0 Views

        “ก็ไม่แน่” ซูฉีฉีไม่ได้ตอบกลับด้วยท่าทีเย็นชาแต่กลับเอ่ยออกมาอย่างมีมารยาท

        นางรู้ดีว่าตนไม่สามารถมีปัญหากับบุรุษผู้นี้ได้

        “ข้าเองก็ชื่นชมในตัวเจ้ามาก” ม่อเวิ่นเฉินปล่อยมือจากผมองนาง ก่อนจะเอ่ยเบาๆ ออกมาประโยคหนึ่ง

        จากนั้นเขาก็เอนตัวลงพิงกับผนังของรถม้าแกล้งหลับตาพักผ่อน ทำท่าทีประหนึ่งก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น

        จะพูดว่าการกระทำของเขานั้นเปรียบเสมือนฟ้าผ่าตอนกลางวันแสกๆ ก็มิปาน ซูฉีฉีในเวลานี้เกิดการสับสนขึ้นมาจริงๆ นางไม่เข้าใจบุรุษตรงหน้าแม้แต่น้อย

        บุรุษผู้นี้ต้องการจะสื่ออะไรออกมากันแน่? ชื่นชม? มุมปากของนางกระตุกยิ้มขึ้น ในใจมีความรู้สึกแปลกใหม่บางอย่าง ถ้าหากจะพูดว่านางไม่ใจเต้นเลยนั่นคงจะเป็นการหลอกตัวเอง หรือว่า…

        ซูฉีฉีใช้สายตาวิเคราะห์ม่อเวิ่นเฉินที่กำลังปิดเปลือกตาอยู่ ความโหดร้ายที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวเขา โครงหน้าที่คมเข้มดั่งผลงานแกะสลักชิ้นเอก ทุกอย่างบนตัวเขาล้วนแต่ทำให้สตรีนั้นต้องหลงใหลจนมิอาจถอนตัวได้ ซูฉีฉีเองก็เป็นเพียงหญิงธรรมดาคนหนึ่งที่เติบโตมาแต่ในเรือน นางเองก็คาดหวังว่าจะมีคนคนหนึ่งเดินเคียงคู่กันตลอดชีวิต ทว่าตั้งแต่เริ่มแรกนางก็ถูกกำหนดแล้วว่าจะไม่มีวันมีความสุข

        รถม้าค่อยๆ วิ่งไปข้างหน้า ซูฉีฉีเองก็พยายามควบคุมอารมณ์ที่ปั่นป่วนของตนและหันสายตามองไปทางอื่น

        นางคอยบอกกับตนเองว่าอย่าลืมตนไปหน่อยเลย ยังมิต้องพูดถึงฐานะของนางที่แสนกำกวม แค่เพียงรูปลักษณ์ของตนก็ไม่มีทางเข้าไปอยู่ในสายตาของม่อเวิ่นเฉินได้แล้ว บนโลกนี้มีบุรุษใดบ้างไม่ชอบหญิงงาม!

        ตั้งแต่เด็กนางก็รู้ตัวดีอยู่แล้ว

        พวกเขาเข้าไปที่เมืองหลวง เมืองชิงได้อย่างราบรื่น

        ขุนนางนับร้อยได้ออกมาต้อนรับอยู่หน้าประตูวัง ด้วยเหตุที่ว่าม่อเวิ่นเฉินนั้นมีฐานะที่พิเศษทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าเพิกเฉยต่อการมาเยือนของเขา

        บิดาของซูฉีฉี ซูชือฉางก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย เมื่อเขาเห็นหญิงสาวผู้สวมชุดในตำแหน่งสีแดงข้างกายม่อเวิ่นเฉินนั้นคือบุตรสาวของตนที่บัดนี้มีโฉมหน้างามสะอาดหมดจด และยังมีเสน่ห์สะดุดตาผู้คนนั้น สายตาของเขาก็จับจ้องไปด้วยความอาฆาตแค้น

        ตลอดทางที่มาถึงนั้น ทุกการกระทำและทุกอย่างที่ม่อเวิ่นเฉินประสบนั้นได้ถูกรายงานแก่ม่อเวิ่นเสวียนจนหมด

        พวกเหล่าขุนนางนั้นก็ชื่นชมซูฉีฉีอย่างไม่หยุดปาก พวกเขาบรรยายจนนางกลายเป็นสตรีที่มีความสามารถรอบด้านไปเสียแล้ว

        โดยเฉพาะผู้คนภายนอกเมืองหลวง พวกเขาต่างพูดกันว่านางใช้เพียงเข็มเล่มเดียวก็สยบศัตรูได้ มีความสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ชวนให้ผู้คนนับถือเป็นอย่างยิ่ง

        ทุกคนล้วนแต่ชื่นชมว่าอัครมหาเสนาบดีนั้นมีบุตรสาวที่ดีถึงสองคน

        ทว่าเมื่อข่าวลือเช่นนี้กระจายออกมากลับทำให้สีหน้าของม่อเวิ่นเสวียนย่ำแย่ขึ้นเรื่อยๆ เขาเคยโต้ฝีปากกับซูฉีฉีมาก่อน เขาเพียงรู้ว่านางมิได้ดูอ่อนแอบอบบาง ยอมให้คนควบคุมได้โดยง่ายเหมือนอย่างที่เห็นภายนอก

        แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือนางนั้นมีสัมมาคารวะ ไม่ให้ผู้ใดจับผิดหรือว่ากล่าวเอาได้ ซ้ำยังไม่ทำให้เสียหน้าและเสียเปรียบต่อผู้อื่นอีกด้วย

        สตรีเช่นนี้ เหนือชั้นยิ่งกว่าบุรุษ

         ม่อเวิ่นเสวียนเองก็พาซูเมิ่งหรูมารับขบวนด้วยตนเองเช่นกัน ใบหน้าที่น่าเกรงขามยังคงประดับด้วยรอยยิ้ม มีเพียงดวงตาของเขาที่ฉายความเยือกเย็นออกมาแวบหนึ่ง ในที่สุดก็มาถึงเสียที แต่ที่ทำให้คนขาดคิดไม่ถึงก็คือการที่พวกเขาไม่ได้ตายไประหว่างทาง

        ทว่าไม่เป็นไร ตายที่เมืองชิงนั้นก็ไม่ต่างกันเท่าใดนัก

        “ถวายพระพรฝ่าบาท ขอทรงมีอายุหมื่นปีหมื่นหมื่นปี ฮองเฮาทรงมีอายุพันปีพันพันปี” ม่อเวิ่นเฉินและซูฉีฉีล้วนก้าวไปข้างหน้าเพื่อแสดงความเคารพ ทว่าทั้งคู่ล้วนไม่ได้ทำการคุกเข่า

        นี่เป็นสิ่งที่ผู้คนต่างรู้กันทั่วว่าฮ่องเต้องค์ก่อนมีราชโองการรับสั่งว่าติ้งเป่ยโหวนั้นมีคุณงามความดีช่วยให้ประเทศนั้นสงบสุข เขาสามารถไม่คุกเข่าเมื่อเข้าเฝ้าฮ่องเต้ได้

        “เสด็จน้องไม่ต้องมากพิธี เดินทางมาทั้งวันลำบากแล้ว” ต่อหน้าขุนนางนับร้อยม่อเวิ่นเสวียนก็ได้แสดงละครฉากมิตรสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องนั้นเข้มข้นกว่าน้ำได้ดีเยี่ยม ประชาชนที่คอยเฝ้าดูอยู่ข้างๆ ต่างก็รู้สึกว่าเขาเป็นฮ่องเต้แสนดีที่หาได้ยากจริงๆ

        ม่อเวิ่นเสวียนเป็นคนฉลาด แม้ว่าเขาจะโหดร้ายทารุณ ไร้ความปราณีต่อม่อเวิ่นเฉิน ในใจคิดแต่จะหาทางกำจัดเขาทิ้งเสีย ทว่ากลับประชาชนและขุนนางนับร้อยนั้นเขากลับเป็นคนจิตใจดีมีเมตตาเป็นยิ่ง

        “ขอบพระทัยเสด็จพี่” ท่าทีของม่อเวิ่นเฉินนั้นมีความห่างเหินอยู่บ้าง เขาไม่ชอบที่จะแสดงละครเบื้องหน้าเท่าใดนัก

        ภายใต้สายตาที่อิจฉาของเหล่าขุนนางและประชาชน คนทั้งสี่ก็ได้ก้าวเข้าไปในวังหลวงอย่างช้าๆ

        ซูเมิ่งหรูนั้นยังคงมีสีหน้ายิ้มแย้มอย่างอ่อนโยน นางกำมือของซูฉีฉีไว้ไม่ปล่อย ขานเรียกนางว่าพี่สาวไม่หยุดหย่อน เป็นมิตรเสียจนเกินไปทำให้ซูฉีฉียากที่จะยอมรับได้ไหว

        ตั้งแต่เล็กจนโต น้องสาวผู้นี้ของนางนอกจากจะดูถูกนางต่อหน้าผู้อื่นแล้ว ดูเหมือนว่าจะไม่เคยเรียกนางว่าพี่สาวเลยสักครั้ง

        ในใจของนางรู้ดีว่าครั้งนี้คงจะต้องเข้าไปในกับดักที่ลึกกว่าเดิมเป็นแน่ นางเดินหน้ามาถึงจุดนี้แล้ว ไม่มีทางใดให้ถอยแล้ว และนางก็จะถอนไม่ได้ ทำได้เพียงแค่ก้าวต่อไปเท่าที่จะทำได้

         “ฮองเฮา หม่อมฉันมิบังอาจให้พระองค์เรียกว่าพี่สาวจริงๆ เพคะ” ซูฉีฉีตั้งใจจะดึงระยะห่างระหว่างตนกับซูเมิ่งหรู “คำขานเรียกพี่น้องนั้นเป็นเพียงอดีตไปแล้ว ตอนนี้กรุณาเรียกหม่อมฉันว่าน้องสะใภ้เถอะเพค่ะ”

        ในเรือนรับรองที่ได้มีการจัดรองรับไว้แล้วนั้นมีเพียงซูฉีฉีและซูเมิ่งหรู สำหรับการตีสนิทของซูเมิ่งหรูนั้นซูฉีฉีคอยระวังอยู่เสมอ ซ้ำนางเองก็ได้เอ่ยปากสร้างระยะห่างระหว่างทั้งสองแล้วอีกด้วย

        “ในยามที่ไม่มีข้ารับใช้พวกเราก็ยังคงเรียกขานกันว่าพี่สาวน้องสาวเถิด แบบนี้ถ้าท่านแม่ใหญ่เห็นเข้าจะได้รู้สึกสบายใจด้วย” ซูเมิ่งหรูยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน ทว่าประโยคที่นางพูดเหมือนจะแฝงด้วยความนัยบางอย่าง

        “ท่านแม่ของข้า…นางยังสบายดีอยู่หรือไม่?” เมื่อเอ่ยถึงมารดาของนาง ความสงบนิ่งของซูฉีฉีก็น้อยลงไปมาก

        ใบหน้าของนางฉายความร้อนใจ

         ครั้งนี้นางสามารถมีชีวิตกลับมาถึงเมืองหลวง เมืองชิงได้นั้นก็ดีใจไม่น้อย ในที่สุดนางก็จะสามารถพบกับมารดาของตนได้อีกครั้ง จากกันครั้งก่อนก็ผ่านไปหลายเดือนแล้ว ทุกครั้งที่นางรู้สึกอดทนต่อไปไม่ได้นั้น ความคิดที่ว่าจะทำให้มารดาของนางเสียใจก็ผุดขึ้นมา นางถึงสามารถยืนหยัดและมีความกล้าที่จะมีชีวิตต่อมาได้จนถึงทุกวันนี้

        สีหน้าของซูเมิ่งหรูเปลี่ยนไปเล็กน้อย จากนั้นก็ยกมือขึ้นตบบนไหล่ของซูฉีฉีเบาๆ “ท่านแม่ใหญ่ต้องดีอยู่แล้ว เพียงแต่…”

        ทว่าประโยคสุดท้ายของนางกลับตั้งใจลากยาว ไม่เอ่ยออกมา

        “แม่ของข้า นางเป็นอะไร?” ครั้งนี้ซูฉีฉีร้อนรนจริงๆ ที่พึ่งพาเดียวในชีวิตของนางก็คือมารดาของตน ถ้าหากมารดาของนางเป็นอะไรไป นางก็ไม่รู้ว่าตนควรจะทำอย่างไรต่อไปดี

        เมื่อเห็นสีหน้าเป็นกังวลของซูฉีฉี ซูเมิ่งหรูก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจ ทว่ารอยยิ้มของนางนั้นกลับดูร้ายกาจยิ่ง ไม่นานรอยยิ้มนั้นก็หายไปและแทนที่ด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล “พี่สาวมิต้องกังวลไป มีน้องสาวอยู่ทั้งคนจะต้องไม่ให้ท่านแม่ใหญ่โดนเอาเปรียบเป็นแน่ ท่านแม่ใหญ่เพียงแต่คิดถึงพี่มากไป หลายวันก่อนล้มป่วยหนัก ด้วยเหตุนี้ฮ่องเต้ก็เลยมีราชโองการให้ท่านและท่านอ๋องติ้งเป่ยโหวกลับมาเยี่ยมอย่างไรเล่า”

        ประโยคนี้ทำให้ใจของซูฉีฉีสั่นไหวมากขึ้น นางจับแขนของซูเมิ่งหรูอย่างอ่อนแรง “แม่ของข้าตอนนี้เป็นเช่นใดบ้าง?”

        “พรุ่งนี้น้องสาวก็จะกลับจวนไปเยี่ยมมารดาเช่นกัน พี่สาวอย่าได้ร้อนใจไป พรุ่งนี้ก็สามารถพบท่านแม่ใหญ่แล้ว” ซูเมิ่งหรูตั้งใจจะหยั่งเชิงดู หลายปีมานี้นางมิค่อยเข้าใจพี่สาวต่างมารดาของตนเท่าใดนัก

        ตอนนี้ฮ่องเต้อยากจะใช้หมากตัวนี้ นางก็จำเป็นต้องทำความเข้าใจให้ดีเสียหน่อย

        เมื่อซูฉีฉีเห็นว่าในแววตาของซูเมิ่งหรูมีประกายเกิดขึ้นแวบหนึ่ง นางก็รู้แล้วว่าตนเองแสดงออกชัดเจนเกินไป เห็นได้ชัดว่าม่อเวิ่นเสวียนต้องการจะต่อกรกับม่อเวิ่นเฉิน และนางนั้นก็จะกลายเป็นหมากตัวหนึ่งบนกระดาน

        เช่นนั้นการจะควบคุมนางได้ก็คือต้องหาจุดอ่อนของนางให้พบ

        เมื่อคิดได้ดังนี้ มุมปากของนางก็กระดกขึ้น นางยิ้ม ในใจรู้สึกอ่อนแรงยิ่งนัก

        บางที คนทั่วแผ่นดินอาจไม่รู้ แต่ซูฉีฉีนั้นกลับรู้ดีที่สุดว่าต่อให้ตนตายไปต่อหน้าม่อเวิ่นเฉิน เขาก็คงไม่กระพริบตาแม้แต่น้อย ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าม่อเวิ่นเสวียนนั้นคิดอะไรอยู่กันแน่

        ทว่า ต่อให้ต้นไม้คิดอยากจะหยุดแต่สายลมนั้นไม่เคยหยุด ซูฉีฉีในตอนนี้ทำได้เพียงเดินดูไปทีละก้าวเท่านั้น

        คืนวันนี้ม่อเวิ่นเสวียนได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับม่อเวิ่นเฉินและซูฉีฉีที่ตำหนักเริงสำราญ ไม่ครึกครื้นแม้แต่น้อย

        ในงานเลี้ยงยังมีพระสนมเอกและสนมคนอื่นๆ อีก

        ตามคำโบราณเขาว่าไว้ สตรีสามนางมาพบกันก็จะเกิดละครฉากหนึ่ง

        “ได้ยินมาว่าฮองเฮานั้นชำนาญด้านดนตรีและร่ายรำ กาพย์กลอนหมากพิณล้วนไม่เป็นรองผู้ใด คิดว่าพระชายาคงจะมีฝีมือไม่ด้อยไปกว่ากันกระมัง” สนมเอกเฉินนั้นแสดงสีหน้าประหนึ่งกำลังดูละครสนุกก่อนจะตั้งใจยื่นศรมาทางซูฉีฉี

        นางคิดอยากที่จะประจบฮองเฮาซูเมิ่งหรู

        .”คงต้องทำให้พระสนมเอกผิดหวังเสียแล้ว กาพย์กลอนหมากพิณหม่อมฉันล้วนไม่ชำนาญสักอย่าง ล้วนแต่รู้เพียงผิวเผินเท่านั้น” ซูฉีฉีตอบกลับด้วยสีหน้านิ่งเรียบไม่เปลี่ยน

        นางมิได้รู้สึกอันใดกับเสียงหัวเราะเย้ยหยันข้างล่างแม้แต่น้อย

        ยังคงมีท่าทีไม่ถือสาใดๆ

        ม่อเวิ่นเฉินกวาดตามาทางนี้ทำให้สนมเอกเฉินที่พึ่งเอ่ยปากหาเรื่องไปเมื่อครู่นั้นถึงกับตัวสั่นน้อยๆ

        ท่าทางเปี่ยมด้วยอำนาจนั้น ความโหดร้ายเย็นชานั้น เหนือกว่าฮ่องเต้ม่อเวิ่นเสวียนถึงสามส่วน

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม