยอมปล่อยนางไป

        แต่นางก็ไม่อยากให้บุตรสาวต้องลำบากใจ

        เพราะฉะนั้นเสี่ยวเตี๋ยในตอนนี้ ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ล้วนแต่ลำบากใจ ไม่รู้จะเอ่ยออกมาเช่นไรดี

        “ท่านแม่…” ซูฉีฉีลากเสียงยาวขึ้นพลางส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ “ท่านไม่พูด ข้าจะไปหาท่านพ่อเองนะ”

        พูดจบนางก็ก้าวเท้าออกไป

        ถูกแล้ว เรื่องนี้นางไปหาซูชือฉางเองจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องดึงมารดาตนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อีกไม่กี่วันนางก็ต้องจากจวนนี้ไป ถึงตอนนั้นถ้าหากม่อเวิ่นเฉินนั้นถือไพ่เหนือกว่าจริงๆ  ชีวิตของมารดานางในจวนนี้คงต้องไม่ดีเป็นแน่

        ความจริงแล้ว ซูฉีฉีในตอนนี้ก็สับสนมากเช่นกัน

        นางอยากจะช่วยม่อเวิ่นเฉิน แต่ก็ไม่อยากทำให้มารดาของตนต้องลำบากใจ

        “ฉีฉี…” เสี่ยวเตี๋ยเดิมคิดอยากจะวิ่งตามไป แต่สุดท้ายก็นั่งกลับลงไปดังเดิม นางเงยหน้าขึ้นมองฟ้าทว่าแววตากลับเหม่อลอย “ฮูหยิน…เสี่ยวเตี๋ยควรทำอย่างไรดี? ”

        ซูชือฉางกำลังลิ้มรสชาอยู่ในห้องโถงหลัก เขายิ้มจนตาหยีเป็นเส้นตรงขณะมองไปที่ซูเมิ่งหรู สีหน้ามีความปลาบปลื้มใจเป็นอย่างมาก

        “ท่านพ่อ” ซูฉีฉียังคงเป็นเหมือนเมื่อก่อน นางเดินมาถึงนอกประตูอย่างระวังก่อนจะเรียกขานด้วยเสียงที่ไม่ดังนัก

        เมื่อเงยหน้าเห็นซูฉีฉี รอยยิ้มบนใบหน้าของซูชือฉางก็มลายหายไป แววตาปรากฏประกายเพลิงแห่งโทสะขึ้นแต่ก็เหมือนจะพยายามสะกดมันเอาไว้

        ต่อให้บุตรสาวคนนี้ของเขาจะไม่ได้เป็นที่โปรดปรานในตำหนักอ๋อง แต่ถึงอย่างไรเสียก็มียศเป็นพระชายาขั้นที่หนึ่ง ต่อให้เขาอารมณ์เสียมากแค่ไหนก็ไม่กล้าบันดาลโทสะใส่นาง

        “ฉีฉีหรือ”

        ซูชือฉางพยายามเค้นยิ้มอันจอมปลอมขึ้นมาบนใบหน้าก่อนจะกวักมือเรียก “ทำไมไม่อยู่พูดคุยกับมารดาเจ้านานกว่านี้ล่ะ”

        เขารู้อยู่แล้วว่าซูฉีฉีมาที่นี่ทำไม

        ซูฉีฉีค่อยๆ ก้าวไปหยุดอยู่ตรงหน้าเขา นางไม่ได้นั่งลงแต่ยังคงยืนตัวตรงอยู่เบื้องหน้าเขา “ท่านพ่อ ได้ยินท่านแม่พูดว่าท่านมีเรื่องต้องการให้ข้าช่วยหรือ”

        ซูชือฉางนิ่งอึ้งไปก่อนจะสบตากับซูเมิ่งหรูและฮูหยินรองที่หลบอยู่ด้านหลังฉากกั้นแล้วจึงพยักหน้า “แม่เจ้ามิได้บอกเจ้าหรือ? เช่นนี้ พ่อก็จะบอกเจ้าเองแล้วกัน”

        เขาหมุนตัวออกจากห้องโถงหลัก เดินผ่านทางเดินยาวๆ ก่อนจะไปถึงโถงเล็กข้างๆ

        ซูฉีฉีเดินตามเขาไปติดๆ  ในใจก็วิตกกังวลไม่น้อย ทว่านางยังคงแสดงท่าทีสงบนิ่งออกมา

        นางจำเป็นต้องสงบนิ่ง ระหว่างม่อเวิ่นเฉินและม่อเวิ่นเสวียนนั้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุผลใดนางก็ยืนอยู่ได้แค่ฝั่งม่อเวิ่นเฉินเท่านั้น

        “ได้ยินว่าท่านอ๋องลดตำแหน่งเจ้าให้ไปอาศัยอยู่ที่โรงซักล้าง เรื่องนี้เป็นความจริงหรือ?” เมื่อซูชือฉางเอ่ยประโยคนี้ออกมา เขาก็บีบคั้นสีหน้าแห่งความเจ็บปวดใจออกมาด้วย “ต้องโทษพ่อเองที่มีอำนาจไม่เพียงพอ ทำให้เจ้าต้องถูกรังแกแล้ว”

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม