0 Views

        “พี่สาวก็ชอบพูดเล่นเสียจริง” ซูเมิ่งหรูนั้นยิ้มออกมาอย่างงดงามแต่กลับแฝงไปด้วยความคิดชั่วร้าย ในใจนางนั้นเกลียดซูฉีฉียิ่งกว่าอะไรดี ระหว่างที่อยู่ด้วยกันในจวนมาหลายปี นางพยายามทำตัวให้เป็นจุดเด่นมาโดยตลอดและคิดว่าบนโลกนี้สตรีอัมดับหนึ่งจะต้องเป็นตนอย่างแน่นอน ทว่าที่คาดไม่ถึงคือ เมื่อหลายวันก่อนพี่สาวของนางกลับมีฝีมือพิณยอดเยี่ยมจนเอาชนะเฝินเหวินได้

        ใครบ้างมิรู้ว่าฝีมือดนตรีของเฝินเหวินนั้นเป็นที่หนึ่งในแผ่นดิน

        เมื่อม่อเวิ่นเฉินเห็นท่าทีที่สงบนิ่งดุจธารา บุคลิกงามสะอาดดุจกล้วยไม้ของซูฉีฉีแล้วหางตาของเขาก็กระตุกน้อยๆ เอาความอ่อนสยบความแข็ง ช่างร้ายกาจจริงๆ

        นางเป็นถึงพระชายาของติ้งเป่ยโหว ถ้าหากเรื่องที่นางขึ้นไปร่ายรำบนเวทีเผยแพร่ออกไป นั่นมิกลายเป็นเรื่องตลกสำหรับผู้คนหรอกหรือ

        ครั้งนี้ม่อเวิ่นเฉินรู้สึกพึงพอใจกับการกระทำของซูฉีฉีเป็นอย่างมาก

        เมื่อเหล่าสนมหาเรื่องมิสำเร็จ พวกเขาก็เริ่มหันมาสนทนาพูดคุยกันอีกครั้ง ซูเมิ่งหรูเองก็ยิ้มพูดคุยไปกับพวกเขาด้วย มีเพียงซูฉีฉีเท่านั้นที่ทำตัวนิ่งเฉย ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพวกเขา

        นั่นทำให้ม่อเวิ่นเสวียนอดมิได้ที่จะมองนางเปลี่ยนไป แม้ว่านางจะไม่มีรูปโฉมที่งดงาม ทว่ากลับมีความสามารถเป็นหนึ่งในแคว้น มีความองอาจกล้าหาญ ปัญญาเฉียบแหลม ปฏิภาณไหวพริบเป็นเลิศ ความรู้สึกเสียดายค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในหัวใจ

        เมื่อมองไปที่หญิงสาวคนอื่นๆ ทุกคนล้วนมีความละม้ายคล้ายคลึงกัน ไร้ซึ่งจุดเด่นซึ่งนั่นก็รวมไปถึงซูเมิ่งหรูด้วยเช่นกัน

        เมื่องานเลี้ยงยามค่ำคืนจบลง ม่อเวิ่นเฉินและซูฉีฉีก็เดินตามกันกลับเรือนรับรองไป

        แสงเทียนดูราวกับเม็ดถั่วกำลังเริงระบำ ส่ายไหวไปมาอย่างต่อเนื่อง

        เมื่อซูฉีฉีจัดเตียงให้ม่อเวิ่นเฉินเรียบร้อยแล้ว นางก็ล้มตัวลงนอนพักที่เก้าอี้ข้างๆ อย่างรู้สถานะของตนดี

        ม่อเวิ่นเฉินเหมือนอยากจะเอ่ยอะไรสักอย่างออกมา ทว่าสุดท้ายก็ทนที่จะไม่เอ่ยขึ้น เขาล้มตัวลงนอนบนเตียงพร้อมเสื้อผ้าครบชุดบนลำตัว เขาไม่ได้หลับสนิทแต่ทำเพียงแค่พักผ่อนสายตา คอยฟังว่าด้านนอกเกิดเหตุอันใดขึ้นหรือไม่

        เหลิ่งเหยียนและเหลยอวี๊เฟิงมิได้ตามเข้ามาในวังหลวงด้วย พวกเขาต้องรับผิดชอบนำกองทหารโลหิตไปซ่อนตัวอยู่ภายนอกวังหลวง

        อีกทั้งถ้าสองคนนั้นปรากฏตัวจะเป็นการเปิดเผยความสามารถที่แท้จริงของม่อเวิ่นเฉินอีกด้วย

        รู้ทั้งรู้ว่าเป็นถ้ำเสือแต่ก็ยังคิดจะย่างกรายเข้าไปนั้นเป็นสิ่งที่ม่อเวิ่นเฉินชอบทำมาโดยตลอด ถ้าหากไม่ทำเช่นนี้ม่อเวิ่นเสวียนจะกล้าลงมืออย่างไม่หวาดกลัวได้เช่นไร

        เขารู้ดีว่าค่ำคืนนี้ไม่มีทางสงบสุขเป็นแน่

        ภายนอกเกิดเสียงเพียงแผ่วเบาแต่กลับทำให้ม่อเวิ่นเฉินเบิกตาทั้งสองขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาเลิกผ้าห่มขึ้นก่อนจะคว้าเอาดาบมาไว้ในมือและหมุนตัวกลิ้งลงจากเตียง ท่าทางของเขานั้นพลิ้วไหวดุจสายน้ำ ทุกอย่างเกิดขึ้นในรวดเดียว ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย

        ขณะที่เขากลิ้งลงจากเตียงนั้นก็ได้ดึงเอาซูฉีฉีที่กำลังหลับสนิทมาไว้ในอ้อมกอด

        ซูฉีฉีที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอย่างกะทันหันนั้นมิได้ร้องโวยวาย นางทำเพียงแค่ลืมตาและหันไปมองรอบๆ ก่อนจะหันกลับมามองบุรุษที่กำลังโอบตัวนางเอาไว้ในขณะนี้ ความอบอุ่นในจิตใจค่อยๆ ก่อตัวขึ้น

        นางเป็นผู้ที่ใฝ่ฝันหาความห่วงใย

        และม่อเวิ่นเฉินในตอนนี้ไม่ได้ทิ้งนางไป แค่นี้ก็ทำให้นางพอใจมากแล้ว

        นางสูดดมกลิ่นกายของบุรุษผสมผสานเข้ากับกลิ่นหอมบนเสื้อผ้าของเขา กลิ่นนี้กลับทำให้นางรู้สึกว่านางปลอดภัยและอ้อมกอดนี้เป็นสิ่งที่นางพึ่งพาได้

        สำหรับการแสดงออกของซูฉีฉีนั้นม่อเวิ่นเฉินแอบให้คะแนนเต็มอยู่ในใจ สตรีผู้นี้สงบนิ่งเสียจริงๆ ภายในสถานการณ์เช่นนี้ยังสามารถใช้สายตาของตนวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้อย่างเฉียบคม

        ความชื่นชมที่มีต่อนางค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

        รวมไปถึงความรู้สึกประหลาดที่เกิดขึ้นในหัวใจก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเช่นกัน

        คนชุดดำกว่าสิบนายปีนเข้ามาทางหน้าต่างอย่างไม่ให้ซุ่มให้เสียง ดาบในมือของพวกเขาแกว่งไปมา ในค่ำคืนอันมืดมิดเช่นนี้ยิ่งทำให้ดูโหดร้ายและเยือกเย็นมากกว่าปกติ

        พวกเขาไม่มีการหยั่งเชิง ไม่มีการเอ่ยคำใดๆ คนทั้งสิบวิ่งพุ่งไปที่หัวเตียงก่อนจะยกดาบขึ้นฟันลงบนนั้นโดยทันที

        และในขณะเดียวกันนั้นดาบในมือของม่อเวิ่นเฉินก็ขยับเช่นกัน มีดดาบเคลื่อนไหวดุจอสรพิษ รวดเร็วดุจกระต่ายที่กำลังหลบหนีนายพราน แค่เพียงดาบสะกิดไปโดนนั้นก็มีคนถึงสามคนล้มตัวลงนอนอยู่บนผิวพื้นที่แสนเย็นยะเยือกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

        กระทั่งเสียงร้องอย่างทุกข์ทรมานก็ยังมิทันได้ปล่อยออกมา

        ในสถานการณ์เช่นนี้ ซูฉีฉีกลับไม่มีความตื่นตกใจแม้แต่น้อย นางพยายามทำตัวให้คุ้นชิน

        เสียงกระทบกันของดาบดังออกมาจากที่ไกลๆ เสียงนั้นค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ

        เวลาผ่านไปเพียงไม่ถึงครึ่งก้านธูป แสงไฟมากมายจากด้านนอกก็สาดส่องเข้ามาในเรือนรับรองพร้อมทั้งเสียงตะโกนจับนักฆ่าแพร่กระจายไปทั่วทั้งวังหลวง

        ซูฉีฉีและม่อเวิ่นเฉินหันมาสบตากันแล้วหัวเราะออกมา

        ประตูถูกเปิดออก พลธนูกว่าสิบนายเล็งไปที่คนชุดดำด้านในอย่างแม่นยำ ซึ่งเป้าหมายของพวกเขาก็รวมไปถึงม่อเวิ่นเฉินและซูฉีฉีด้วย

        “นอนลง” ม่อเวิ่นเฉินเหวี่ยงซูฉีฉีให้เข้าไปอยู่ใต้เตียง เสียงเย็นชาของเขาเอ่ยออกคำสั่งต่อนาง จากนั้นก็กระโดดตัวไปข้างหน้าและคว้าศพของนักฆ่าที่อยู่บนพื้นขึ้นมาบังกายของตนเองเอาไว้

        ฝนธนูยิงมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาเกือบสิบนาที

        ซูฉีฉีที่นอนหลบอยู่ใต้เตียงก็กำฝ่ามือและกัดฟันของตนไว้แน่น

        นางรู้อยู่แล้วว่าการมาที่นี่ก็เท่ากับเป็นการมาตาย ทว่าที่คาดคิดไม่ถึงก็คือม่อเวิ่นเสวียนนั้นจะทนรอไม่ได้ถึงเพียงนี้

        “ทุกคนหยุดได้แล้ว”

        ท่ามกลางแสงของคบเพลิง ม่อเวิ่นเสวียนเดินมาถึงด้วยชุดคลุมมังกรเต็มยศ โครงหน้าสะท้อนกับแสงสีนวลแดงของเพลิงไฟเผยให้เห็นดวงตาที่แฝงด้วยไอสังหาร

        เวลาที่เขามาถึงนั้นช่างพอดียิ่งนัก ถ้าหากแผนการสำเร็จ ม่อเวิ่นเฉินและซูฉีฉีในตอนนี้เกรงว่าจะถูกแทงจนทะลุ ไม่ก็มีมีบาดเจ็บปางตายเสียแล้ว

         แต่ไม่ว่าแผนการจะสำเร็จหรือไม่นั้น เขาก็ต้องปรากฏตัวขึ้น

        และสิ่งที่ทำให้เขาผิดหวังเป็นอย่างมากก็คือม่อเวิ่นเฉินนั้นยังยืนอยู่ที่นั่นด้วยสภาพสมบูรณ์ดี ซูฉีฉีเองก็ปีนป่ายออกมาจากใต้เตียงอย่างยากลำบาก รูปร่างอันผอมบางของนางนั้นไม่มีความสะบักสะบอมแม้แต่น้อย

        “เจ้าพวกไม่ได้เรื่อง ไม่เห็นหรือว่าเสด็จน้องของข้าอยู่ที่นี่ด้วย บังอาจกล้ายิงธนูเข้าไปด้านใน ทหารนำตัวพวกนี้ไปประหารให้หมด” ม่อเวิ่นเสวียนตะโกนสั่งเสียงดัง ใบหน้าในตอนนี้ได้กลายเป็นสีเขียวคล้ำแล้ว

        จากนั้นกลุ่มองครักษ์ฝ่ายในก็เดินมาข้างหน้าและจัดการทำความสะอาดสถานที่ รวมไปถึงนักฆ่าและพลธนูอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้า

        เมื่อเห็นเรือนรับรองกลับมาสะอาดดังเดิม ม่อเวิ่นเฉินก็มิได้พูดอะไร เสด็จพี่ของเขาล้วนรู้ดีกว่าใคร ทำเรื่องอันใดนั้นไม่เคยทิ้งหลักฐานไว้แม้แต่น้อย

        ซูฉีฉีเองก็รู้สึกนับถือม่อเวิ่นเสวียนออกมาจากใจ ช่างเป็นคนที่โหดร้ายเสียจริงๆ

        มิเสียแรงที่เป็นถึงกษัตริย์ของแผ่นดิน

        ทว่าการที่เขาโหดร้ายกับม่อเวิ่นเฉินซึ่งมิได้สนใจบัลลังก์ฮ่องเต้แม้แต่น้อยนั้น เกรงว่าจะเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา

        “เสด็จน้อง น้องสะใภ้ พวกเจ้าไม่ได้ตกใจขวัญเสียใช่หรือไม่” เมื่อเห็นสีหน้าคนชุดดำและคนชุดแดงทั้งสองเดินออกมานั้นสงบนิ่งดังเดิม ม่อเวิ่นเสวียนก็แอบกำมือของตนเองไว้แน่นก่อนจะหันไปจับจ้องที่ซูฉีฉีอีกครั้ง

        “ขอบคุณเสด็จพี่ที่ทรงเป็นห่วง ไม่เป็นอันใดแล้ว” ม่อเวิ่นเฉินสะบัดแขนเสื้อเล็กน้อย ความสง่างามยังคงเผยออกมาจากร่างของเขา ตอนนี้ทั่วทั้งร่างของม่อเวิ่นเฉินเต็มไปด้วยไฟโทสะ ชุดคลุมตัวยาวสีดำของเขายิ่งเพิ่มความโหดร้ายน่าเกรงขามในตัวเขาขึ้นไปอีก

        เรือนรับรองได้กลับมาเงียบสงบดังเดิม ทว่าในใจของซูฉีฉีนั้นกลับเหมือนมีคลื่นยักษ์พัดโหมกระหน่ำก็ไม่ปาน นางไม่รู้ว่าการมาครั้งนี้จะเป็นการมาอย่างกลับไปไม่ได้หรือไม่ นางเหลือบสายตาไปมองม่อเวิ่นเฉินที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ในขณะนี้ แสงเทียนสาดส่องไปบนใบหน้าที่หล่อเหลาสะกดสายตาผู้คนของเขา ทำให้เหมือนมีแสงรัศมีล้อมรอบตัวเขาไว้ชั้นหนึ่งก็มิปาน

        ในใจของนางยังคงกล่าวโทษตัวเอง ถ้าหากว่านางไม่ใช่ซูฉีฉี ม่อเวิ่นเสวียนก็จะไม่มีเหตุผล ไม่มีวิธีมาบีบบังคับให้ม่อเวิ่นเฉินตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้

        “เจ้า…ไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?” ม่อเวิ่นเฉินยังคงขยับสายตามองไปทางซูฉีฉีและถามออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ

        ซูฉีฉีส่ายหน้า แววตาสงบนิ่งทว่ายังคงปกปิดความตื่นเต้นเอาไว้ไม่มิด ไม่ว่าเขาจะทำไปเพราะจุดประสงค์อะไร ยังไงเสียก็ถือว่าเขาเริ่มจะเป็นห่วงนางแล้ว

        ซูฉีฉีเหมือนหญิงที่พึ่งแตกสาวก็มิปาน หัวใจก็เต้นรัวไม่เป็นจังหวะ

        “ไม่เป็นอะไรก็นอนเถิด” ม่อเวิ่นเฉินเองก็ดับไฟลงแล้วหันตัวนอนตะแคงบนเก้าอี้ “บนเตียงปลอดภัยแล้ว”

        ทุกการกระทำของเขาเป็นไปอย่างธรรมชาติ มิได้ตั้งใจสื่อความห่วงใยออกมา

        แต่นั่นก็ทำให้ซูฉีฉีเข้าใจว่าเมื่อครู่ที่เขานอนบนเตียงนั้นก็เพื่อที่จะป้องกันการลอบโจมตีของนักฆ่า

        บุรุษผู้นี้เป็นเหมือนกับที่เขาได้กล่าวไว้…เริ่มชื่นชมในตัวนางแล้วงั้นหรือ?

        ถ้าหากว่าเหตุการณ์เมื่อครู่นั้นสามารถแลกหัวใจของเขามาได้ นั่นก็นับว่าคุ้มแล้วใช่หรือไม่

        อย่างน้อยซูฉีฉีก็รู้สึกว่ามันคุ้มแล้ว

        ไม่ทันได้ระวังนางก็ได้จมลึกเข้าไปอยู่ในโลกของบุรุษผู้นี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้นเสียแล้ว

        เมื่อกลับจวนอัครมหาเสนาบดีนั้น ม่อเวิ่นเฉินก็มิได้มาด้วยแต่กลับออกเดินทางไปเขตล่าสัตว์ของเชื้อพระวงศ์กับม่อเวิ่นเสวียนเพื่อทำการล่าสัตว์แทน ซูฉีฉีและซูเมิ่งหรูนั่งประทับบนเกี้ยวหยกกลับจวนพร้อมกัน

        จวนอัครมหาเสนาบดีนั้นก็มีคนคุกเข่าเพื่อต้อนรับการเสด็จมาของฮองเฮาและพระชายาอยู่ก่อนแล้ว

        สตรีทั้งสองแต่งให้กับเชื้อพระวงศ์พร้อมกัน นั่นนับเป็นเกียรติคุณอันล้นพ้นแล้ว ตอนนี้ยังกลับมาเยี่ยมบ้านพร้อมกันอีก ยิ่งมีผู้คนมาเฝ้ารอกันอย่างเอิกเกริก สร้างความอิจฉาริษยาให้กับผู้คนทั่วท้องถนน

        ทุกคนล้วนแต่อยากจะมาดูโฉมหน้าของบุตรสาวสกุลซูทั้งสองคน

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม