0 Views

         ดาบฟันลงไปเพียงหนึ่งครั้งก็มีโจรป่าล้มลงหนึ่งคน ดวงตาเย็นชาที่กำลังกระหายเลือดของม่อเวิ่นเฉินค่อยๆเข้มขึ้น มือของเขากำดาบแน่นขณะหันไปมองซูฉีฉีที่ตกอยู่ในเงื้อมือของฮวาฉือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

         สีหน้าของซูฉีฉีในตอนนี้ยังคงสงบนิ่งไม่ต่างจากเดิม ความสงบนิ่งนั้นเป็นการแสดงถึงความเฉยชา เป็นความเยือกเย็นประหนึ่งว่าตนได้ปลงตกกับทุกสิ่งอย่างบนโลกใบนี้แล้ว

         ซูฉีฉีที่เป็นเช่นนี้นั้นทำให้ม่อเวิ่นเฉินอดตะลึงไม่ได้ สตรีนางนี้ช่างรู้ตัวดีเสียจริงๆ

         แน่นอนว่าซูฉีฉีนั้นเข้าใจอยู่แล้ว เวลาเช่นนี้ม่อเวิ่นเฉินจะต้องไม่มีทางเลือกที่จะทิ้งพี่น้องของเขาเพื่อนางเป็นแน่ เพาะฉะนั้นนางมิได้คาดหวังให้คนผู้นั้นมาช่วยเหลือนาง

         นางเงียบไม่พูดไม่จาและไม่แม้แต่จะมองไปทางม่อเวิ่นเฉิน สายตานางจับจ้องไปเพียงแค่ทิวทัศน์อันไกลโพ้น

         “อ๋องติ้งเป่ยโหว พระชายาของเจ้าในตอนนี้อยู่ในมือของข้าแล้ว” ฮวาฉือในเวลานี้กลับดูเรียบเฉย ไม่ได้โมโหหรือรู้สึกยินดีแต่อย่างใด

         มือหนึ่งของเขาถือพัดเอาไว้เล่มหนึ่ง พัดเล่มนั้นไม่ได้กางออกแต่กลับทาบอยู่ตรงลำคอของซูฉีฉี

         ความรู้สึกเย็นๆ นั้นกำลังเตือนสติซูฉีฉีว่าพัดเล่มนี้มิได้ต่างอะไรกับดาบคมในมือของม่อเวิ่นเฉินแม้แต่น้อย

         บุรุษที่มีท่าทีอ่อนโยนผู้นี้ซึ่งเป็นถึงหัวหน้าของกลุ่มโจร เขาไม่มีทางใจอ่อนยอมปล่อยนางอย่างแน่นอน

         “แล้วอย่างไร?” ม่อเวิ่นเฉินฟันดาบฆ่าโจรป่าไปแล้วอีกคนหนึ่ง ทั่วทั้งร่างของเขาเต็มไปด้วยเลือด ดาบที่อยู่ในมือก็เช่นกัน หยดเลือดค่อยๆ หยดจากปลายดาบลงสู่พื้นดินทีละหยดๆ!

          “ไม่อย่างไร เอาชีวิตท่านมาแลก” ฮวาฉือพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนมาก เสื้อคลุมยาวสีไพลินนั้นปลิวสะบัดไปตามสายลม หากมองข้ามไอสังหารและความอาฆาตแค้นที่แฝงอยู่ในแววตาของเขาแล้ว จากโฉมหน้าของเขาทำให้คนที่พบเห็นต้องเชื่อว่าเขานั้นเป็นเพียงแค่บัณฑิตหนุ่มที่สุภาพอ่อนโยนคนหนึ่งเป็นแน่

         ซูฉีฉีกลับเงยหน้าขึ้นน้อยๆ และยิ้มเย็นออกมา รอยยิ้มนี้นางตั้งใจจะมอบให้กับฮวาฉือ

         แต่นั่นกลับทำให้ฮวาฉือนิ่งอึ้งไปสักพักหนึ่ง นางเป็นสตรีประเภทใดกัน ตั้งแต่นางตกอยู่ในมือของเขาจนถึงตอนนี้ นางไม่ได้หวีดร้องด้วยความกลัวหรือตะโกนขอให้คนมาช่วย อีกทั้งยังไม่มีแม้แต่ท่าทีตกใจ

         สมกับที่เป็นพระชายาของติ้งเป่ยโหวม่อเวิ่นเฉินจริงๆ

         ม่อเวิ่นเฉินเหมือนอยากจะเอ่ยอะไรสักอย่างออกมาแต่เมื่อเขาหันไปเห็นรอยยิ้มเย็นของซูฉีฉี ในใจของม่อเวิ่นเฉินก็นิ่งไปเช่นกัน สตรีนางนี้มักจะรู้เสมอว่าตนอยู่ในสถานะใดสินะ

         ซูฉีฉีที่เป็นเช่นนี้นั้นทำให้เขาเจ็บปวดใจอยู่ไม่น้อย

         แต่ติดตรงที่เขาคือม่อเวิ่นเฉิน เพราะฉะนั้นซูฉีฉีสำหรับเขาแล้วเป็นได้แค่ตัวตนที่จะมีหรือไม่มีก็ได้เท่านั้น

         “ฮ่าๆๆ” ไม่นานม่อเวิ่นเฉินก็หัวเราะออกมาเสียงดังก่อนจะยกดาบในมือของตนขึ้น “มิสู้เจ้าช่วยข้าจัดการกับนางให้เสร็จในดาบเดียว?”

         แม้ว่านางจะรู้ว่าม่อเวิ่นเฉินนั้นไม่มีทางช่วยชีวิตนางแน่ แต่นางกลับคาดไม่ถึงว่าเขาจะพูดจาเช่นนี้ออกมา ร่างกายที่บอบบางของนางก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านเบาๆ

         สีหน้าของฮวาฉือก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ในที่สุดเขาก็มีโทสะปรากฏอยู่บนใบหน้าแล้ว “ม่อเวิ่นเฉิน ขนาดชีวิตของชายาเจ้ายังทิ้งได้งั้นหรือ? ”

         “ชายาแต่ในนามเท่านั้น” ม่อเวิ่นเฉินไม่เคยยอมรับว่าซูฉีฉีนั้นคือชายาของตน

         “ข้าลงมือเองก็แล้วกัน” ตอนนี้ซูฉีฉีทนฟังต่อไปไม่ได้อีกแล้ว แม้ว่าตอนที่นางช่วยม่อเวิ่นเฉินไว้จะเพราะจุดประสงค์เล็กๆ น้อยๆ และภายหลังที่ผสมยาถอนพิษนั้นก็เพราะถูกบีบบังคับโดยไม่มีทางเลือก ทว่านางก็ยังคงหวังว่าม่อเวิ่นเฉินนั้นจะเปลี่ยนท่าทีของเขาที่มีต่อนาง

         แต่ว่าตอนนี้นางรู้แล้ว เรื่องบางเรื่องนั้นไม่มีทางที่จะเปลี่ยนได้

         สถานะเช่นนางคงเป็นได้เพียงความอัปยศของม่อเวิ่นเฉินเท่านั้น

         แต่ในนาม…ซูฉีฉียิ้มออกมาอย่างหมองหม่นแต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความทะนงตัวของตนไว้อยู่

         ฮวาฉืออึ้งตกใจอีกครั้ง เขาจับพัดในมือของตนก่อนจะจ้องตรงไปที่ซูฉีฉี เขาถึงขั้นลืมไปแล้วว่าตนนั้นควรจะทำอะไร สตรีผู้นี้พูดว่านางจะลงมือเอง!

         นางไม่คิดจะทำตัวเป็นภาระต่อม่อเวิ่นเฉิน? หรือว่า?

         เขารู้สึกว่าตอนนี้ตนใกล้จะเป็นบ้าแล้ว หลายปีมานี้ฮวาฉือพาพี่น้องของเขาบุกเหนือล่องใต้ สร้างพรรคเด็ดบุปผาขึ้น ประสบพบเจออะไรมาก็มาก แต่เขากลับไม่เคยเจอหญิงประหลาดเช่นนางมาก่อนเลย

         ซูฉีฉีไม่ได้หันไปมองม่อเวิ่นเฉินแต่กลับหยิบเอาเข็มทองจากแขนเสื้อตนเองออกมา นางหนีบเข็มทองสองเล่มไว้ระหว่างนิ้วของตน เข็มเล่มหนึ่งแทงลงไปตรงลำคอของตน เรื่องของจุดบนร่างกายคนนั้นนางระบุได้อย่างแม่นยำ เข็มเล่มนี้ถ้าหากทิ่มลงไปแล้วจะต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย

         เดิมนางใช้เข็มทองเพื่อช่วยคน ตอนนี้นางกลับใช้เข็มทองเพื่อฆ่าตัวตาย

         ช่างน่าตลกเสียจริง

         แสงอาทิตย์ในฤดูหนาวนี้เหน็บหนาวอยู่ไม่น้อย เมื่อมันส่องลงไปบนเข็มทองนั้นก็ทำให้รู้สึกแสบตาอยู่บ้าง

         ม่อเวิ่นเฉินเองก็จ้องตรงไปที่เข็มทองในมือของซูฉีฉี มือที่กำดาบอยู่นั้นบีบแน่นขึ้นเรื่อยๆ เส้นเลือดบนหลังมือนูนขึ้นจนเหมือนจะระเบิดออกมาได้ ทันใดนั้นเขาก็ร้องตะโกนเสียงดังก่อนจะยกดาบขึ้นฟันโจรป่าที่พุ่งมาข้างหน้าจนขาดท่อน

         โลหิตพุ่งกระจายไปรอบๆ ภายใต้แสงอาทิตย์ที่ส่องลงมากลับทำให้ภาพนั้นดูสวยงามอย่างน่าประหลาด

         ทุกคนในที่นั้นเสมือนกำลังตกตะลึงกับภาพตรงหน้า และในขณะที่ทุกคนได้สติคืนมาแล้วหันไปมองทางซูฉีฉี

         พวกเขากลับพบว่านางนั้นไม่ได้ล้มลง และฮวาฉือที่เมื่อครู่กำลังจับซูฉีฉีไว้เป็นตัวประกันนั้นก็ได้ถูกเข็มทองเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่งทิ่มลงไปที่จุดบนลำคอเสียแล้ว

       ร่างอันบอบบางของซูฉีฉีโอนเอนเล็กน้อยทว่าใบหน้ากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “ท่านหัวหน้าพรรคฮวาฉือ บอกให้ลูกน้องของท่านถอยไปให้หมด”

         “ไม่มีทาง” ริมฝีปากของฮวาฉือเม้มสนิท ไอสังหารกระจายออกมาจากดวงตาทั้งสองทำให้ภาพลักษณ์บัณฑิตของเขานั้นจางลงไม่น้อย

         นิ้วมือของนางออกแรงเพียงนิดเดียวก็ทำให้เข็มทองที่ปักอยู่บนลำคอของฮวาฉือนั้นได้กรีดไปบนผิวขาว รอยเลือดจางๆ ก็ปรากฏออกมาให้ทุกคนได้เห็น

         เจ้าบ้านสองและเจ้าบ้านสามที่กำลังประมือกับเหลิ่งเหยียนและเหลยอวี๊เฟิงนั้นก็หยุดกระบวนท่าของตนก่อนจะพร้อมใจกันล่าถอยและตะโกนออกมาอย่างร้อนรน “พี่ใหญ่! พี่ใหญ่!”

         พวกคนที่กำลังสู้รบกับม่อเวิ่นเฉินก็ล้วนถอยออกไปก้าวหนึ่งเช่นกัน พวกเขาไม่กลัวตาย จะกลัวก็แต่ว่าหัวหน้าพรรคของตนนั้นจะได้รับอันตราย

         เหลิ่งเหยียนและเหลยอวี๊เฟิงไม่ค่อยเข้าใจนักว่าเกิดอะไรขึ้น

         เมื่อครู่ตอนที่พวกเขาเหลือบไปมองนั้นคือภาพที่ซูฉีฉีได้ถูกฮวาฉือจับเอาไว้ เพียงชั่วพริบตาเดียว ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปแล้ว

         “ไม่ต้องเข้ามา ฆ่าม่อเวิ่นเฉินทิ้งซะ” ฮวาฉือตะโกนออกมา โอกาสที่จะฆ่าม่อเวิ่นเฉินนั้นมีไม่มาก เพราะฉะนั้นเขาไม่อยากจะพลาดโอกาสนี้

         ทุกคนล้วนไม่กล้าขยับตัว

         ต่อให้ต้องล้างแค้น แต่จะเสียสละหัวหน้าพรรคไม่ได้

         พวกเขารู้ แม้ว่าในมือของซูฉีฉีจะมีเพียงเข็มทองเล็กๆ เล่มหนึ่งเท่านั้น แต่ว่าเรื่องใดที่เกี่ยวกับลูกพี่ของพวกเขาล้วนไม่ควรเสี่ยงทั้งนั้น

         “หากชีวิตยังมีอยู่ ย่อมไม่กลัวที่จะไร้โอกาส” ซูฉีฉีเขย่งปลายเท้าขึ้นก่อนจะกระซิบเบาๆ ที่ข้างหูของฮวาฉือ

         ตอนนี้ซูฉีฉีทำเพื่อรักษาชีวิตของตนเองเท่านั้น นางไม่ฝากความหวังใดๆ ไว้กับม่อเวิ่นเฉินอีกแล้ว

         นางไม่ได้คิดอยากจะฆ่าฮวาฉือ

         และฮวาฉือในตอนนี้รู้สึกมึนงงอย่างถึงที่สุด เขาไม่เข้าใจสตรีตรงหน้านี้ ใบหน้าที่เกือบจะงามบริสุทธิ์ ตัวตนที่ดูลึกลับประกอบกับโครงหน้าที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานนั้นกลับสะกดสายตาเขาอย่างประหลาด

         จากนั้นเขาก็หรี่ตาลงและมองไปทางเจ้าบ้านรองและเจ้าบ้านสาม “ให้พวกพี่น้องถอยไปให้หมด”

         ตั้งแต่พบเจอกับฮวาฉือจนถึงตอนนี้ เรื่องที่เกิดขึ้นสร้างความตกตะลึงให้กับผู้คนไปไม่น้อย ทั้งการโจมตีกลับของซูฉีฉี ทั้งการเปลี่ยนแปลงของฮวาฉือ ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ

         ม่อเวิ่นเฉินเดิมคิดอยากให้ซูฉีฉีจัดการกับฮวาฉือทิ้งเสียแต่เพราะตนเกรงว่าจะต้องสูญเสียกองทหารโลหิตไปอีกกลุ่มหนึ่ง เขายังต้องเก็บกำลังไว้สำหรับเข้าเมืองหลวง เพราะฉะนั้นตอนนี้จึงทำได้แค่อดทน

         จนกระทั่งคนเหล่านั้นถอยไปจนถึงระยะที่ปลอดภัยแล้วจึงยอมปล่อยให้ฮวาฉือกลับไป

         ก่อนจากไปนั้นฮวาฉือกลับยกพัดขึ้นมาสะบัดเบาๆ “พระชายา แล้วพบกันใหม่”

         จากนั้นร่างกายเขาก็ขยับเพียงเล็กน้อยก่อนจะหายออกไปจากสายตาของทุกคน

         วิชาตัวเบาของเขาดูเหมือนจะสูงกว่าม่อเวิ่นเฉินอยู่ระดับหนึ่ง

         รถม้าออกตัวไปข้างหน้าต่อ ทว่าบรรยากาศในรถม้ากลับประหลาดผิดปกติ

         ซูฉีฉีหลุบตาลงน้อยๆ ผมยาวสลวยไหลลงมาบริเวณอกของนาง นางมิได้มองม่อเวิ่นเฉินแม้แต่น้อย ตัวนางในตอนนี้ให้ความรู้สึกหยิ่งทะนงอยู่บางๆ

         “เจ้าพูดอะไรกับเขาไป?” ม่อเวิ่นเฉินเอ่ยขึ้นมาก่อน

         “หากชีวิตยังมีอยู่ ย่อมไม่กลัวที่จะไร้โอกาส” ซูฉีฉีก็พูดออกมาโดยไม่ปิดบัง ใจของนางตอนนี้เย็นยะเยือกไปแล้ว นางไม่กล้าที่จะคาดหวังอะไรจากม่อเวิ่นเฉินอีกแล้ว

         นอกเสียจากว่าซูฉีฉีจะเป็นคนโง่

         นิ้วมือของม่อเวิ่นเฉินค่อยๆ ลากผ่านผมที่ยาวสลวยของซูฉีฉี เขาเองก็ตกตะลึงในการกระทำของตัวเอง การกระทำนี้ของเขาเป็นไปเองโดยธรรมชาติ ไม่นานเขาก็หัวเราะออกมา “เป็นเช่นนั้นจริง”

         สำหรับการกระทำของม่อเวิ่นเฉินนั้น ซูฉีฉีรู้สึกไม่ค่อยคุ้นชินนัก คิ้วของนางขมวดเข้าหากันน้อยๆ

         นางไม่อยากจะมีความหวังใดๆ อีกโดยเฉพาะเมื่อตอนที่ใจของนางได้ตายไปแล้ว แต่บุรุษผู้นี้กลับกระทำอันใดอยู่…

         ผมยาวของซูฉีฉีเสมือนผ้าแพรชั้นดี เส้นผมค่อยๆ ลากผ่านหว่างนิ้วของม่อเวิ่นเฉินก่อนที่มือที่มีความหยาบกระด้างอยู่บ้างของเขาหุบลง นำเอาเส้นผมของนางกำไว้อยู่ในฝ่ามือ “แล้วพบกันใหม่ ดูเหมือนว่าเขาจะชื่นชมในตัวเจ้ามาก”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม